เรื่องเล่าจากความฝัน หมายเลข#03 "อ่อนแอ"

อนึ่ง นิยายเรื่องนี้ เขียนตามความฝันที่กระผมได้ฝันขึ้น รายละเอียดบางอย่างอาจจะไม่ชัดเจน แต่กระผมอยากจะเก็บรายละเอียดดั้งเดิมของความฝันให้มากที่สุด ขาดตกบกพร่องไปอย่างไรก็ขออภัยด้วย

...................................................................


งานของผมคือ ทหารรับจ้าง เศษเดนชีวิตที่หลงเหลือมาจากพื้นที่ยากไร้ รู้จักแต่การฆ่าฟันเพื่ออยู่รอด รับเบี้ยอัฐไม่เท่าไหร่เพื่อฆ่าคน
ชีวิตที่น่าสมเพช
ผมรับเงิน, ผมทำงานที่ผมถนัด แล้วก็จากไป มันเป็นเช่นนี้เสมอ

จากอีกสนามรบนึงไปอีกสนามรบนึง ไม่รู้ว่าจะเป็นโชคดี หรือเทพธิดาแห่งสงครามมอบความรักให้กับผมเหมือนที่คนอื่นพูด(ผมเบะปากทุกทีที่มีคนพูดแบบนี้) ผมเอาชีวิตรอดมาได้เสมอ ไม่เคยรู้สึกถึงความตายจริงๆ เสียที

ก็อย่างว่าล่ะนะ ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน กระสุน 3 นัดกระแทกเข้าที่ช่องท้อง 2 นัดทะลุออกไปผมซัดเซไปจนตกลงไปในแม่น้ำ วินาทีก่อนที่จะสัมผัสผิวน้ำผมไม่เคยกลัวตายมาก่อน แต่ก็น่าขำ สติที่เลือนราง เลือดที่ทะลักออกมาราวกับท่อแตก ไม่ได้ทำให้ผมกลัวตาย กลับทำให้ปลงตกอยู่รอมร่อ
"ไม่มีทางรอดแล้วล่ะ"
"ก็ดี ชีวิตพรรค์นี้จบๆมันไปซะดีกว่า"  
แต่เมื่อความเย็นของน้ำสัมผัสกับผิว กระแสน้ำเย็นเชี่ยวกรากที่พยายามจะชำแรกเข้าไปในปอดผม ทำให้ผมกลัวตายขึ้นมาทันที ผมพยายามตะเกียกตะกายอยู่นาน แต่ปริมาณเลือดที่เสียไป ทำให้เรี่ยวแรงหายไปหมดสิ้น ม่านตาผมหรี่ลง แล้วทุกอย่างก็มืดไปหมด




ผมตื่น
ภาพแรกที่สายตามองเห็นคือ ขื่อไม้ กับเพดานมุงจาก อาจจะฟังดูแปลก แต่ความจำผมยังแจ่มชัดครบถ้วนสมบูรณ์จนน่าแปลกใจ ผมจำได้จนถึงวินาทีสุดท้ายที่พยายามตะเกียกตะกายเพื่อไม่ให้จม แต่ก็ไม่ไหว
"นี่เรายังไม่ตาย? เหลือเชื่อ"
สิ่งแรกที่ผมทำคือ ยืนยันแผลที่ท้องของตัวเอง มันโดนพันแผลไว้ แต่ความเจ็บปวดยังอยู่ครบถ้วน คงไม่ต้องถึงกับคลำแผลก็รู้แล้วล่ะว่า ทุกอย่างเป็นของจริง
"อ้าว ฟื้นแล้วหรอ?" มองไปทางประตูผมเห็นชายคนนึงในชุดพรางสีเขียว ยืนอยู่ที่ปากกระท่อม

จากการสอบถามชายคนนั้น ผมได้รับความช่วยเหลือจากชาวหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านคนนึง ลากผมขึ้นมาจากน้ำตอนที่กำลังตกปลาอยู่ที่ปลายน้ำ เขาบอกเลยว่าผมเคราะห์ดีมาก เพราะว่าที่หมู่บ้านนี้มีหมอเก่ง ไม่งั้นแผลขนาดนี้เสียเลือดขนาดนี้คงไม่รอดแน่ๆ หมอยังบอกเลยว่า 'แผลขนาดนี้ไม่ลอยมาเป็นศพก็ปาฏิหาริย์แล้ว'

ผมเริ่มใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ ผมไม่ได้บอกใครว่าผมเป็นทหารรับจ้าง แต่ชาวบ้านก็ไม่ได้ถามอะไรผมมากมาย เพราะจริงๆ แล้วแผลขนาดนี้ก็คงพอที่จะบอกได้อยู่แล้วว่าผมเป็นทหาร  อันที่จริงผมพยายามหลีกเลี่ยงที่จะจับอาวุธเสียด้วยซ้ำ ความรู้ที่ต้องการมีชีวิตอย่างรุนแรงตอนที่อยู่ในน้ำยังคงข้างอยู่ในหัวผม ทั้งๆที่ผ่านมาร่วม 1 เดือนแล้ว  

แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป ผมกลายเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้าน ราวกับว่าที่นี่คือ สิ่งที่ผมโหยหามาตลอด ไม่ใช่เศษเงินที่ผมพยายาหามาตลอด
ที่หมู่บ้านนี้มีบรรยากาศที่สงบจนผิดวิสัยของพื้นละแวกนี้  ทั้งๆที่บริเวณนี้มักจะเกิดปัญหาข้อพิพาทระหว่างชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ต่างๆ อยู่เนืองๆ  สอบถามไปก็ได้ความว่า ที่หมู่บ้านนี้เป็นแหล่งรวมคนที่ไม่อยากขัดแย้ง เพียงเพราะชาติพันธุ์เป็นตัวบอกให้คนเกลียดกัน ทุกคนต่างก็หนีออกมาจากหมู่บ้านของตนเองเพื่อมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบ แต่อย่างไรก็ดี ความอ่อนโยนไม่ใช่วิถีทางรอดเสมอไป แม้แต่สัตว์กินพืชก็ยังต้องมีอาวุธ ที่หมู่บ้านแห่งนี้มีกองกำลังป้องกันตัวเองอยู่ หน้าที่หลักๆคือ ป้องกันการบุกรุกจากผู้ไม่หวังดี แต่ถ้าสถานการณ์ทั่วไป ก็จะทำหน้าที่เป็นกลุ่มหาของป่า ล่าสัตว์ ก็งานใช้แรงงานทั้งหลายนั่นแหละ

ผมขออาสาเข้าร่วมอย่างไม่ลังเล แม้แต่แรกเริ่มผมจะไม่อยากจับอาวุธขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่2 แต่ว่าความรู้สึกที่อยากจะทำอะไรเพื่อคนอื่น เพื่อหมู่บ้านมันมีมากกว่าความกลัวตายมากมายนัก

แม้ว่าจะต้องจับอาวุธ แต่งานจริงๆ โดยมาก็ไม่ต้องฆ่าฟันกับใคร อย่างมากก็แค่ไล่ออกไปก่อนจะเข้ามาในเขตหมู่บ้าน ชีวิตผมไม่เคยสุขไปกว่านี้เลย ผมรู้ดีว่างานเลี้ยงย่อมต้องมีวันเลิกรา แต่ผมก็หวังว่างานเลี้ยงนี้จะไม่เลิกราง่ายๆ



วันนั้น วันที่ผมไม่คาดคิดก็มาถึง หลังจากผมมาเป็นสมาชิกของหมู่บ้านได้ 5 ปี ก็มีข่าวเล่าลือกันมาว่า มีกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ว่ากันว่าพวกมันเคยเป็นอดีตทหารกองทัพที่ผันตัวเองออกมาเป็นกลุ่มโจร มีอาวุธมากมาย พร้อมทั้งฝีมือทางการรบที่เหนือล้ำกว่ากองกำลังเล็กๆประจำหมู่บ้าน ถ้าเปรียบมวยกันคงเหมือนเอาช้างมาสู้กับมด (และแน่นอนว่าเราไม่ใช่ช้าง) บุกเข้าโจมตีหมู่บ้านต่างๆ และสร้างเขตปกครองของพวกมันขึ้นมาเพื่อส่ง "ภาษี" ให้กับพวกมัน  และพวกมันกำลังจะมาถึงหมู่บ้านเราภายใน 2 วันแล้ว

กองกำลังของเราจำต้องประชุมกันเพื่อหาวิธีรับมือ แม้ว่าโอกาสจะริบหรี่ แต่การอพยพออกไปก็ไม่ใช่คำตอบอยู่ดี ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรเช่นนี้ ถ้าไปเจอะกันกลางทางแบบไม่ทันตั้งตัว กองกำลังที่น้อยกว่าทั้งจำนวนคนและยุทโธปกรไม่มีทางต้านไหวแน่ๆ เราเลือกใช้แผนตั้งรับ โดยอาศัยการโจมตีแบบกองโจรหลายรูปแบบ พยายามบีบให้ศัตรูเข้าไปเจอกับดัก ซุ่มโจมตีเป็นระลอก ค่อยๆ ตัดทอนกำลังของข้าศึก  

ผมต้องเป็นผู้นำหน่วยซุ่มโจมตี เพราะ ผมถือได้ว่ามีประสบการณ์ทางการ"รบ"มากที่สุด แม้ว่ามันจะสนิมเกรอะกรังไปแล้วก็ตาม  น่าแปลกที่แม้จะต้องกลับไปสู้กับทหารอีกรอบ ผมไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว หรือบางทีความกลัวก็ยังคงอยู่น่ะแหละแต่โดนบดบังไปหมดแล้วก็ไม่อาจรู้ได้ ผมคิดแต่ว่าต้องปกป้องหมู่บ้านไว้ให้ได้ เรื่องอื่นตอนนี้ล้วนเป็นเรื่องหยุมหยิมมากๆ

เมื่อกองโจรเข้ามาใกล้เขตหมู่บ้าน เราก็เคลื่อนกำลังไปดักรอไว้อยู่ก่อนแล้ว เราตั้งใจจะลงมือแบบไม่ให้ทันตั้งตัว ระดมทั้งอาวุธปืน และเครื่องระเบิดแบบจัดเต็ม  ทั้งๆที่การโจมตีระลอกแรกของเราน่าจะทำให้พวกนั้นเสียขวัญจนหนีกระเจิง หรืออย่างน้อยก็ต้องสร้างความแตกตื่นให้กับขบวนทัพจำนวนคนร่วม100คน แต่พวกมันกลับรับมือได้อย่างใจเย็น และมีระเบียบวินัย ยิงตอบโต้ได้อย่างแม่นยำ แถมยังกระจายตัวปิดล้อมพื้นที่เพื่อผลักพวกเรากลับไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
"พวกมันฝึกมาดีจริงๆ" ผมคิด

แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องเกินคาดอะไร เพราะ เราประเมิณกองโจรกลุ่มนี้ไว้ที่ระดับสูงสุดตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เราปรับไปใช้แผน 2 ใช้การโจมตีสลับกับการกับดัก บวกกับความชำนาญพื้นที่ จนในที่สุดหลังจากการปะทะครั้งแรก 3 วัน เราก็จัดการกับกองกำลังร่วม 100 คนได้หมด  เราคิดว่าทุกอย่างคงจบแล้ว เราสูญเสียไปไม่น้อย แต่ก็เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ณ เวลานั้นเราคิดแบบนั้นจริงๆ

ฝันร้ายยังไม่จบ หลังจากเสร็จศึกมาไม่ถึง 2 วัน กลุ่มโจรยกทัพที่ 2 มาประชิดแบบไม่ทันตั้งตัว ใครจะไปคิดว่า 100 คนนั้นจะเป็นเพียงแค่แนวหน้า
"บ้าเอ้ย!!" ผมสบถ

พวกเราไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะ โดนโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัว  ได้แต่ตั้งรับภายในหมู่บ้าน กลุ่มโจรพวกนี้ก็ไม่เร่งร้อน ปิดล้อมพวกเราอย่างใจเย็น การปะทะสลับกดดันปิดล้อมยาวนานกว่า10วัน
"มันจบแล้ว" คำพูดของหัวหน้าเจือปนด้วยความเศร้าและความโกรธอันลึกล้ำ

สุดท้ายเราก็ต้องพ่ายแพ้ อาวุธ และทรัพย์สินทั้งหมดโดนยึดไป  พวกมันแทบจะพลิกทุกตารางนิ้วของหมู่บ้านเพื่อปลดอาวุธและทรัพย์สินของพวกเรา ตอนที่พวกเรายอมแพ้เราคิดว่าคงโดนปล้นและฆ่าตายทั้งหมู่บ้านแล้วแน่ๆ แต่ก็ไม่ พวกมันยึดตัวพวกเด็กๆ และผู้หญิงไปจำนวนนึงในฐานะตัวประกัน พวกมันวางระเบียบไว้ว่าจะมาเก็บ "ภาษี" ทุก 15 วัน หากไม่ทำตามก็ตัวประกันจะโดนฆ่าทีละคน

เราจำใจจะต้องทำงานส่งเสบียงและพืชพันธุ์ธัญญาหารให้พวกมัน แม้ว่าจะโดนปลดอาวุธไปแล้วแต่เราก็ยังพยายามซ่องสุมอาวุธขึ้นมาใหม่เพื่อรอโอกาส โอกาสที่จะได้ลอบสังหารผู้นำของกองโจร จริงอยู่ ถ้าดวลกันแบบเต็มรูปแบบ ยังไงพวกเราคงไม่มีทางเอาชนะได้แน่ๆ ยิ่งมาโดนยึดอาวุธไปหมดแบบนี้ อาวุธที่เราพอจะหาได้ส่วนใหญ่ทำมาจากไม้และของใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งถ้าถามว่าดีมั้ยก็คงพูดไม่ได้ว่าดี แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย แม้อาจจะเป็นแผนที่ดูตื้นเขิน แต่รูปแบบที่เราเห็นได้ชัด กองโจรมีระเบียบจนน่าตกใจ  และที่สำคัญไม่มีหัวหน้าหมู่หรือหัวหน้ากองย่อย หรือแม้แต่ผู้นำกลุ่มปฏิบัติการให้เห็น จะมีก็แต่การสื่อสารผ่านวิทยุตลอด เราจึงลงความเห็นกันว่า"หัว"ของกองกำลังนี้จะต้องสำคัญยิ่งยวด หากสังหาร"หัว"ได้ ยังไงก็ต้องเปิดโอกาสให้ตอบโต้ได้แน่ๆ ดีไม่ดีกองโจรอาจจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ได้เลย จริงอยู่การทำเช่นนี้อาจจะทำให้ตัวประกันถูกฆ่าตาย แต่ก็ดีกว่าปล่อยให้ผู้หญิงและเด็กถูกกดขี่ข่มแหงจนครบทั้งหมู่บ้าน ซึ่งทุกคนในหมู่บ้านต่างก็เห็นพ้องกัน

เรารอคอย
1เดือน
2เดือน
3เดือน
4เดือน
ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดโอกาสก็มาถึง มีข่าวว่า หัวหน้ากองกำลังจะมาเก็บภาษีด้วยตัวเอง พวกเราก็ได้ตระเตรียมแผนลอบสังหารเอาไว้แล้ว ถึงแม้คราวที่แล้วเราจะไม่โดนฆ่า แต่คราวนี้ไม่ว่าจะแพ้ หรือชนะก็คงต้องตายหมดแน่ๆ นี่คือการเตรียมใจของพวกเรา นอกจากกองกำลังที่ยังหลงเหลือราว 20 คนแล้ว ก็มีอาสาสมัครจากชาวบ้าน 8 คน ซึ่งเราคัดมาแล้วมีศักยภาพพอที่จะเพิ่มโอกาสสำเร็จของภารกิจนี้ได้

พวกเราหลบขึ้นไปบนช่องพิเศษระหว่างขื่อกับหลังคาของบ้านแต่ละหลัง ที่ถูกออกแบบให้สามารถกระโดดออกมาโจมตีจากด้านบนของข้าศึกได้ อาวุธที่ผมมีอยู่ในมือคือ ด้ามมีดโกรแบบคลาสสิค ที่เชื่อมด้วยเศษใบมีดที่เก็บได้ในสวน เรื่องความทนทานคงหวังอะไรไม่ได้มาก แต่เราต้องการเพียงแค่การลงมือเน้นแค่ครั้งเดียวก็พอ

ผมหลบอยู่ใต้ช่องหลังคา ผมเห็นแล้ว ผู้ชายคนนั้นมีผิวสีน้ำตาลแดงเข้ม ไว้หนวดที่ริมฝีปาก ไม่ไว้เครา มีผ้าพันคอพันไว้รอบคอแม้อากาศจะร้อนและเหนอะหนะก็ตาม ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นลักษณะคล้ายโดนสะเก็ดระเบิด  รูปร่างสันทัด ไม่เตี้ย ไม่สูง เจ้านั่นเดินอยู่กลองวงล้อมของทหารคุ้มกัน 8 นาย แม้ว่าจะไม่มีเครื่องหมายอะไรบ่งบอกนอกจากตำแหน่งของการยืนและปัจจัยแวดล้อม แต่เราก็มั่นใจได้เลยว่า ผู้ชายคนนั้นคือ หัวหน้ากองโจรแน่ๆ

แผนการของเราคือ กลุ่มแรกจะเบี่ยงเบนความสนใจโดยการโจมตีจากข้างล่าง ทันทีที่หน่วยคุ้มกันของกลุ่มโจรทั้ง 8 คนเปิดฉากยิง กลุ่มที่2 ที่ซุ่มรออยู่ในช่องหลังคาจะโจมตีทันที กลยุทธ์นี้เป็นอันรู้กันว่าต้องตายเกลื่อนแน่ๆ แต่ว่าทุกคนก็เตรียมใจแล้ว  

พวกนั้นเข้ามาใกล้จุดที่จะตั้งโต๊ะเก็บภาษีของมันแล้ว
ทุกคนเข้าใจในสิ่งเดียวกันแล้ว ไม่รู้ผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่ผมว่าผมได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นระส่ำของทุกคน
1
.
2
.
3!!!!

"ลุย!!!!!" กลุ่มแรกพุ่งเริ่มการโจมตี จังหวะนั้นพวกเขาผุดขึ้นมาจากช่องลับใต้ดิน พร้อมขว้างหอกซัดที่ทำจากไม้ทำด้วยสุดพลังกายที่มี ด้วยปริมาณของหอกซัดและความเร็วของหอกซัดที่ขว้างออกไป ทำให้แม้แต่อดีตกองกำลังทหารมากประสบการณ์ก็ไม่สามารถหลบได้หมด แต่มีเพียง 1 รายที่ตายคาที่นอกนั้นแค่บาดเจ็บ หลังจากขว้างหอกซัดไปหมดแล้ว พวกเขาก็ถลันเข้าไปโจมตีด้วยอาวุธประชิดตัวทันที แต่ก็เป็นไปตามที่คาดไว้ พวกนั้นตั้งหลักได้เร็วมาก กราดยิงเข้าใส่อย่างแม่นยำ ชุดผสมกองกำลังฯและชาวบ้าน ล้มลงราวกับหุ่นกระบอกโดนตัดเชือก

เจ็บปวดเหลือเกิน....

"แต่!!!!"

ผมและอีก 12 ชีวิตที่รอคอยจังหวะนี้ก็พุ่งทะลุช่องลับออกมาโจมตีจากข้าบน ผมแยกเขี้ยวคำรามจนแทบไม่น่าเชื่อว่านั่นเป็นเสียงมนุษย์ มือขวาผมกระชับอาวุธไว้แน่น จุดหมาย "ฆ่าหัวหน้า"

"ตายซะ!!!!"
จังหวะที่ผมลอยตัวลงมาเกือบจะถึงเป้าหมายเบื้องล่าง เจ้าหัวหน้ากองโจรก็ชักปืนสั้นออกมายิงด้วยความไว้ที่ไม่น่าเชื่อ กระสุน 2 นัดเจาะเข้าที่ปอดขวา 1 นัด อีกนัดถากหัวไหล่ออกไป แต่ผมไม่สนใจอะไรทั้งนั้ ผมหดเข่าเข้ามา แล้วเอามันกระแทกเข้าไปเต็มๆ จนปืนหลุดจากมือหัวหน้าโจร จังหวะเป็นของผมแล้ว หัวหน้าโจรล้มคว่ำโดยมีผมคร่อมอยู่ข้างบน
"มีแค่จังหวะนี้เท่านั้น" รอบข้างกำลังสับสนอลหม่านไปหมด ไม่รู้จะมีกระสุนบินมาเจาะหัวผมเมื่อไหร่ แต่ถ้าฆ่าเข้านี่ได้ก็คุ้ม

ผมเงื้ออาวุธขึ้นมา หมายจะฟันเข้าไปคอหอยสุดแรงเกิด แม้จะเป็นแค่เศษใบมีด แต่ผมลับคมมันจนคมกริบ ดังนั้นการเฉือนคอหอยอันอ่อนนุ่มให้ขาดไม่ใช่ปัญหาเลย  ผมได้ยินเสียงกัดฟันกรอดของหัวหน้าโจร

...ต่อ...
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่