ตั้งกระทู้ครั้งแรก อยากแบ่งปันเรื่องราว ชีวิตของตัวเองบ้างครับ
ผมเกิดมาเป็นเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่ง บ้านอยู่ภาคใต้ ชีวิตผมตอนเด็กๆก็เหมือนกับเด็กๆแถวนั้นทั่วๆไป วิ่งเล่นตามท้องนา สวนยาง ไร่ผัก แต่โชคดีหน่อยที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างเอาใจใส่จากพ่อและแม่อย่างเข้าใจ สมัยเรียนประถม 1 พ่อกับแม่ก็เคยให้ไปเรียนพิเศษ แต่โดดเรียนตั้งแต่อยู่ ป.1 เป็นอันว่าการเรียนพิเศษของผมก็เป็นอันยกเลิกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทำให้ทุกวันที่กลับบ้านมาพ่อจะใช้เวลาว่างหลังเลิกงานมาสอนการบ้านผม (โชคดีที่พ่อเคยเรียนทางด้านครูมา ก่อนที่ผันตัวเองไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ห้องแลบในมหาวิทยาลัย)
ผมจะถูกปลุกขึ้นมาแต่เช้า(05:30น. โดยประมาณ) พ่อจะพาไปออกกำลังกายเบาๆ โดยการเดินเล่นไปตามท้องนาหรือไร่ผักที่พ่อจะใช้เวลาว่างเป็นงานอดิเรก ความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือด้านอื่นๆถูกปลูกฝังมาสู่ตัวผมโดยไม่รู้ตัว เพราะตอนที่เราออกไปเดินเล่นด้วยกัน เราจะเดินคุยกันไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ฯลฯ หรือความรู้ทั่วๆไป ทั้งพ่อและแม่สอนให้ผมและน้องคิดอะไรต่างๆได้ด้วยตัวเอง ทำให้ชีวิตเด็กวัยนี้ผมอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์(โดยไม่รู้ว่างานนักวิทยาศาสตร์คืออะไร)
จวบจนผมเรียนชั้นมัธยมต้นผมได้เริ่มเรียนพิเศษบ้างประมาณ3-6ชม/สัปดาห์ แล้วแต่ว่าผมอยากเรียนวิชาอะไร(ไม่มีการบังคับอีกต่อไป) ผมเป็นนักเรียนที่มีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์พอสมควร แต่อ่อนในทางด้านภาษาและศิลปะอย่างมาก สมัยนั้นปัญหาการว่างงานมีอยู่มาก งานเอกชนก็ไม่ค่อยจะมั่นคงสักเท่าไร ทำให้ผมฝันรับทำงานราชการ... อะไรก็ได้!!! "เอางี้ถ้าไปสอบเป็นนักเรียนเตรียมทหาร จบปุ๊บมีงานทำแน่นอน" ทำให้ชีวิตช่วงนี้มีความฝันอยากเป็นทหารอย่างมาก
ผมใช้ความพยายามอยู่3ครั้งที่เป็นการคว้าน้ำเหลว ปีแรกผมสอบวิชาการจปร.ได้ พอสอบรอบ2 (ปฏิบัติ,สัมภาษณ์,ร่างกาย) ผมได้เป็นแต่บุคคลสำรอง...ปีที่2ผมสอบได้ จปร.และเรืออากาศ แต่คะแนน จปร.ผมอยู่ลำดับท้ายๆ ก็เลยมาเลือกสอบเรืออากาศ ปั๊ดโถ่ครั้งนี้สายตาผมเอียงไปนิดไม่ผ่านเกณฑ์เรืออากาศที่เข้มงวดเรื่องสายตาอย่างมาก...ปีที่3 โอกาศสุดท้าย ก่อนอายุเกิน ผมได้ เรือ/เรืออากาศ/จปร (จปร. ผมได้คะแนนวิชาการ TOP 50 ด้วย) ปีนี้ก็สอบรอบสองจปร.อีกครั้ง แต่ชะตาฟ้าไม่เป็นใจอายุ 17 ปี กับควมสูง 160.5 ขาดไปครึ่งเซ็น T_T ถึงจะผ่านเกณฑ์ (เกณฑ์ความสูงจะพิจารณาตามอายุ ตอน2ปีแรกความสูงผมยังผ่านอยู่)
ผมเลิกคาดหวังเรื่องการจะเป็นทหารตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กลับมาเรียนมัธยมจนจบม.6 ตอนนั้นผมอยากเรียนต่อทางฟิสิกส์มากๆ(ปัจจุบันยอมแพ้แล้วครับ เบนสายไปนิดหนึ่ง) ผมก็ทำได้ครับ ผมเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย(ด้วยทุนพสวท.) ถึงแม้ว่าผมจะอ่อนภาษาแต่ความโชคดีอยู่ที่ตอนทำโปรเจคผมได้อาจารย์ฝรั่งเป็นที่ปรึกษา แรกๆที่เราคุยกันอาจารย์จะตั้งกติกาไม่เปิดดิกชันนารีตอนคุยกัน ทำไงล่ะครับ พูดไปด้วยวาดรูปไปด้วย แต่พอเราได้คุยกันนานๆ ก็เริ่มมีการพัฒนากระดาษวาดรูปก็แทบจะไม่ได้ใช้แล้ว ผมตัดสินใจเรียนเรียนต่อโทและทำวิทยานิพนธ์กับอาจารย์ท่านนี้ และเมื่อต้นปีที่แล้ว มีการสอบชิงทุนเพื่อศึกษาต่อต่างประเทศ และผมก็ทำได้ครับ ตอนนี้กำลังเตรียมตัวเดินทาง แม้จะสอบภาษาพอผ่าน แต่ผมก็จะสู้ต่อไปครับ เพื่อกลับมาเป็นกำลังของประเทศไทยต่อไป
จบแล้ว อยากบอกว่า
1. เด็กๆต้องได้รับการเอาใจใส่จากพ่อแม่
2. ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด ทุกอย่างต้องมีการพัฒนา
3. ไม่มีใครโง่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีโอกาสมากแต่ไหน
4. โอกาสต้องแสวงหา อย่าคอยแต่ให้มันมาหาเราเอง
ขอให้กำลังใจคนที่สู้และเดินตามฝันครับ
จากเด็กบ้านนอกตัวเล็กมาเป็นนักเรียนทุนต่างประเทศ
ผมเกิดมาเป็นเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่ง บ้านอยู่ภาคใต้ ชีวิตผมตอนเด็กๆก็เหมือนกับเด็กๆแถวนั้นทั่วๆไป วิ่งเล่นตามท้องนา สวนยาง ไร่ผัก แต่โชคดีหน่อยที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างเอาใจใส่จากพ่อและแม่อย่างเข้าใจ สมัยเรียนประถม 1 พ่อกับแม่ก็เคยให้ไปเรียนพิเศษ แต่โดดเรียนตั้งแต่อยู่ ป.1 เป็นอันว่าการเรียนพิเศษของผมก็เป็นอันยกเลิกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทำให้ทุกวันที่กลับบ้านมาพ่อจะใช้เวลาว่างหลังเลิกงานมาสอนการบ้านผม (โชคดีที่พ่อเคยเรียนทางด้านครูมา ก่อนที่ผันตัวเองไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ห้องแลบในมหาวิทยาลัย)
ผมจะถูกปลุกขึ้นมาแต่เช้า(05:30น. โดยประมาณ) พ่อจะพาไปออกกำลังกายเบาๆ โดยการเดินเล่นไปตามท้องนาหรือไร่ผักที่พ่อจะใช้เวลาว่างเป็นงานอดิเรก ความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือด้านอื่นๆถูกปลูกฝังมาสู่ตัวผมโดยไม่รู้ตัว เพราะตอนที่เราออกไปเดินเล่นด้วยกัน เราจะเดินคุยกันไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ฯลฯ หรือความรู้ทั่วๆไป ทั้งพ่อและแม่สอนให้ผมและน้องคิดอะไรต่างๆได้ด้วยตัวเอง ทำให้ชีวิตเด็กวัยนี้ผมอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์(โดยไม่รู้ว่างานนักวิทยาศาสตร์คืออะไร)
จวบจนผมเรียนชั้นมัธยมต้นผมได้เริ่มเรียนพิเศษบ้างประมาณ3-6ชม/สัปดาห์ แล้วแต่ว่าผมอยากเรียนวิชาอะไร(ไม่มีการบังคับอีกต่อไป) ผมเป็นนักเรียนที่มีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์พอสมควร แต่อ่อนในทางด้านภาษาและศิลปะอย่างมาก สมัยนั้นปัญหาการว่างงานมีอยู่มาก งานเอกชนก็ไม่ค่อยจะมั่นคงสักเท่าไร ทำให้ผมฝันรับทำงานราชการ... อะไรก็ได้!!! "เอางี้ถ้าไปสอบเป็นนักเรียนเตรียมทหาร จบปุ๊บมีงานทำแน่นอน" ทำให้ชีวิตช่วงนี้มีความฝันอยากเป็นทหารอย่างมาก
ผมใช้ความพยายามอยู่3ครั้งที่เป็นการคว้าน้ำเหลว ปีแรกผมสอบวิชาการจปร.ได้ พอสอบรอบ2 (ปฏิบัติ,สัมภาษณ์,ร่างกาย) ผมได้เป็นแต่บุคคลสำรอง...ปีที่2ผมสอบได้ จปร.และเรืออากาศ แต่คะแนน จปร.ผมอยู่ลำดับท้ายๆ ก็เลยมาเลือกสอบเรืออากาศ ปั๊ดโถ่ครั้งนี้สายตาผมเอียงไปนิดไม่ผ่านเกณฑ์เรืออากาศที่เข้มงวดเรื่องสายตาอย่างมาก...ปีที่3 โอกาศสุดท้าย ก่อนอายุเกิน ผมได้ เรือ/เรืออากาศ/จปร (จปร. ผมได้คะแนนวิชาการ TOP 50 ด้วย) ปีนี้ก็สอบรอบสองจปร.อีกครั้ง แต่ชะตาฟ้าไม่เป็นใจอายุ 17 ปี กับควมสูง 160.5 ขาดไปครึ่งเซ็น T_T ถึงจะผ่านเกณฑ์ (เกณฑ์ความสูงจะพิจารณาตามอายุ ตอน2ปีแรกความสูงผมยังผ่านอยู่)
ผมเลิกคาดหวังเรื่องการจะเป็นทหารตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กลับมาเรียนมัธยมจนจบม.6 ตอนนั้นผมอยากเรียนต่อทางฟิสิกส์มากๆ(ปัจจุบันยอมแพ้แล้วครับ เบนสายไปนิดหนึ่ง) ผมก็ทำได้ครับ ผมเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย(ด้วยทุนพสวท.) ถึงแม้ว่าผมจะอ่อนภาษาแต่ความโชคดีอยู่ที่ตอนทำโปรเจคผมได้อาจารย์ฝรั่งเป็นที่ปรึกษา แรกๆที่เราคุยกันอาจารย์จะตั้งกติกาไม่เปิดดิกชันนารีตอนคุยกัน ทำไงล่ะครับ พูดไปด้วยวาดรูปไปด้วย แต่พอเราได้คุยกันนานๆ ก็เริ่มมีการพัฒนากระดาษวาดรูปก็แทบจะไม่ได้ใช้แล้ว ผมตัดสินใจเรียนเรียนต่อโทและทำวิทยานิพนธ์กับอาจารย์ท่านนี้ และเมื่อต้นปีที่แล้ว มีการสอบชิงทุนเพื่อศึกษาต่อต่างประเทศ และผมก็ทำได้ครับ ตอนนี้กำลังเตรียมตัวเดินทาง แม้จะสอบภาษาพอผ่าน แต่ผมก็จะสู้ต่อไปครับ เพื่อกลับมาเป็นกำลังของประเทศไทยต่อไป
จบแล้ว อยากบอกว่า
1. เด็กๆต้องได้รับการเอาใจใส่จากพ่อแม่
2. ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด ทุกอย่างต้องมีการพัฒนา
3. ไม่มีใครโง่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีโอกาสมากแต่ไหน
4. โอกาสต้องแสวงหา อย่าคอยแต่ให้มันมาหาเราเอง
ขอให้กำลังใจคนที่สู้และเดินตามฝันครับ