คนดังแผ่นดินจิ๋น
ฮ่องเต้ผู้ก่อกำแพงยักษ์
ตอนที่ ๔ ผลของกรรม
“ เล่าเซี่ยงชุน “
หลังจากที่จูฌ้อ หรืออิหยินหลานพระเจ้าจิ๋นเจี๋ยวอ๋อง กลับมาอยู่เมืองจิ๋นได้ห้าปี พอถึงฤดูฝนเดือนสาม พระเจ้าจิ๋นเจี๋ยวอ่องก็สวรรคต หลังจากที่ได้ครองราชสมบัติอยู่ห้าสิบแปดปี ขุนนางทั้งปวงปรึกษาพรเอมกัน ยกอันก๊กกุ๋นขึ้นสืบราชสมบัติต่อ ทรงพระนามว่าพระเจ้าจิ๋นอ๋อง เมื่อเสร็จการพระราชพิธีแล้ว ก็ตั้งนางฮัวเอี๋ยงฮูหยินเป็นที่ฮองเฮา ตั้งจูฌ้อเป็นไทจู๊ ตั้งภรรยาของไทจู๊เป็นจูกี๋ฮูหยิน
เมื่อได้ฝังพระศพพระเจ้าจิ๋นเจี๋ยวอ๋อง ตามราชประเพณีเรียบร้อย พระเจ้าจิ๋นอ๋อง เสด็จออกขุนนางทรงปรารภว่า เมืองเตียวมิได้คิดถึงทางไมตรี หากว่าไทจู๊หนีมาได้จึงไม่ตาย เราจะคิดไปตีเมืองเตียวให้จงได้ แล้วก็มีรับสั่งให้เจียงเป็นแม่ทัพใหญ่ อองเจียนเป็นแม่ทัพหน้า ยกกองทัพไปตีเมืองเตียว เป็นสงครามแก้แค้น
เจียงกับอองเจียนยกกองทัพไปทำศึกกับเมืองเตียว เตียวอ๋องเห็นกำลังศึกกล้าแข็ง จึงแต่งคนไปขอกองทัพเมืองจิ๋วมาช่วย แต่กองทัพทั้งสองเมืองก็แตกพ่ายไป กองทัพเมืองจิ๋นก็ยกไปตีหัวเมืองใหญ่ได้อีกห้าเมืองคือ เมืองเอี๋ยน เมืองเจ๋ เมืองหัน เมืองงุย และเมืองฌ้อ เป็นเวลาสองปียังไม่ได้กลับมา พระเจ้าจิ๋นอ๋องก็สิ้นพระชนม์
ขุนนางทั้งปวงปรึกษาพร้อมกันยกอิหยินหรือจูฌ้อไทจู๊ ขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นพระเจ้าจิ๋นอ๋องเหมือนพระบิดา แล้วจึงยกพระมารดาซึ่งหาพระชนม์ไม่นั้น เป็นแฮไทเฮา ให้นางฮัวเอี๋ยงฮองเฮามารดาเลี้ยง เป็นฮองไทเฮา ให้นางจูกี๋เป็นฮองเฮามเหสี ให้จูเจ๋งผู้บุตรเป็นไทจู๊ ให้ไทจู๊ เซียงหู หรือลิปุดอุยผู้มีคุณ เป็นที่เซงเซียวบุ๋นซินเฮาผู้สำเร็จราชการ พระราชทานเมืองลกเอี๋ยงและเมืองโฮหลำ ซึ่งมีคนประมาณสิบหมื่นครัว ให้เป็นส่วยขึ้นกับเซงเซียวบุ๋นซินเฮาด้วย กับให้คาดกระบี่ขึ้นเฝ้าได้ทุกเวลา
ลิปุดอุยได้เลื่อนที่มียศฐาศักดิ์ ว่าราชการสิทธิ์ขาด มีสมบัติมั่งคั่งบริบูรณ์ บรรดาญาติร่วมแซ่ที่มีสติปัญญา ก็เอามาตั้งเป็นขุนนาง หัวเมืองทั้งปวงก็ยำเกรงเป็นอันมาก
แต่จูฌ้อเสวยราชย์ เป็นพระเจ้าจิ๋นอ๋องได้เพียงสามปี ก็สิ้นพระชนม์ลง ลิปุดอุย ผู้สำเร็จราชการและขุนนางทั้งปวง ปรึกษาพร้อมกันยกให้จูเจ๋งไทจู๊ ซึ่งมีอายุได้สิบสามปี ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าจิ๋นอ๋อง ตามพระเจ้าปู่และพระบิดา ยกนางจูกี๋ฮองเฮา เป็นฮองไทเฮา ให้ผู้สำเร็จราชการเป็นเสียงก๊กจังฮู ว่าราชการทั้งนอกเมืองในเมือง ทั่วอาณาเขต และไม่มีผู้ใดทราบความว่า พระเจ้าจิ๋นอ๋องพระองค์นี้ เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของ ลิปุดอุยกับนางจูกี๋มาก่อนเลย
นางจูกี๋ฮองไทเฮายังมีความรักใคร่ในเสียงก๊กจังฮู หรือลิปุดอุยสามีเก่าอยู่ไม่เสื่อมคลาย จึงลอบรักกันอยู่เนือง ๆ เมื่อเสียงก๊กจังฮูมิได้เข้าไปในวัง นางก็ให้คนใช้ไปตามมาหาสู่อยู่เป็นประจำ ครั้นพระเจ้าจิ๋นอ๋องหรือจูเจ๋งครองราชย์ได้สามปีอายุได้สิบหกปี มีสติปัญญามากขึ้น ออกว่าราชการเอง เจียงกับอองเจียนกลับจากการทำศึก พานายทัพนายกองเข้าไปเฝ้าพระเจ้า จิ๋นอ๋ององค์ใหม่ กราบทูลเรื่องที่ตีได้เมืองเอกถึงหกหัวเมือง พระเจ้าจิ๋นอ๋องก็มีพระทัยยินดีนัก มีรับสั่งให้เสียงก๊กจังฮูว่าราชการแต่ในพระนคร ให้เจียงกับอองเจียนว่าราชการสงคราม
ฝ่ายเสียงก๊กจังฮูหรือลิปุดอุยคิดว่า พระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งบุตรของตนนั้น ทรงเจริญวัยขึ้นแล้ว ตนเองก็ได้ยศฐาศักดิ์ศฤงคารบริวารมั่งคั่ง สมความปรารถนาแล้ว จะลอบลักไปมาหาสู่นางจูกี๋อยู่ฉะนี้ เห็นจะมีอันตราย ด้วยนางยังไม่เลิกราเรื่องการโลกีย์ จะพลอยพาให้ตนเสียคนด้วยเป็นมั่นคง จำต้องหาอุบายจะแยกตัวออก จึงไปหาคนใช้หนุ่มรูปงามชื่อโลไอ ไว้ใช้สอยติดหน้าตามหลัง เวลาเข้าออกในวังด้วย
นางฮองไทเฮาเห็นเข้าก็ชอบใจ จึงขอตัวไว้ใช้สอยแต่ไม่ต้องแปลงเพศเป็นขันที ลิปุดอุยจึงให้ถอนขนคิ้วและหนวดออก จึงไม่มีผู้ใดสงสัย นางจูกี๋ก็มีน้ำใจปฏิพัทธ์ต่อโลไอรักใคร่กันจนมีครรภ์ กลัวจิ๋นอ๋องผู้บุตรจะรู้และมีความแค้นเคือง จึงไปบอกแก่จิ๋นอ๋องว่า ตำหนักที่อยู่นั้นไม่มีความสบาย ใคร่จะไปอยู่ที่ตำหนักไตเตงเก๋งนอกวัง พระเจ้าจิ๋นอ๋องไม่กล้าขัดกลัวพระมารดาจะโกรธ จึงส่งเจ้าพนักงานไปแต่งตำหนักให้มีสวนและสระ ให้ฮองไทเฮาไปอยู่อย่างสบาย นางก็หลงรักโลไอตั้งให้เป็นเตียงซินเฮา สั่งกิจการสิทธิ์ขาด ในตำหนักนั้น
พระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งเสวยราชย์ต่อมาอีกหกปี พระชนม์ได้ยี่สิบสองปี นางจูกี๋ฮองไทเฮาก็แอบมีบุตรกับโลไอสองคน ซ่อนเลี้ยงไว้ไม่ให้ผู้ใดรู้
อยู่มาเป็นวันสารทจีนเดือนห้าขึ้นห้าค่ำ ฮองไทเฮากินโต๊ะอยู่กับโลไอ จนโลไอเมาสุราเต็มกำลัง สั่งให้นางกุยซีข้าหลวงเดิม รินสุราให้ นางกุยซีทำจอกสุราหก โลไอก็โกรธด่าว่า แก่ถึงเพียงนี้ยังไม่มีอัชฌาสัย นางกุยซีก็โกรธตอบว่า แต่ตนอยู่ในวังมาถึงสิบปี สองเจ้าแผ่นดินแล้ว ยังหามีผู้ใดจะมาด่าหยาบช้าเหมือนเจ้าไม่ ไลโอได้ฟังดังนั้นก็สั่งให้คนใช้ตีนางกุยซี แล้วขับออกไปเสียจากวัง
นางกุยซีได้ความเจ็บอายโกรธแค้น จึงร้องไห้ไปหาเตียวโก๋ ขุนนางผู้ใหญ่ บอก
ความจริงว่า โลไอนั้นมิใช่ขันที เสียงก๊กจังฮูให้ไว้ใช้ในวัง รักใคร่กับฮองไทเฮา เกิดบุตรด้วยกันถึงสองคนซ่อนเลี้ยงไว้ ถ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งตายจะให้เป็นบุตรจิ๋นอ๋อง เตียวโก๋ได้ฟังก็ตกใจมิอาจปิดความไว้ได้ ก็เข้าไปกราบทูลจิ๋นอ๋องเจ๋ง ตามความที่นางกุยซีบอกทุกประการ
จิ๋นอ่องจึงให้จับโลไอมาถาม ได้ความจริงจึงให้จำไว้ในคุก ต่อถึงเดือนเก้าก็สั่งให้เอาตัวโลไอกับบุตรทั้งสองและญาติพี่น้องอีกสามชั่วโคตร ไปฆ่าเสียทั้งสิ้น แต่เสียงก๊กจังฮูนั้นให้จำขังไว้ แล้วให้ขับฮองไทเฮาออกจากวังไปอยู่ตำบลกิหยงนอกเมือง
ครั้งนั้นมีขุนนางยี่สิบแปดคนปรึกษากันว่า พระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งขับพระมารดาเสียจากวัง ทำให้ผิดประเพณีกษัตริย์ซึ่งกตัญญู เรารู้แล้วจำจะเข้าไปทูลทัดทาน ขุนนางผู้หนึ่งจึงเข้าเฝ้าก่อน ทูลพระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งว่า
“………ซึ่งฮองไทเฮาเป็นที่คำนับ พระองค์โกรธขับเสียจากวังนั้น ไม่ชอบประเพณีกษัตริย์สืบมาแต่ก่อน ขอให้รับเข้ามาไว้ในวัง
จึงควร……..”
พระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งก็ทรงพระโกรธ สั่งให้ลงโทษผู้มาขอนั้นถึงตาย แล้วให้ตัดเท้าตัดศรีษะ ไปกองไว้นอกเมือง ที่ประตูขุนนางจะเข้าเฝ้านั้น ให้ตั้งกระทะเคี่ยวน้ำมันไว้ให้คนทั้งปวงเห็น ขุนนางทั้งนั้นก็ไม่ท้อถอย เข้ามาขอโทษฮองไทเฮาอีกยี่สิบหกคน พระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งก็สั่งให้ทำโทษถึงตายเหมือนกันทั้งสิ้น
เหลือแต่เหมาเจี๋ยวคนสุดท้ยาจึงคิดว่า ขุนนางซึ่งร่วมคิดกัน ไปขอโทษฮองไทเฮาตายยี่สิบเจ็ดคน ก็ลือชื่อว่ากตัญญู ดูกษัตริย์ทำผิดมิได้ ตนจะเข้าไปว่ากล่าวทัดทาน ถึงจิ๋นอ๋องจะฆ่าเสีย ชื่อก็จะปรากฏไปหมื่นชาติ คิดแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋ง เมื่อเหมาเจี๋ยวเข้าไปคำนับนั้น จิ๋นอ๋องเจ๋งถอดกระบี่พาดตักไว้ แล้วตรัสว่า
“……..เมื่อท่านเข้ามา หาเห็นกระทะศรีษะคนตายไม่หรือ จึงมีน้ำใจอาจหาญไม่กลัวความตาย………”
เหมาเจี๋ยวก็ทูลว่า
“…….ข้าพเจ้าเห็นอยู่สิ้น แต่เป็นการแผ่นดินใหญ่หลวง จึงเข้ามาเฝ้า ข้าพเจ้าได้ฟังคำโบราณว่า บนท้องฟ้ามีดาวยี่สิบแปดประจำตัวคนมีกตัญญู ซึ่งผู้มาขอโทษฮองไทเฮา พระองค์ให้ฆ่าเสียยี่สิบเจ็ดคน ยังเหลือแต่ข้าพเจ้าผู้เดียว ชื่อเหมาเจี๋ยว จะขอทูลให้สิ้นคำ ถ้าพระองค์ฟังก็จะรอดชีวิต ถ้าไม่เชื่อข้าพเจ้าจะขอตายตามกันไป ดาวบนท้องฟ้าจึงจะครบยี่สิบแปดดวง…”
พระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งได้ฟังเหมาเจี๋ยวพูดองอาจ จำจะฟังดูก่อน จึงตรัสว่าท่านจะว่าประการใด ก็ตามใจของท่าน เหมาเจี๋ยวจึงทูลว่า
“……..โลไอกับบุตรสองคน นานไปจะเป็นเสี้ยนหนามในแผ่นดิน พระองค์ให้ฆ่าเสียนั้นก็ควรอยู่ เสียงก๊กจังฮูโทษผิดจำไว้ก็ชอบ ซึ่งฮองไทเฮาเป็นที่คำนับ ให้ขับเสียจากเมืองนั้น หาควรไม่ ถึงจะมีโทษหนักประการใด ชอบแต่จะให้อยู่กับวัง พระองค์ขับเสียดังนี้ผิดประเพณีกษัตริย์ซึ่งมีกตัญญู หัวเมืองทั้งปวงรู้จะหมิ่นประมาทว่าไม่อยู่ในยุติธรรม……”
เมื่อเห็นพระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งทรงฟัง เหมาเจี๋ยวก็ทูลต่อไปว่า
“……บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวงรู้ไป เกลือกจะระส่ำระสายคิดเอาใจออกห่าง นานไปเมื่อหน้าก็จะไม่มีเมืองใดขึ้นแก่เมืองจิ๋น จะครองสมบัติอยู่ได้แต่พระองค์เดียวหรือ ข้าพเจ้าทูลดังนี้ด้วยกตัญญู สิ้นคำข้าพเจ้าแล้ว จะลาไปตาย……..”
ว่าแล้วเหมาเจี๋ยวก็ลุกเดินตรงมาสู่ที่ตั้งกระทะน้ำมัน พระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่าเหมาเจี๋ยวคนนี้ มีกตัญญูต่อแผ่นดินมากกว่าชีวิต ไม่กลัวความตาย จึงลุกออกมายุดข้อมือกลับเข้าไป ให้นั่งที่ตำแหน่งขุนนาง แล้วปราศรัยว่า
“……มิเสียทีท่านเกิดมาเป็นชาย ประกอบด้วยสติปัญญา มาว่าให้ฟังฉะนี้หมายจะให้เราเจริญในอิสริยยศ และคนซึ่งมาขอโทษฮองไทเฮาแต่ก่อน เราให้ฆ่าเสียนั้น ไม่ว่ากล่าวให้เราเห็นผิดแลชอบ ล้วนแต่ว่าเราผิดไปฝ่ายเดียว ซึ่งท่านว่าเราควรจะเชื่อฟัง…..”
พระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งจึงมีรับสั่ง ตั้งให้เหมาเจี๋ยวเป็นขุนนางผู้ใหญ่ แล้วให้จัดรถและทหารเป็นกระบวนแห่ ออกไปรับฮองไทเฮาเข้ามาไว้ในวังเป็นที่คำนับเหมือนแต่ก่อน แล้วสั่งให้ ลิปุดอุยพ้นโทษ
ครั้นอยู่มาประมาณปีเศษ หัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวงแจ้งว่า พระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งรับ ฮองไทเฮาเข้ามา กับโปรดให้เสียงก๊กจังฮูพ้นโทษคงยศฐาศักดิ์ ก็นำเครื่องบรรณาการมาถวาย กับแต่งของไปคำนับเสียงก๊กจังฮู ลิปุดอุยก็แต่งโต๊ะเลี้ยงเผื่อแผ่ไปโดยไมตรี
พระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งบุตรของลิปุดอุย กับนางจูกี๋ ซึ่งได้เป็นเจ้าแผ่นดินเมืองจิ๋น โดยไม่รู้กำเนิดเดิมของพระองค์ จะอยู่ในราชสมบัติยืนนานไปอีกเท่าใด ก็ต้องคอยดูกันต่อไป.
##########
คนดังแผ่นดินจิ๋น ๒๑ ม.ค.๕๗
ฮ่องเต้ผู้ก่อกำแพงยักษ์
ตอนที่ ๔ ผลของกรรม
“ เล่าเซี่ยงชุน “
หลังจากที่จูฌ้อ หรืออิหยินหลานพระเจ้าจิ๋นเจี๋ยวอ๋อง กลับมาอยู่เมืองจิ๋นได้ห้าปี พอถึงฤดูฝนเดือนสาม พระเจ้าจิ๋นเจี๋ยวอ่องก็สวรรคต หลังจากที่ได้ครองราชสมบัติอยู่ห้าสิบแปดปี ขุนนางทั้งปวงปรึกษาพรเอมกัน ยกอันก๊กกุ๋นขึ้นสืบราชสมบัติต่อ ทรงพระนามว่าพระเจ้าจิ๋นอ๋อง เมื่อเสร็จการพระราชพิธีแล้ว ก็ตั้งนางฮัวเอี๋ยงฮูหยินเป็นที่ฮองเฮา ตั้งจูฌ้อเป็นไทจู๊ ตั้งภรรยาของไทจู๊เป็นจูกี๋ฮูหยิน
เมื่อได้ฝังพระศพพระเจ้าจิ๋นเจี๋ยวอ๋อง ตามราชประเพณีเรียบร้อย พระเจ้าจิ๋นอ๋อง เสด็จออกขุนนางทรงปรารภว่า เมืองเตียวมิได้คิดถึงทางไมตรี หากว่าไทจู๊หนีมาได้จึงไม่ตาย เราจะคิดไปตีเมืองเตียวให้จงได้ แล้วก็มีรับสั่งให้เจียงเป็นแม่ทัพใหญ่ อองเจียนเป็นแม่ทัพหน้า ยกกองทัพไปตีเมืองเตียว เป็นสงครามแก้แค้น
เจียงกับอองเจียนยกกองทัพไปทำศึกกับเมืองเตียว เตียวอ๋องเห็นกำลังศึกกล้าแข็ง จึงแต่งคนไปขอกองทัพเมืองจิ๋วมาช่วย แต่กองทัพทั้งสองเมืองก็แตกพ่ายไป กองทัพเมืองจิ๋นก็ยกไปตีหัวเมืองใหญ่ได้อีกห้าเมืองคือ เมืองเอี๋ยน เมืองเจ๋ เมืองหัน เมืองงุย และเมืองฌ้อ เป็นเวลาสองปียังไม่ได้กลับมา พระเจ้าจิ๋นอ๋องก็สิ้นพระชนม์
ขุนนางทั้งปวงปรึกษาพร้อมกันยกอิหยินหรือจูฌ้อไทจู๊ ขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นพระเจ้าจิ๋นอ๋องเหมือนพระบิดา แล้วจึงยกพระมารดาซึ่งหาพระชนม์ไม่นั้น เป็นแฮไทเฮา ให้นางฮัวเอี๋ยงฮองเฮามารดาเลี้ยง เป็นฮองไทเฮา ให้นางจูกี๋เป็นฮองเฮามเหสี ให้จูเจ๋งผู้บุตรเป็นไทจู๊ ให้ไทจู๊ เซียงหู หรือลิปุดอุยผู้มีคุณ เป็นที่เซงเซียวบุ๋นซินเฮาผู้สำเร็จราชการ พระราชทานเมืองลกเอี๋ยงและเมืองโฮหลำ ซึ่งมีคนประมาณสิบหมื่นครัว ให้เป็นส่วยขึ้นกับเซงเซียวบุ๋นซินเฮาด้วย กับให้คาดกระบี่ขึ้นเฝ้าได้ทุกเวลา
ลิปุดอุยได้เลื่อนที่มียศฐาศักดิ์ ว่าราชการสิทธิ์ขาด มีสมบัติมั่งคั่งบริบูรณ์ บรรดาญาติร่วมแซ่ที่มีสติปัญญา ก็เอามาตั้งเป็นขุนนาง หัวเมืองทั้งปวงก็ยำเกรงเป็นอันมาก
แต่จูฌ้อเสวยราชย์ เป็นพระเจ้าจิ๋นอ๋องได้เพียงสามปี ก็สิ้นพระชนม์ลง ลิปุดอุย ผู้สำเร็จราชการและขุนนางทั้งปวง ปรึกษาพร้อมกันยกให้จูเจ๋งไทจู๊ ซึ่งมีอายุได้สิบสามปี ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าจิ๋นอ๋อง ตามพระเจ้าปู่และพระบิดา ยกนางจูกี๋ฮองเฮา เป็นฮองไทเฮา ให้ผู้สำเร็จราชการเป็นเสียงก๊กจังฮู ว่าราชการทั้งนอกเมืองในเมือง ทั่วอาณาเขต และไม่มีผู้ใดทราบความว่า พระเจ้าจิ๋นอ๋องพระองค์นี้ เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของ ลิปุดอุยกับนางจูกี๋มาก่อนเลย
นางจูกี๋ฮองไทเฮายังมีความรักใคร่ในเสียงก๊กจังฮู หรือลิปุดอุยสามีเก่าอยู่ไม่เสื่อมคลาย จึงลอบรักกันอยู่เนือง ๆ เมื่อเสียงก๊กจังฮูมิได้เข้าไปในวัง นางก็ให้คนใช้ไปตามมาหาสู่อยู่เป็นประจำ ครั้นพระเจ้าจิ๋นอ๋องหรือจูเจ๋งครองราชย์ได้สามปีอายุได้สิบหกปี มีสติปัญญามากขึ้น ออกว่าราชการเอง เจียงกับอองเจียนกลับจากการทำศึก พานายทัพนายกองเข้าไปเฝ้าพระเจ้า จิ๋นอ๋ององค์ใหม่ กราบทูลเรื่องที่ตีได้เมืองเอกถึงหกหัวเมือง พระเจ้าจิ๋นอ๋องก็มีพระทัยยินดีนัก มีรับสั่งให้เสียงก๊กจังฮูว่าราชการแต่ในพระนคร ให้เจียงกับอองเจียนว่าราชการสงคราม
ฝ่ายเสียงก๊กจังฮูหรือลิปุดอุยคิดว่า พระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งบุตรของตนนั้น ทรงเจริญวัยขึ้นแล้ว ตนเองก็ได้ยศฐาศักดิ์ศฤงคารบริวารมั่งคั่ง สมความปรารถนาแล้ว จะลอบลักไปมาหาสู่นางจูกี๋อยู่ฉะนี้ เห็นจะมีอันตราย ด้วยนางยังไม่เลิกราเรื่องการโลกีย์ จะพลอยพาให้ตนเสียคนด้วยเป็นมั่นคง จำต้องหาอุบายจะแยกตัวออก จึงไปหาคนใช้หนุ่มรูปงามชื่อโลไอ ไว้ใช้สอยติดหน้าตามหลัง เวลาเข้าออกในวังด้วย
นางฮองไทเฮาเห็นเข้าก็ชอบใจ จึงขอตัวไว้ใช้สอยแต่ไม่ต้องแปลงเพศเป็นขันที ลิปุดอุยจึงให้ถอนขนคิ้วและหนวดออก จึงไม่มีผู้ใดสงสัย นางจูกี๋ก็มีน้ำใจปฏิพัทธ์ต่อโลไอรักใคร่กันจนมีครรภ์ กลัวจิ๋นอ๋องผู้บุตรจะรู้และมีความแค้นเคือง จึงไปบอกแก่จิ๋นอ๋องว่า ตำหนักที่อยู่นั้นไม่มีความสบาย ใคร่จะไปอยู่ที่ตำหนักไตเตงเก๋งนอกวัง พระเจ้าจิ๋นอ๋องไม่กล้าขัดกลัวพระมารดาจะโกรธ จึงส่งเจ้าพนักงานไปแต่งตำหนักให้มีสวนและสระ ให้ฮองไทเฮาไปอยู่อย่างสบาย นางก็หลงรักโลไอตั้งให้เป็นเตียงซินเฮา สั่งกิจการสิทธิ์ขาด ในตำหนักนั้น
พระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งเสวยราชย์ต่อมาอีกหกปี พระชนม์ได้ยี่สิบสองปี นางจูกี๋ฮองไทเฮาก็แอบมีบุตรกับโลไอสองคน ซ่อนเลี้ยงไว้ไม่ให้ผู้ใดรู้
อยู่มาเป็นวันสารทจีนเดือนห้าขึ้นห้าค่ำ ฮองไทเฮากินโต๊ะอยู่กับโลไอ จนโลไอเมาสุราเต็มกำลัง สั่งให้นางกุยซีข้าหลวงเดิม รินสุราให้ นางกุยซีทำจอกสุราหก โลไอก็โกรธด่าว่า แก่ถึงเพียงนี้ยังไม่มีอัชฌาสัย นางกุยซีก็โกรธตอบว่า แต่ตนอยู่ในวังมาถึงสิบปี สองเจ้าแผ่นดินแล้ว ยังหามีผู้ใดจะมาด่าหยาบช้าเหมือนเจ้าไม่ ไลโอได้ฟังดังนั้นก็สั่งให้คนใช้ตีนางกุยซี แล้วขับออกไปเสียจากวัง
นางกุยซีได้ความเจ็บอายโกรธแค้น จึงร้องไห้ไปหาเตียวโก๋ ขุนนางผู้ใหญ่ บอก
ความจริงว่า โลไอนั้นมิใช่ขันที เสียงก๊กจังฮูให้ไว้ใช้ในวัง รักใคร่กับฮองไทเฮา เกิดบุตรด้วยกันถึงสองคนซ่อนเลี้ยงไว้ ถ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งตายจะให้เป็นบุตรจิ๋นอ๋อง เตียวโก๋ได้ฟังก็ตกใจมิอาจปิดความไว้ได้ ก็เข้าไปกราบทูลจิ๋นอ๋องเจ๋ง ตามความที่นางกุยซีบอกทุกประการ
จิ๋นอ่องจึงให้จับโลไอมาถาม ได้ความจริงจึงให้จำไว้ในคุก ต่อถึงเดือนเก้าก็สั่งให้เอาตัวโลไอกับบุตรทั้งสองและญาติพี่น้องอีกสามชั่วโคตร ไปฆ่าเสียทั้งสิ้น แต่เสียงก๊กจังฮูนั้นให้จำขังไว้ แล้วให้ขับฮองไทเฮาออกจากวังไปอยู่ตำบลกิหยงนอกเมือง
ครั้งนั้นมีขุนนางยี่สิบแปดคนปรึกษากันว่า พระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งขับพระมารดาเสียจากวัง ทำให้ผิดประเพณีกษัตริย์ซึ่งกตัญญู เรารู้แล้วจำจะเข้าไปทูลทัดทาน ขุนนางผู้หนึ่งจึงเข้าเฝ้าก่อน ทูลพระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งว่า
“………ซึ่งฮองไทเฮาเป็นที่คำนับ พระองค์โกรธขับเสียจากวังนั้น ไม่ชอบประเพณีกษัตริย์สืบมาแต่ก่อน ขอให้รับเข้ามาไว้ในวัง
จึงควร……..”
พระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งก็ทรงพระโกรธ สั่งให้ลงโทษผู้มาขอนั้นถึงตาย แล้วให้ตัดเท้าตัดศรีษะ ไปกองไว้นอกเมือง ที่ประตูขุนนางจะเข้าเฝ้านั้น ให้ตั้งกระทะเคี่ยวน้ำมันไว้ให้คนทั้งปวงเห็น ขุนนางทั้งนั้นก็ไม่ท้อถอย เข้ามาขอโทษฮองไทเฮาอีกยี่สิบหกคน พระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งก็สั่งให้ทำโทษถึงตายเหมือนกันทั้งสิ้น
เหลือแต่เหมาเจี๋ยวคนสุดท้ยาจึงคิดว่า ขุนนางซึ่งร่วมคิดกัน ไปขอโทษฮองไทเฮาตายยี่สิบเจ็ดคน ก็ลือชื่อว่ากตัญญู ดูกษัตริย์ทำผิดมิได้ ตนจะเข้าไปว่ากล่าวทัดทาน ถึงจิ๋นอ๋องจะฆ่าเสีย ชื่อก็จะปรากฏไปหมื่นชาติ คิดแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋ง เมื่อเหมาเจี๋ยวเข้าไปคำนับนั้น จิ๋นอ๋องเจ๋งถอดกระบี่พาดตักไว้ แล้วตรัสว่า
“……..เมื่อท่านเข้ามา หาเห็นกระทะศรีษะคนตายไม่หรือ จึงมีน้ำใจอาจหาญไม่กลัวความตาย………”
เหมาเจี๋ยวก็ทูลว่า
“…….ข้าพเจ้าเห็นอยู่สิ้น แต่เป็นการแผ่นดินใหญ่หลวง จึงเข้ามาเฝ้า ข้าพเจ้าได้ฟังคำโบราณว่า บนท้องฟ้ามีดาวยี่สิบแปดประจำตัวคนมีกตัญญู ซึ่งผู้มาขอโทษฮองไทเฮา พระองค์ให้ฆ่าเสียยี่สิบเจ็ดคน ยังเหลือแต่ข้าพเจ้าผู้เดียว ชื่อเหมาเจี๋ยว จะขอทูลให้สิ้นคำ ถ้าพระองค์ฟังก็จะรอดชีวิต ถ้าไม่เชื่อข้าพเจ้าจะขอตายตามกันไป ดาวบนท้องฟ้าจึงจะครบยี่สิบแปดดวง…”
พระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งได้ฟังเหมาเจี๋ยวพูดองอาจ จำจะฟังดูก่อน จึงตรัสว่าท่านจะว่าประการใด ก็ตามใจของท่าน เหมาเจี๋ยวจึงทูลว่า
“……..โลไอกับบุตรสองคน นานไปจะเป็นเสี้ยนหนามในแผ่นดิน พระองค์ให้ฆ่าเสียนั้นก็ควรอยู่ เสียงก๊กจังฮูโทษผิดจำไว้ก็ชอบ ซึ่งฮองไทเฮาเป็นที่คำนับ ให้ขับเสียจากเมืองนั้น หาควรไม่ ถึงจะมีโทษหนักประการใด ชอบแต่จะให้อยู่กับวัง พระองค์ขับเสียดังนี้ผิดประเพณีกษัตริย์ซึ่งมีกตัญญู หัวเมืองทั้งปวงรู้จะหมิ่นประมาทว่าไม่อยู่ในยุติธรรม……”
เมื่อเห็นพระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งทรงฟัง เหมาเจี๋ยวก็ทูลต่อไปว่า
“……บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวงรู้ไป เกลือกจะระส่ำระสายคิดเอาใจออกห่าง นานไปเมื่อหน้าก็จะไม่มีเมืองใดขึ้นแก่เมืองจิ๋น จะครองสมบัติอยู่ได้แต่พระองค์เดียวหรือ ข้าพเจ้าทูลดังนี้ด้วยกตัญญู สิ้นคำข้าพเจ้าแล้ว จะลาไปตาย……..”
ว่าแล้วเหมาเจี๋ยวก็ลุกเดินตรงมาสู่ที่ตั้งกระทะน้ำมัน พระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่าเหมาเจี๋ยวคนนี้ มีกตัญญูต่อแผ่นดินมากกว่าชีวิต ไม่กลัวความตาย จึงลุกออกมายุดข้อมือกลับเข้าไป ให้นั่งที่ตำแหน่งขุนนาง แล้วปราศรัยว่า
“……มิเสียทีท่านเกิดมาเป็นชาย ประกอบด้วยสติปัญญา มาว่าให้ฟังฉะนี้หมายจะให้เราเจริญในอิสริยยศ และคนซึ่งมาขอโทษฮองไทเฮาแต่ก่อน เราให้ฆ่าเสียนั้น ไม่ว่ากล่าวให้เราเห็นผิดแลชอบ ล้วนแต่ว่าเราผิดไปฝ่ายเดียว ซึ่งท่านว่าเราควรจะเชื่อฟัง…..”
พระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งจึงมีรับสั่ง ตั้งให้เหมาเจี๋ยวเป็นขุนนางผู้ใหญ่ แล้วให้จัดรถและทหารเป็นกระบวนแห่ ออกไปรับฮองไทเฮาเข้ามาไว้ในวังเป็นที่คำนับเหมือนแต่ก่อน แล้วสั่งให้ ลิปุดอุยพ้นโทษ
ครั้นอยู่มาประมาณปีเศษ หัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวงแจ้งว่า พระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งรับ ฮองไทเฮาเข้ามา กับโปรดให้เสียงก๊กจังฮูพ้นโทษคงยศฐาศักดิ์ ก็นำเครื่องบรรณาการมาถวาย กับแต่งของไปคำนับเสียงก๊กจังฮู ลิปุดอุยก็แต่งโต๊ะเลี้ยงเผื่อแผ่ไปโดยไมตรี
พระเจ้าจิ๋นอ๋องเจ๋งบุตรของลิปุดอุย กับนางจูกี๋ ซึ่งได้เป็นเจ้าแผ่นดินเมืองจิ๋น โดยไม่รู้กำเนิดเดิมของพระองค์ จะอยู่ในราชสมบัติยืนนานไปอีกเท่าใด ก็ต้องคอยดูกันต่อไป.
##########