กิตติรัตน์”
ลั่นจำนำข้าวเริ่มพ.ย.ตันละ 15,000-20,000 แน่ ยันไม่ลดพึ่งพาการส่งออก แต่เพิ่มบริโภคในประเทศ คุยเงินเฟ้อไม่น่ากลัว ถ้ารัฐบาลทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น เงินเฟ้อบ้างไม่เสียหาย
เมื่อ เวลาประมาณ 09.00 น. วันที่ 17 ส.ค. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ พร้อมด้วยนายภูมิ สาระผล และนายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รมช.พาณิชย์ เดินทางเข้ากระทรวงพาณิชย์เป็นวันแรก โดยได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง และจะประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เพื่อมอบนโยบายในการทำงาน
โดย ภายหลังการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสร็จสิ้น นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนประจำกระทรวงในเรื่องการรับจำนำข้าวว่า จะบรรจุในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเลยว่า รัฐบาลนี้จะรับจำนำข้าวเปลือกเจ้าที่ตันละ 15,000 บาท และข้าวเปลือกหอมมะลิที่ตันละ 20,000 บาท โดยจะเริ่มดำเนินในฤดูการผลิตข้าวเปลือกนาปีปี 54/55 แต่ไม่ได้กำหนดเป้าหมายการรับจำนำ เพราะเมื่อไรที่ราคาข้าวในตลาดขึ้นมาใกล้เคียงกับราคารับจำนำ หรือสูงกว่าก็อาจจะหยุดรับจำนำ นอกจากนี้ อาจกำหนดให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) รับซื้อข้าวจากเกษตรกรเพื่อมาส่งออกในลักษณะรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ด้วย อย่างไรก็ตาม
ในการบริหารจัดการสต๊อกข้าวของรัฐบาลนั้น คงจะทยอยขาย คงไม่ปล่อยให้ปริมาณล้นสต๊อกแล้วจึงจะขาย เพราะจะฉุดให้ราคาตลาดลดลงได้
สำหรับ การลดพึ่งพาการส่งออกนั้น นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ไม่ได้ลดการพึ่งพาการส่งออก ยังคงต้องผลักดันการส่งออกเหมือนเดิม เพียงแต่รัฐบาลนี้จะเพิ่มการพึ่งพาการบริโภคในประเทศให้มากขึ้น ซึ่งหากสามารถปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เงินเดือนปริญญาตรี และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้ตามเป้าหมาย จะทำให้จีดีพีในประเทศในปีหน้าเพิ่มขึ้นได้ 1% ส่วนนโยบายประชานิยมจะมีส่วนทำให้เงินเฟ้อหรือไม่นั้น นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า เงินเฟ้อไม่น่ากลัว
“ทำไมต้องให้คนมีรายได้ยอมอดทนเพื่อทำ ให้เงินเฟ้อในประเทศอยู่ในระดับต่ำ แต่รัฐบาลนี้จะพยายามเพิ่มรายได้ประชาชนให้มากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้เกิดเงินเฟ้อบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่น่าจะดีใจมากกว่า ที่ประชาชนมีรายได้มากขึ้น” นายกิตติรัตน์ กล่าว
นายกิตติรัตน์ กล่าวต่อถึงราคาสินค้าว่า
ไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์จะทำให้ราคาสินค้าลง แต่จะพยายามดูแลไม่ให้มีการค้ากำไรเกินควร หรือให้ประชาชนต้องซื้อของในราคาแพงเกินไป ขณะเดียวกัน ก็ต้องทำความเข้าใจผู้ประกอบการด้วยว่า รัฐบาลไม่ได้เอาใจประชาชนมากเกินไป จนลืมดูแลผู้ประกอบการ แต่รัฐบาลจะดูแลต้นทุน และราคาสินค้าให้เหมาะสม
ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
"กิตติรัตน์" ลั่นจำนำข้าวตันละ 15,000-20,000 เริ่มพ.ย.แน่ (ข่าวเก่า ปี 54)
เมื่อ เวลาประมาณ 09.00 น. วันที่ 17 ส.ค. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ พร้อมด้วยนายภูมิ สาระผล และนายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รมช.พาณิชย์ เดินทางเข้ากระทรวงพาณิชย์เป็นวันแรก โดยได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง และจะประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เพื่อมอบนโยบายในการทำงาน
โดย ภายหลังการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสร็จสิ้น นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนประจำกระทรวงในเรื่องการรับจำนำข้าวว่า จะบรรจุในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเลยว่า รัฐบาลนี้จะรับจำนำข้าวเปลือกเจ้าที่ตันละ 15,000 บาท และข้าวเปลือกหอมมะลิที่ตันละ 20,000 บาท โดยจะเริ่มดำเนินในฤดูการผลิตข้าวเปลือกนาปีปี 54/55 แต่ไม่ได้กำหนดเป้าหมายการรับจำนำ เพราะเมื่อไรที่ราคาข้าวในตลาดขึ้นมาใกล้เคียงกับราคารับจำนำ หรือสูงกว่าก็อาจจะหยุดรับจำนำ นอกจากนี้ อาจกำหนดให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) รับซื้อข้าวจากเกษตรกรเพื่อมาส่งออกในลักษณะรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ด้วย อย่างไรก็ตาม ในการบริหารจัดการสต๊อกข้าวของรัฐบาลนั้น คงจะทยอยขาย คงไม่ปล่อยให้ปริมาณล้นสต๊อกแล้วจึงจะขาย เพราะจะฉุดให้ราคาตลาดลดลงได้
สำหรับ การลดพึ่งพาการส่งออกนั้น นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ไม่ได้ลดการพึ่งพาการส่งออก ยังคงต้องผลักดันการส่งออกเหมือนเดิม เพียงแต่รัฐบาลนี้จะเพิ่มการพึ่งพาการบริโภคในประเทศให้มากขึ้น ซึ่งหากสามารถปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เงินเดือนปริญญาตรี และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้ตามเป้าหมาย จะทำให้จีดีพีในประเทศในปีหน้าเพิ่มขึ้นได้ 1% ส่วนนโยบายประชานิยมจะมีส่วนทำให้เงินเฟ้อหรือไม่นั้น นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า เงินเฟ้อไม่น่ากลัว
“ทำไมต้องให้คนมีรายได้ยอมอดทนเพื่อทำ ให้เงินเฟ้อในประเทศอยู่ในระดับต่ำ แต่รัฐบาลนี้จะพยายามเพิ่มรายได้ประชาชนให้มากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้เกิดเงินเฟ้อบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่น่าจะดีใจมากกว่า ที่ประชาชนมีรายได้มากขึ้น” นายกิตติรัตน์ กล่าว
นายกิตติรัตน์ กล่าวต่อถึงราคาสินค้าว่า ไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์จะทำให้ราคาสินค้าลง แต่จะพยายามดูแลไม่ให้มีการค้ากำไรเกินควร หรือให้ประชาชนต้องซื้อของในราคาแพงเกินไป ขณะเดียวกัน ก็ต้องทำความเข้าใจผู้ประกอบการด้วยว่า รัฐบาลไม่ได้เอาใจประชาชนมากเกินไป จนลืมดูแลผู้ประกอบการ แต่รัฐบาลจะดูแลต้นทุน และราคาสินค้าให้เหมาะสม
ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ