ทราบดีค่ะว่าBA และคนขายมีหน้าที่ต้องขายของ นำเสนอสินค้า
แต่ช่วง 2 ปีมานี้ มีวิธีใหม่นอกจากการแจกใบปลิว และนำเสนอธรรมดา
คือการเดินตามมาประชิดตัวแล้วลากเข้าบู้ธเลย
ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นบู้ธที่ใช้ชาวต่างชาติในการนำขายของ
ครั้งแรกที่โดนบอกตามตรงว่างงมาก
เราชอบเดินเซ็นทรัลปิ่นเกล้า วันนั้นกำลังจะเดินไปที่คลินิก ราชเทวี
มีบู้ธหนึ่งเป็นคนต่างชาติเดินเข้ามาหาเรา ตอนแรกเราไม่ทันทราบว่ามาจากบู้ธไหน นึกว่าเป็นคนต่างชาติธรรมดา
เข้ามาถามเราว่า Can you speak English? เราก็นึกว่าเค้าหลงทางเลยตอบว่าพูดได้
ทันใดนั่นเอาเกลือสปาป้ายแขนเรา!! แล้วลากให้ไปฟังเค้าที่บู้ธ ทีนี้ทั้งคนขายคนไทยคนต่างชาติล้อมหน้าเราคนเดียว
เอาเกลือถูแขนเราไปด้วย เราจะไปก็ไม่ได้เพราะเลอะทั้งมือทั้งแขน แล้วบอกว่าสบู่ของเค้าดีมากอย่างนั้นอย่างนี้ เด็กดักแด้ยังรักษาหายได้ (แต่เราไม่ได้เป็นเด็กดักแด้ ไม่ได้เป็นโรคผิวหนังอะไรร้ายแรง แค่จะไปซื้อครีมกันแดดในคลินิก -_-)
มิหนำซ้ำจับมือเราเอาไว้อีกต่างหาก! เราบอกว่าไม่สนใจ เค้าก็มองหน้าเรา แล้วบอกว่าน้องเป็นสิว มีปัญหาผิวหน้าเยอะ บลาๆๆๆๆ ใช้อันนี้ดี มีส่วนผสมเกลือสารพัด
เราฟังจนรู้สึกเกรงใจกับบีเอ เพราะฟังเป็นเวลา 15 นาที!!! เลยกัดฟันถามไปว่าราคาเท่าไหร่ ตอบมาเกลือขัดผิวสี่พันกว่าบาท!
เราบอกว่าไม่เอาค่ะ ราคาก็ไม่ไหวแล้ว ก็ไม่ยอมให้เราไป ไม่ยอมเอาน้ำมาล้างมือให้เรา
จนแฟนเรารอนานแล้ว เลยเดินมาเจอแล้วขึ้นเสียงว่า ถ้าคุณไม่ล้างผมจะแจ้งทางห้างแล้วนะครับ เค้าถึงได้รีบล้างให้
อีกครั้งคือเดินกับน้องสาว มีฝรั่งปรี่เข้ามาจับมือน้องแล้วพูดว่า You are so gorgeous. (คุณเป็นคนสวยมากครับ) พวกเราก็งงสิค่ะ!
ก่อนจะป้ายครีมลงบนมือแล้วลากเข้าไปนั่งฟังอีกร่วม 20 นาที เรากับน้องพยายามจะออกมาก็โดนล้อม
แล้วสังเกตเห็นคนที่อยู่ในบู้ธเดียวกัน ทุกคนทำหน้าตาแบบลำบากใจและพะอืดพะอมมากๆ ไม่มีใครแบบสนใจในตัวผลิตภัณฑ์จริงๆ เลยสักคน
คนขายไม่ว่าจะไทยทั้งฝรั่งพยายามพูด พูด พูด ... แทบจะสิง หรือกินหัวคนที่เข้ามาในบู้ธ ให้เราต้องซื้อสักตัว โดยอาศัยหลักความเกรงใจ ว่าเรามาฟังขนาดนี้ เราสครับมือเรา ลองทาครีมให้เราครบเซ็ท เราจะไม่ซื้อสักนิดเลยหรือ หลักการไม่ต่างกับขายตรงเลยค่ะ
มีคุณป้าคนนึงกัดฟันซื้อครีมไป ราคาแพงมาก พนักงานดีใจกันยกเคาน์เตอร์ แต่สังเกตหน้าคุณป้าคือสีหน้าไม่ดีมากๆ เราคิดว่าเพราะเค้าไม่ได้อยากได้ แต่ซื้อเพราะความเกรงใจล้วนๆ
บู้ธตรงนี้อยู่ที่ชั้น 2 ของห้างเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ใกล้ๆ กับซีเอ็ท และตรงข้ามสปาช่า
เมื่อก่อนตรงนั้นเราจะเดินผ่านบ่อยมากๆ เพราะเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ซื้อหนังสือบ่อย แต่เดี๋ยวนี้เราสังเกตว่า ตรงนั้นแถบไม่มีคนเดินผ่าน หรือจะเดินผ่านก็เดินซะชิดกับขอบอีกด้าน ยิ่งเดินๆ อยู่ แล้วมีพนักงานปรี่เข้ามา คนหลบกันเป็นวิธีโค้งเลยค่ะ แทนที่คนจะยิ่งดูสินค้า กลับยิ่งถอยห่าง ไม่แม้แต่มองเข้าไปในบู้ธ เพราะถ้าคุณสบตากับคนขายเมื่อไหร่ เค้าเข้ามาประชิดตัวจริงๆ ค่ะ
เมื่อวานเราก็โดนฝรั่งผู้หญิงคนนึงเดินตามถึงหน้าซีเอ็ท ตะโกนเรียก "พี่ค่ะ พี่ค่ะ" แบบสำเนียงฝรั่ง แล้วตรงนั้นมันใกล้ร้านหนังสือ ต้องการความสงบ เราคิดว่ามันไม่สมควรอย่างมาก
เพราะ ด้วยความที่ซื้อของมาเยอะ แล้วปวดขา ไม่อยากไปอ้อมอีกด้านแล้วขนของผ่านหน้าร้านตุ๊กตา (ใครเดินเซ็นปิ่นบ่อยๆ คงนึกออก) พยายามให้เราเข้าไปลองเครื่องสำอางอะไรสักอย่างกับน้อง
ถึงขนาดจับเนื้อต้องตัวกันอีกแล้ว ไม่เข้าใจทำไมต้องทำขนาดนี้ เราอยากฝากบอกผู้ประกอบการหรือคนขายว่า ขายแบบธรรมดาเหมือนชาวบ้านเค้าเถอะค่ะ เพราะเห็นมีอยู่แค่ไม่เกิน 5 เจ้าที่ใช้วิธีแบบนี้ แล้วมักจะมีคนต่างชาติมาช่วยขายด้วย ถ้าของๆ คุณดีจริงๆ หรือใครไปยืนอ่านหน้าร้านแล้วสนใจ เค้าก็เข้าไปซื้อเองล่ะค่ะ
แล้วยิ่งพวกฝรั่งที่เป็นผู้ชายมาจับมือทานู้นทานี้ให้ บอกตรงๆ นะคะ เราไม่ได้ถือตัว แต่คุณเป็นใครไม่รู้ อยู่ดีๆ มาคว้ามือเราไปจับแล้วทานั่นทานี่โดยไม่ถามความสมัครใจ เราไม่ด่าให้ก็บุญแล้ว เวลาเราซื้อเครื่องสำอางธรรมดาในบิวตี้ฮอล์ บีเอจะลองอะไรให้เรา เค้าต้องบอกก่อนว่า "ขอมือลูกค้าหน่อยได้มั้ยค่ะ" แต่เดี๋ยวนี้การทำธุรกิจเป็นอะไรไปหมด
มากดดันให้คนต้องซื้อเพราะเกรงใจ พอไม่สนใจก็หน้ามุ่ย แล้วเห็นมีคนเดินผ่านหน้าร้านคุณมั้ยค่ะ? อยากจะเอารูปถ่ายให้ดูจริงๆ ว่าตรงอื่นคนเดินกันเต็ม แต่ตรงแถวนั้นวังเวงขนาดไหน เราเป็นร้านถ่ายเอกสารข้างร้านซีเอ็ท หรือสปาช่า หรือร้านกล้อง เราคงเซ็งมากๆ ที่คนเข้าร้านน้อยกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อก่อนสมัยเรียนมัธยม (ก็หลายปีแล้วนะคะ) รร. เราอยู่หลังเซ็นปิ่นเลยค่ะ เราเดินเซ็นปิ่นทุกวัน รู้ดีว่าคนมันเยอะขนาดไหน แต่หลังจากมีธุรกิจประเภทนี้ ที่ตรงนั้นจะว่างเป็นย่อมๆ
ขอให้วิธีนี้หมดไปสักทีเถอะค่ะ ถ้าสนใจก็เดินไปเอง ไม่ต้องมาฉุดแขนฉุดขากันอีก
[สุดทน] เมื่อไหร่วิธีที่ใช้BAเดินปรี่เข้ามาจับเนื้อต้องตัว หรือบังคับเอาสินค้าป้ายแขนหรือตัวเราจะหมดไปสักที
แต่ช่วง 2 ปีมานี้ มีวิธีใหม่นอกจากการแจกใบปลิว และนำเสนอธรรมดา
คือการเดินตามมาประชิดตัวแล้วลากเข้าบู้ธเลย
ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นบู้ธที่ใช้ชาวต่างชาติในการนำขายของ
ครั้งแรกที่โดนบอกตามตรงว่างงมาก
เราชอบเดินเซ็นทรัลปิ่นเกล้า วันนั้นกำลังจะเดินไปที่คลินิก ราชเทวี
มีบู้ธหนึ่งเป็นคนต่างชาติเดินเข้ามาหาเรา ตอนแรกเราไม่ทันทราบว่ามาจากบู้ธไหน นึกว่าเป็นคนต่างชาติธรรมดา
เข้ามาถามเราว่า Can you speak English? เราก็นึกว่าเค้าหลงทางเลยตอบว่าพูดได้
ทันใดนั่นเอาเกลือสปาป้ายแขนเรา!! แล้วลากให้ไปฟังเค้าที่บู้ธ ทีนี้ทั้งคนขายคนไทยคนต่างชาติล้อมหน้าเราคนเดียว
เอาเกลือถูแขนเราไปด้วย เราจะไปก็ไม่ได้เพราะเลอะทั้งมือทั้งแขน แล้วบอกว่าสบู่ของเค้าดีมากอย่างนั้นอย่างนี้ เด็กดักแด้ยังรักษาหายได้ (แต่เราไม่ได้เป็นเด็กดักแด้ ไม่ได้เป็นโรคผิวหนังอะไรร้ายแรง แค่จะไปซื้อครีมกันแดดในคลินิก -_-)
มิหนำซ้ำจับมือเราเอาไว้อีกต่างหาก! เราบอกว่าไม่สนใจ เค้าก็มองหน้าเรา แล้วบอกว่าน้องเป็นสิว มีปัญหาผิวหน้าเยอะ บลาๆๆๆๆ ใช้อันนี้ดี มีส่วนผสมเกลือสารพัด
เราฟังจนรู้สึกเกรงใจกับบีเอ เพราะฟังเป็นเวลา 15 นาที!!! เลยกัดฟันถามไปว่าราคาเท่าไหร่ ตอบมาเกลือขัดผิวสี่พันกว่าบาท!
เราบอกว่าไม่เอาค่ะ ราคาก็ไม่ไหวแล้ว ก็ไม่ยอมให้เราไป ไม่ยอมเอาน้ำมาล้างมือให้เรา
จนแฟนเรารอนานแล้ว เลยเดินมาเจอแล้วขึ้นเสียงว่า ถ้าคุณไม่ล้างผมจะแจ้งทางห้างแล้วนะครับ เค้าถึงได้รีบล้างให้
อีกครั้งคือเดินกับน้องสาว มีฝรั่งปรี่เข้ามาจับมือน้องแล้วพูดว่า You are so gorgeous. (คุณเป็นคนสวยมากครับ) พวกเราก็งงสิค่ะ!
ก่อนจะป้ายครีมลงบนมือแล้วลากเข้าไปนั่งฟังอีกร่วม 20 นาที เรากับน้องพยายามจะออกมาก็โดนล้อม
แล้วสังเกตเห็นคนที่อยู่ในบู้ธเดียวกัน ทุกคนทำหน้าตาแบบลำบากใจและพะอืดพะอมมากๆ ไม่มีใครแบบสนใจในตัวผลิตภัณฑ์จริงๆ เลยสักคน
คนขายไม่ว่าจะไทยทั้งฝรั่งพยายามพูด พูด พูด ... แทบจะสิง หรือกินหัวคนที่เข้ามาในบู้ธ ให้เราต้องซื้อสักตัว โดยอาศัยหลักความเกรงใจ ว่าเรามาฟังขนาดนี้ เราสครับมือเรา ลองทาครีมให้เราครบเซ็ท เราจะไม่ซื้อสักนิดเลยหรือ หลักการไม่ต่างกับขายตรงเลยค่ะ
มีคุณป้าคนนึงกัดฟันซื้อครีมไป ราคาแพงมาก พนักงานดีใจกันยกเคาน์เตอร์ แต่สังเกตหน้าคุณป้าคือสีหน้าไม่ดีมากๆ เราคิดว่าเพราะเค้าไม่ได้อยากได้ แต่ซื้อเพราะความเกรงใจล้วนๆ
บู้ธตรงนี้อยู่ที่ชั้น 2 ของห้างเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ใกล้ๆ กับซีเอ็ท และตรงข้ามสปาช่า
เมื่อก่อนตรงนั้นเราจะเดินผ่านบ่อยมากๆ เพราะเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ซื้อหนังสือบ่อย แต่เดี๋ยวนี้เราสังเกตว่า ตรงนั้นแถบไม่มีคนเดินผ่าน หรือจะเดินผ่านก็เดินซะชิดกับขอบอีกด้าน ยิ่งเดินๆ อยู่ แล้วมีพนักงานปรี่เข้ามา คนหลบกันเป็นวิธีโค้งเลยค่ะ แทนที่คนจะยิ่งดูสินค้า กลับยิ่งถอยห่าง ไม่แม้แต่มองเข้าไปในบู้ธ เพราะถ้าคุณสบตากับคนขายเมื่อไหร่ เค้าเข้ามาประชิดตัวจริงๆ ค่ะ
เมื่อวานเราก็โดนฝรั่งผู้หญิงคนนึงเดินตามถึงหน้าซีเอ็ท ตะโกนเรียก "พี่ค่ะ พี่ค่ะ" แบบสำเนียงฝรั่ง แล้วตรงนั้นมันใกล้ร้านหนังสือ ต้องการความสงบ เราคิดว่ามันไม่สมควรอย่างมาก
เพราะ ด้วยความที่ซื้อของมาเยอะ แล้วปวดขา ไม่อยากไปอ้อมอีกด้านแล้วขนของผ่านหน้าร้านตุ๊กตา (ใครเดินเซ็นปิ่นบ่อยๆ คงนึกออก) พยายามให้เราเข้าไปลองเครื่องสำอางอะไรสักอย่างกับน้อง
ถึงขนาดจับเนื้อต้องตัวกันอีกแล้ว ไม่เข้าใจทำไมต้องทำขนาดนี้ เราอยากฝากบอกผู้ประกอบการหรือคนขายว่า ขายแบบธรรมดาเหมือนชาวบ้านเค้าเถอะค่ะ เพราะเห็นมีอยู่แค่ไม่เกิน 5 เจ้าที่ใช้วิธีแบบนี้ แล้วมักจะมีคนต่างชาติมาช่วยขายด้วย ถ้าของๆ คุณดีจริงๆ หรือใครไปยืนอ่านหน้าร้านแล้วสนใจ เค้าก็เข้าไปซื้อเองล่ะค่ะ
แล้วยิ่งพวกฝรั่งที่เป็นผู้ชายมาจับมือทานู้นทานี้ให้ บอกตรงๆ นะคะ เราไม่ได้ถือตัว แต่คุณเป็นใครไม่รู้ อยู่ดีๆ มาคว้ามือเราไปจับแล้วทานั่นทานี่โดยไม่ถามความสมัครใจ เราไม่ด่าให้ก็บุญแล้ว เวลาเราซื้อเครื่องสำอางธรรมดาในบิวตี้ฮอล์ บีเอจะลองอะไรให้เรา เค้าต้องบอกก่อนว่า "ขอมือลูกค้าหน่อยได้มั้ยค่ะ" แต่เดี๋ยวนี้การทำธุรกิจเป็นอะไรไปหมด
มากดดันให้คนต้องซื้อเพราะเกรงใจ พอไม่สนใจก็หน้ามุ่ย แล้วเห็นมีคนเดินผ่านหน้าร้านคุณมั้ยค่ะ? อยากจะเอารูปถ่ายให้ดูจริงๆ ว่าตรงอื่นคนเดินกันเต็ม แต่ตรงแถวนั้นวังเวงขนาดไหน เราเป็นร้านถ่ายเอกสารข้างร้านซีเอ็ท หรือสปาช่า หรือร้านกล้อง เราคงเซ็งมากๆ ที่คนเข้าร้านน้อยกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อก่อนสมัยเรียนมัธยม (ก็หลายปีแล้วนะคะ) รร. เราอยู่หลังเซ็นปิ่นเลยค่ะ เราเดินเซ็นปิ่นทุกวัน รู้ดีว่าคนมันเยอะขนาดไหน แต่หลังจากมีธุรกิจประเภทนี้ ที่ตรงนั้นจะว่างเป็นย่อมๆ
ขอให้วิธีนี้หมดไปสักทีเถอะค่ะ ถ้าสนใจก็เดินไปเอง ไม่ต้องมาฉุดแขนฉุดขากันอีก