ในระบอบประชาธิปไตย ความอคติเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อความอยู่รอดของของระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างมาก
หากต่างฝ่ายต่างมีอคติไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน ความขัดแย้งก็ยากที่จะตัดสินกันไปตามระบบของมัน
ยิ่งกรรมการต่างๆก็มีอคติทำตัวเลือกข้างเอนเอียงกันไปหมดแล้ว
กรรมการชุดสุดท้ายก็คือประชาชนทั่วไปอย่างเราๆนี่แหละที่เหลือเป็นความหวังว่าจะมีความเป็นกลาง
เข้ามาทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินความขัดแย้งครั้งนี้เสียเอง
การจะมาทำหน้าที่กรรมการที่ดี ก็ต้องตัดอคติในใจออกให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากทีเดียวสำหรับประชาชนทั่วไป
ยิ่งในตอนนี้ผมว่ามันถึงเวลาที่ประชาชนออกมาทำหน้าที่กรรมการตัดสินให้ชัดเจนแล้วล่ะครับว่า
จะเอาเลือกตั้งกันในวันที่2กุมภาฯ
หรือว่าจะล้มเลือกตั้งลงให้ได้
ตัดสินใจครั้งใหญ่อย่างนี้การประเมินผลโดยรวมเพื่อนำมาประกอบตัดสินใจเลือกข้างนั้นจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญทีเดียว
จะตัดสินใจครั้งสำคัญจะปล่อยให้อารมณ์พาไปอย่างเดียวจะตัดสินได้ผิดพลาดง่ายๆ
ประเมินทางฝ่ายรัฐบาลนั้นไม่ยากหรอกครับเพราะถอยอย่างเดียว รักษาที่มั่นความชอบธรรมในการดำรงค์อยู่
ไว้ด้วยการหลีกเลี่ยงความรุนแรงอย่างสุดๆ เพราะเกิดรุนแรงขึ้นเความชอบธรรมก็หลุดมือได้ง่ายๆ
ทิ้งไพ่ลงมาแล้วว่าไม่ลาออกไม่ใช้ความรุนแรงประคองตัวไปคูหาเลือกตั้งให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
แต่ในของส่วนม๊อบกปปส.นั้น พยายามจะตั้งตัวเป็นกรรมการตัดสินเสียเอง
เราก็ต้องประเมินกันดูความเหมาะสม ว่าเค้ามีความชอบธรรมพอที่จะมาทำหน้าที่กรรมการชี้ขาดรึปล่าว
อันดับแรกคือจำนวนประชาชนที่สนับสนุนล้มการเลือกตั้งนั่นแหละ
มีจำนวนมากจริงหรือ?
เป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศจริงๆหรือ? จริงๆแล้วมันก็พิสูจน์ไม่ยากหรอกนะครับว่าเยอะจริงรึปล่าว
ก็ด้วยการเข้าคูหาไปลงคะแนนกันนั่นแหละ
แต่ในเมื่อปฏิเสธการเลือกตั้งกัน ก็ต้องพิสูจน์หากันด้วยวิธีอื่น การมาร่วมชุมนุมกันเต็มถนนในกรุงเทพฯนั้นมันดูเยอะจริงนั่นแหละ
แต่ผมว่ามันก็พิสูจน์ว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ยังไม่ได้อยู่ดี
หากคำนวนคร่าวๆตามหลักความจริง ระดมกันมาจนเต็มทุกถนนในกรุงเทพฯก็ยังเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆของคนที่มีสิทธิทั้งหมดแค่นั้นเองอันนี้คือความจริง (ยิ่งหากดูการชุมนุมเรือนล้านคนที่อียิปต์เป็นกรณีศึกษาก็จะพบว่ามากันเยอะจริงจนล้มรัฐบาลได้ แต่ก็ไม่ใช่เป็นเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนจริงๆ การมองข้ามกลุ่มคนที่เห็นต่างอีกจำนวนไม่น้อยนั้นทำให้เกิดความไม่พอใจ นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงไม่รู้จบ)
ยิ่งหากไปดูที่จำนวนประชาชนที่มายื่นขอใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็มีมากมายกว่าจำนวนม๊อบหลายเท่า
และค่อนประเทศมีผู้สมัครรับเลือกตั้งกันเรียบร้อยไร้ปัญหา
ก็ทำม๊อบต่อต้านการเลือกตั้งหมดความธรรมในการอ้าง”เสียงส่วนใหญ่”ไปแล้วนะครับในความคิดผม
ความพยายามใช้จำนวนคนมาอ้างจึงไม่น่าไม่มีผลอะไรอีกต่อไป
2. คุณภาพของคนมาร่วมม๊อบ
ความจริงในระบอบประชาธิปไตยนั้น ชัดเจนว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน
จะฉลาดมากฉลาดน้อยก็มีสิทธิเท่ากัน
ผู้ร่วมม๊อบหลายคนพยายามจุดประเด็นเรื่องคุณภาพของคนที่ไม่เท่ากันขึ้นมา นั่นก็คือการยอมรับว่าพวกตนนั้นเป็นคน”ส่วนน้อย”นั่นแหละ
ในเมื่อจะจับเอาเรื่องคุณภาพของคนมาเป็นจุดขาย ว่าพวกตนนั้นฉลาดกว่า ดีกว่า สมควรเป็นผู้ชีนำสังคมไปในทางที่ถูกต้องได้
มันก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้คนที่เห็นต่างนั้นเชื่อตามกันล่ะครับว่ามีคุณภาพมีความสามารถสมกับจะมาชี้นำเค้าจริงๆมั๊ย?
แค่เริ่มด้วยการ”แบ่ง”ชนชั้น แบ่งฐานะ ความรู้
ผมก็ว่าเป็นการแสดงคุณภาพของคนที่โง่มากแล้วล่ะครับ
จะให้คนเค้าหันมาศรัทธาพวกตน แต่ดันไปผลักกดหัวให้เค้าต่ำต้อยกว่า ถ้าได้มวลชนเพิ่มขึ้นก็แปลกล่ะ
ยิ่งนานวันการแสดงออกของคนที่อ้างว่า”มีคุณภาพ”มันกลับไม่ได้มีคุณภาพอย่างราคาคุย ซะด้วย ก็ยิ่งลดมวลชนลงไปเรื่อยๆ
อาจารย์ผู้รู้ระดับชาติหลายคนออกมา แทนที่จะใช้ความรู้ความสามารถสร้างศรัทธาให้คนเชื่อถือได้เพิ่มขึ้น
ก็กลับไปทำให้คนหมดศรัทธากันเสียเอง จากการแสดงออกอย่างโง่ๆของตน
ผู้หลักผู้ใหญ่ คนที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงๆมีคนศรัทธามากมาย
พอมาขึ้นเวทีก็กลับแสดงความถ่อยและต่ำไปตามอารมณ์ของตัว บั่นทอนศรัทธากันซะเอง
แล้วจะเหลืออะไรไปสร้างศรัทธาให้คนที่เห็นต่างเค้ามาเห็นคล้อยตามด้วยได้ล่ะครับ?
ดารานักร้องคนดังต่างๆก็เช่นกันนะครับ ออกมาให้การสนับสนุนมันก็ดีหรอกครับ
ทำให้คนมากมายหันมาสนใจฟังว่าพวกเค้าคิดอะไร ซึ่งถ้าหากทำการบ้านมาดี แนวคิดมีหลักการน่าศรัทธา
ก็จะช่วยเรียกมวลชนมาเพิ่มได้มากทีเดียว
แต่ก็คนแล้วคนเล่าพอแสดงความคิดเห็นออกมากลับเป็นการบั่นทอนศรัทธาไปเสียเอง ทั้งนั้น
เพราะมันแสดงออกถึงความไม่รู้ ไม่เข้าใจการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียด
ไม่ต่างจากเป็นการออกมาระบายอารมณ์กันแค่นั้น
เมื่อจะสนับสนุนแนวคิดที่ฝืนไปจากหลักประชาธิปไตย จะไปขอใช้สิทธิที่เหนือกว่าคนอื่น
ก็ต้องใช้ความสามารถกันอย่างเต็มที่สร้างศรัทธาให้เกิดขึ้น
มันเหมือนกับที่เค้าเปรียบเอาไว้ว่าติดกระดุมผิดเม็ดแรก ต่อให้เป็นผู้รู้มาจากไหนมาบอกให้คนยอมรับว่ามันถูกก็คงเป็นไปไม่ได้
นอกเสียจากจะมีความสามารถโน้มน้าวให้คนยอมรับกันได้ว่า
ติดกระดุมผิดๆอย่างนั้นน่ะ มันเป็นแฟชั่นที่น่านิยมจริงๆ ซึ่งเป็นงานที่ยากมากทีเดียว
ไม่มีความสามารถจริงๆทำไม่ได้หรอกครับ
3.แนวทางการต่อสู้
จากทีแรกที่อ้างสันติ อหิงสานั้นเป็นหลักการที่ถูกต้องสร้างความชอบธรรมให้กับการชุมนุมได้
แต่หากพ้นไปจากนี้แล้วการชุมนุมที่ชอบธรรมน่าศรัทธาก็กลายเป็นแก็งค์อันธพาลถ่อยที่น่ารังเกียจไปได้ง่ายๆเช่นกัน
การที่คนมีอารมณ์ทางการเมืองรุนแรงมารวมกันมันยากที่จะควบคุมกันได้ง่ายๆ
แนวทางการต่อสู้จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องยึดไว้
ตราบใดที่ไม่ได้ไปคุกคามทำความเดือดร้อนเสียหาย ให้ใคร มันก็ยังอยู่ในกรอบอหิงสา
ความชอบธรรมก็ยังคงอยู่
ม๊อบนี้หลังจากประสพความสำเร็จล้มพรบ.นิรโทษกรรมลงไปได้แล้วไม่ยอมหยุด ความชอบธรรมที่เคยมีมันก็ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ
ยิ่งไปใช้กำลังรุกคืบขู่เข็ญมันก็ยิ่งเกินเลยหลักอหิงสาไปมากขึ้นทุกที
ความชอบธรรมมันก็น้อยลง ไปเรื่อยๆ
ยิ่งเมื่อรัฐบาลเลือกที่จะคืนอำนาจให้ประชาชนไปตัดสินแล้ว
การที่ม๊อบจะออกโรงขู่เข็ญอะไร มันก็ไม่ต่างกับมาขู่เข็ญกับประชาชนโดยตรง
ถลำลึกขนาดมาปิดกรุงเทพฯนี่เป็นการคิดผิดอย่างมหันต์ เลย ไม่ต่างกับขู่จะเผาบ้านตัวเองเมื่อไม่ได้อย่างใจนั่นแหละ
แนวร่วมที่น้อยอยู่แล้วมันก็ยิ่งลดน้อยลงไปอีก
บีบให้แนวทางของตัวเองแคบลงจนสุดท้ายหากไม่มีตัวช่วยก็คงไปต่อไม่ได้แน่ๆ
หวังจะให้รัฐประหารมาเป็นตัวช่วย มันก็ต้องมีเงื่อนไขสำคัญในการรัฐประหารเสียก่อน
นั่นก็คือความรุนแรง
ในขณะที่รัฐบาลนั้นใช้ไหวพริบที่เหนือกว่า คืนอำนาจให้ประชาชน แล้วไปนั่งรอที่คูหาเลือกตั้ง
ทำให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่า ทางรัฐบาลไม่มีความจำเป็นใดๆในการใช้ความรุนแรงเข้ามาแก้ไขอีกต่อไปแล้ว
คือแค่ประคองตัวไปถึงวันเลือกตั้งก็ถือว่ารอดแล้ว
แต่ฝ่ายผู้ชุมนุมกลับไม่มีทางเลือกมากนัก คือมีแค่
จะยอมไปเลือกตั้งกันดีๆ
หรือว่าจะอาละวาดฟาดหัวฟาดหางให้เกิดความรุนแรงจนเกิดรัฐประหาร??
ภาพการ์ดกปปส.โดนจับพร้อมอาวุธร้ายแรงและยาเสพติด
ภาพความถ่อยเถื่อน ใช้กำลังแบบอันธพาลของการ์ดเช่นการตั้งด่านรีดไถ ไล่กระทืบคนที่เห็นต่าง
ภาพความเดือดร้อนของประชาชนจากการปิดถนนทั้งที่ไม่เห็นความจำเป็นใดๆ
การแสดงความไม่พอใจที่หลายฝ่ายออกมารณรงค์ต่อต้านความรุนแรงกัน ไม่เว้นแม้แต่คนเสื้อแดง
ที่เห็นกันว่าเป็นอริคนสำคัญที่ดันมาใส่เสื้อขาวจุดเทียนกันแทนการยกพวกมาไล่ตีกันอย่างที่คนเค้ากลัว
อีกทั้งภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผลในขณะนี้ ว่าใคร?ลงมือทำไปเพื่ออะไร?
คือภาพความแตกต่างชัดเจนที่ ทำให้เห็นได้ไม่ยากว่าหากมีความรุนแรงขึ้นมา
ใครฝ่ายไหนที่จะต้องการความรุนแรงมาเป็นตัวช่วยมากที่สุด?
.4 หลักการ
ท้ายสุดเลยที่สำคัญก็คือ”หลักการ”นี่แหละ จนป่านนี้หลักการที่ม๊อบกปปส.ใช้เป็นธงนำก็ยัง ไร้การอธิบายที่มาที่ไปกันให้ชัดเจนซะที
จะเปลี่ยนแปลงล้มการปกครองกันทั้งที น่าจะมีรายระเอียดที่มาที่ไปตอบทุกคำถามได้อย่างชัดเจนจริงมั๊ยครับ
มันถึงจะทำให้คนเค้าไปศรัทธาสนับสนุนกัน
มีแต่ความคิดหรูๆวิมานในอากาศมันขายยากนะในยุคนี้
ยิ่งส่งอาจารย์กี่คนๆไปขึ้นเวทีแล้วไปโดนน๊อคคาเวทีทุกเวทีอย่างที่เห็นนี่ มันก็ยิ่งบั่นทอนความน่าเชื่อถือของหลักการที่นำมาเสนอเป็นอย่างมากเลย
ยิ่งอวดตัวว่าฉลาดแค่ไหนหากไม่สามารถธิบายโน้มน้าวให้คนหันมาเชื่อถือศรัทธาได้
มันก็ยิ่งกลายเป็นทำให้ดูโง่มากขึ้นเป็นทวีคูณ
วาทะกรรมสวยหรูที่ประดิดประดอยกันออกมา
หากไม่สามารถพิสูจน์ทำให้มันเกิดเป็นความชอบธรรมขึ้นมาได้ มันก็ก็ไร้ความหมาย
ซึ่งผิดกับวาทะกรรมที่ฝ่ายรัฐบาลหยิบยื่นให้กับกปปส.มากมายนัก
ทั้งๆ ที่เห็นมีแค่คำเดียวคือคำว่า “กบฏ”
สั้นๆ แต่มีความชอบธรรมของกฏหมายมารองรับ ทำให้วาทะกรรมหรูๆที่ช่วยกันปั้นแต่งกันมา ด้อยค่าลงไปทันที
และยิ่งมีวาทะกรรมที่ออกมาย้อนแย้งกับวาทะกรรมเก่าๆของตัวเอง มันยิ่งบั่นทอนความน่าเชื่อถือลงไปจนแทบไม่เหลืออะไร
เพราะทำให้เห็นถึงความไร้หลักการ ความกะล่อนเล่นลิ้นเพื่อเอาตัวรอดของฝ่ายผู้พูดเอง.
ที่ผมประเมินผลม๊อบออกมาได้อย่างนี้ มันก็คงทำให้ผมตัดสินใจที่จะเลือกไปใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่านั่นแหละครับ
ไอเดียเรื่องล้มการเลือกตั้งแล้วให้ใครก็ไม่รู้มาปฏิรูป นานเท่าไหร่ไม่รู้ผมคงยังทำใจรับไม่ได้หรอกครับ
แต่ก็ยอมรับว่า อาจจะประเมินออกมาอย่างอคติเกินไปก็ได้
จึงเป็นการดีนะ หากจะมีใครช่วยชี้แนะ ติติงว่าที่ผมกล่าวมานั้น ตรงไหน ส่วนไหนที่ผิดไปจากความจริง อคติเกินไป
หากจะช่วยชี้แนะแก้ไขด้วยจะเป็นพระคุณอย่างมากเลย
หรือจะนำการประเมินส่วนตัวของแต่ละคนมาให้ผมเปรียบเทียบดูด้วยก็จะยิ่งดีทีเดียว
จะทำให้มีลักษณะคล้ายๆกับคณะลูกขุนที่จะมานั่งพูดคุยฟังความเห็นของแต่ละคนก่อนจะมีมติร่วมกันออกมา
ด้วยว่ามันคือการตัดสินใจที่สำคัญ เป็นการตัดสินใจเลือกอนาคตของชาติเลยทีเดียว
ผมก็อยากตัดสินใจได้อย่างถูกต้องจริงๆน่ะครับ
ขอบคุณครับ
ประเมินผลม๊อบกปปส. : ผมอคติกับพวกเค้ามากไปรึปล่าว?
หากต่างฝ่ายต่างมีอคติไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน ความขัดแย้งก็ยากที่จะตัดสินกันไปตามระบบของมัน
ยิ่งกรรมการต่างๆก็มีอคติทำตัวเลือกข้างเอนเอียงกันไปหมดแล้ว
กรรมการชุดสุดท้ายก็คือประชาชนทั่วไปอย่างเราๆนี่แหละที่เหลือเป็นความหวังว่าจะมีความเป็นกลาง
เข้ามาทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินความขัดแย้งครั้งนี้เสียเอง
การจะมาทำหน้าที่กรรมการที่ดี ก็ต้องตัดอคติในใจออกให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากทีเดียวสำหรับประชาชนทั่วไป
ยิ่งในตอนนี้ผมว่ามันถึงเวลาที่ประชาชนออกมาทำหน้าที่กรรมการตัดสินให้ชัดเจนแล้วล่ะครับว่า
จะเอาเลือกตั้งกันในวันที่2กุมภาฯ
หรือว่าจะล้มเลือกตั้งลงให้ได้
ตัดสินใจครั้งใหญ่อย่างนี้การประเมินผลโดยรวมเพื่อนำมาประกอบตัดสินใจเลือกข้างนั้นจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญทีเดียว
จะตัดสินใจครั้งสำคัญจะปล่อยให้อารมณ์พาไปอย่างเดียวจะตัดสินได้ผิดพลาดง่ายๆ
ประเมินทางฝ่ายรัฐบาลนั้นไม่ยากหรอกครับเพราะถอยอย่างเดียว รักษาที่มั่นความชอบธรรมในการดำรงค์อยู่
ไว้ด้วยการหลีกเลี่ยงความรุนแรงอย่างสุดๆ เพราะเกิดรุนแรงขึ้นเความชอบธรรมก็หลุดมือได้ง่ายๆ
ทิ้งไพ่ลงมาแล้วว่าไม่ลาออกไม่ใช้ความรุนแรงประคองตัวไปคูหาเลือกตั้งให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
แต่ในของส่วนม๊อบกปปส.นั้น พยายามจะตั้งตัวเป็นกรรมการตัดสินเสียเอง
เราก็ต้องประเมินกันดูความเหมาะสม ว่าเค้ามีความชอบธรรมพอที่จะมาทำหน้าที่กรรมการชี้ขาดรึปล่าว
อันดับแรกคือจำนวนประชาชนที่สนับสนุนล้มการเลือกตั้งนั่นแหละ
มีจำนวนมากจริงหรือ?
เป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศจริงๆหรือ? จริงๆแล้วมันก็พิสูจน์ไม่ยากหรอกนะครับว่าเยอะจริงรึปล่าว
ก็ด้วยการเข้าคูหาไปลงคะแนนกันนั่นแหละ
แต่ในเมื่อปฏิเสธการเลือกตั้งกัน ก็ต้องพิสูจน์หากันด้วยวิธีอื่น การมาร่วมชุมนุมกันเต็มถนนในกรุงเทพฯนั้นมันดูเยอะจริงนั่นแหละ
แต่ผมว่ามันก็พิสูจน์ว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ยังไม่ได้อยู่ดี
หากคำนวนคร่าวๆตามหลักความจริง ระดมกันมาจนเต็มทุกถนนในกรุงเทพฯก็ยังเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆของคนที่มีสิทธิทั้งหมดแค่นั้นเองอันนี้คือความจริง (ยิ่งหากดูการชุมนุมเรือนล้านคนที่อียิปต์เป็นกรณีศึกษาก็จะพบว่ามากันเยอะจริงจนล้มรัฐบาลได้ แต่ก็ไม่ใช่เป็นเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนจริงๆ การมองข้ามกลุ่มคนที่เห็นต่างอีกจำนวนไม่น้อยนั้นทำให้เกิดความไม่พอใจ นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงไม่รู้จบ)
ยิ่งหากไปดูที่จำนวนประชาชนที่มายื่นขอใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็มีมากมายกว่าจำนวนม๊อบหลายเท่า
และค่อนประเทศมีผู้สมัครรับเลือกตั้งกันเรียบร้อยไร้ปัญหา
ก็ทำม๊อบต่อต้านการเลือกตั้งหมดความธรรมในการอ้าง”เสียงส่วนใหญ่”ไปแล้วนะครับในความคิดผม
ความพยายามใช้จำนวนคนมาอ้างจึงไม่น่าไม่มีผลอะไรอีกต่อไป
2. คุณภาพของคนมาร่วมม๊อบ
ความจริงในระบอบประชาธิปไตยนั้น ชัดเจนว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน
จะฉลาดมากฉลาดน้อยก็มีสิทธิเท่ากัน
ผู้ร่วมม๊อบหลายคนพยายามจุดประเด็นเรื่องคุณภาพของคนที่ไม่เท่ากันขึ้นมา นั่นก็คือการยอมรับว่าพวกตนนั้นเป็นคน”ส่วนน้อย”นั่นแหละ
ในเมื่อจะจับเอาเรื่องคุณภาพของคนมาเป็นจุดขาย ว่าพวกตนนั้นฉลาดกว่า ดีกว่า สมควรเป็นผู้ชีนำสังคมไปในทางที่ถูกต้องได้
มันก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้คนที่เห็นต่างนั้นเชื่อตามกันล่ะครับว่ามีคุณภาพมีความสามารถสมกับจะมาชี้นำเค้าจริงๆมั๊ย?
แค่เริ่มด้วยการ”แบ่ง”ชนชั้น แบ่งฐานะ ความรู้
ผมก็ว่าเป็นการแสดงคุณภาพของคนที่โง่มากแล้วล่ะครับ
จะให้คนเค้าหันมาศรัทธาพวกตน แต่ดันไปผลักกดหัวให้เค้าต่ำต้อยกว่า ถ้าได้มวลชนเพิ่มขึ้นก็แปลกล่ะ
ยิ่งนานวันการแสดงออกของคนที่อ้างว่า”มีคุณภาพ”มันกลับไม่ได้มีคุณภาพอย่างราคาคุย ซะด้วย ก็ยิ่งลดมวลชนลงไปเรื่อยๆ
อาจารย์ผู้รู้ระดับชาติหลายคนออกมา แทนที่จะใช้ความรู้ความสามารถสร้างศรัทธาให้คนเชื่อถือได้เพิ่มขึ้น
ก็กลับไปทำให้คนหมดศรัทธากันเสียเอง จากการแสดงออกอย่างโง่ๆของตน
ผู้หลักผู้ใหญ่ คนที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงๆมีคนศรัทธามากมาย
พอมาขึ้นเวทีก็กลับแสดงความถ่อยและต่ำไปตามอารมณ์ของตัว บั่นทอนศรัทธากันซะเอง
แล้วจะเหลืออะไรไปสร้างศรัทธาให้คนที่เห็นต่างเค้ามาเห็นคล้อยตามด้วยได้ล่ะครับ?
ดารานักร้องคนดังต่างๆก็เช่นกันนะครับ ออกมาให้การสนับสนุนมันก็ดีหรอกครับ
ทำให้คนมากมายหันมาสนใจฟังว่าพวกเค้าคิดอะไร ซึ่งถ้าหากทำการบ้านมาดี แนวคิดมีหลักการน่าศรัทธา
ก็จะช่วยเรียกมวลชนมาเพิ่มได้มากทีเดียว
แต่ก็คนแล้วคนเล่าพอแสดงความคิดเห็นออกมากลับเป็นการบั่นทอนศรัทธาไปเสียเอง ทั้งนั้น
เพราะมันแสดงออกถึงความไม่รู้ ไม่เข้าใจการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียด
ไม่ต่างจากเป็นการออกมาระบายอารมณ์กันแค่นั้น
เมื่อจะสนับสนุนแนวคิดที่ฝืนไปจากหลักประชาธิปไตย จะไปขอใช้สิทธิที่เหนือกว่าคนอื่น
ก็ต้องใช้ความสามารถกันอย่างเต็มที่สร้างศรัทธาให้เกิดขึ้น
มันเหมือนกับที่เค้าเปรียบเอาไว้ว่าติดกระดุมผิดเม็ดแรก ต่อให้เป็นผู้รู้มาจากไหนมาบอกให้คนยอมรับว่ามันถูกก็คงเป็นไปไม่ได้
นอกเสียจากจะมีความสามารถโน้มน้าวให้คนยอมรับกันได้ว่า
ติดกระดุมผิดๆอย่างนั้นน่ะ มันเป็นแฟชั่นที่น่านิยมจริงๆ ซึ่งเป็นงานที่ยากมากทีเดียว
ไม่มีความสามารถจริงๆทำไม่ได้หรอกครับ
3.แนวทางการต่อสู้
จากทีแรกที่อ้างสันติ อหิงสานั้นเป็นหลักการที่ถูกต้องสร้างความชอบธรรมให้กับการชุมนุมได้
แต่หากพ้นไปจากนี้แล้วการชุมนุมที่ชอบธรรมน่าศรัทธาก็กลายเป็นแก็งค์อันธพาลถ่อยที่น่ารังเกียจไปได้ง่ายๆเช่นกัน
การที่คนมีอารมณ์ทางการเมืองรุนแรงมารวมกันมันยากที่จะควบคุมกันได้ง่ายๆ
แนวทางการต่อสู้จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องยึดไว้
ตราบใดที่ไม่ได้ไปคุกคามทำความเดือดร้อนเสียหาย ให้ใคร มันก็ยังอยู่ในกรอบอหิงสา
ความชอบธรรมก็ยังคงอยู่
ม๊อบนี้หลังจากประสพความสำเร็จล้มพรบ.นิรโทษกรรมลงไปได้แล้วไม่ยอมหยุด ความชอบธรรมที่เคยมีมันก็ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ
ยิ่งไปใช้กำลังรุกคืบขู่เข็ญมันก็ยิ่งเกินเลยหลักอหิงสาไปมากขึ้นทุกที
ความชอบธรรมมันก็น้อยลง ไปเรื่อยๆ
ยิ่งเมื่อรัฐบาลเลือกที่จะคืนอำนาจให้ประชาชนไปตัดสินแล้ว
การที่ม๊อบจะออกโรงขู่เข็ญอะไร มันก็ไม่ต่างกับมาขู่เข็ญกับประชาชนโดยตรง
ถลำลึกขนาดมาปิดกรุงเทพฯนี่เป็นการคิดผิดอย่างมหันต์ เลย ไม่ต่างกับขู่จะเผาบ้านตัวเองเมื่อไม่ได้อย่างใจนั่นแหละ
แนวร่วมที่น้อยอยู่แล้วมันก็ยิ่งลดน้อยลงไปอีก
บีบให้แนวทางของตัวเองแคบลงจนสุดท้ายหากไม่มีตัวช่วยก็คงไปต่อไม่ได้แน่ๆ
หวังจะให้รัฐประหารมาเป็นตัวช่วย มันก็ต้องมีเงื่อนไขสำคัญในการรัฐประหารเสียก่อน
นั่นก็คือความรุนแรง
ในขณะที่รัฐบาลนั้นใช้ไหวพริบที่เหนือกว่า คืนอำนาจให้ประชาชน แล้วไปนั่งรอที่คูหาเลือกตั้ง
ทำให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่า ทางรัฐบาลไม่มีความจำเป็นใดๆในการใช้ความรุนแรงเข้ามาแก้ไขอีกต่อไปแล้ว
คือแค่ประคองตัวไปถึงวันเลือกตั้งก็ถือว่ารอดแล้ว
แต่ฝ่ายผู้ชุมนุมกลับไม่มีทางเลือกมากนัก คือมีแค่
จะยอมไปเลือกตั้งกันดีๆ
หรือว่าจะอาละวาดฟาดหัวฟาดหางให้เกิดความรุนแรงจนเกิดรัฐประหาร??
ภาพการ์ดกปปส.โดนจับพร้อมอาวุธร้ายแรงและยาเสพติด
ภาพความถ่อยเถื่อน ใช้กำลังแบบอันธพาลของการ์ดเช่นการตั้งด่านรีดไถ ไล่กระทืบคนที่เห็นต่าง
ภาพความเดือดร้อนของประชาชนจากการปิดถนนทั้งที่ไม่เห็นความจำเป็นใดๆ
การแสดงความไม่พอใจที่หลายฝ่ายออกมารณรงค์ต่อต้านความรุนแรงกัน ไม่เว้นแม้แต่คนเสื้อแดง
ที่เห็นกันว่าเป็นอริคนสำคัญที่ดันมาใส่เสื้อขาวจุดเทียนกันแทนการยกพวกมาไล่ตีกันอย่างที่คนเค้ากลัว
อีกทั้งภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผลในขณะนี้ ว่าใคร?ลงมือทำไปเพื่ออะไร?
คือภาพความแตกต่างชัดเจนที่ ทำให้เห็นได้ไม่ยากว่าหากมีความรุนแรงขึ้นมา
ใครฝ่ายไหนที่จะต้องการความรุนแรงมาเป็นตัวช่วยมากที่สุด?
.4 หลักการ
ท้ายสุดเลยที่สำคัญก็คือ”หลักการ”นี่แหละ จนป่านนี้หลักการที่ม๊อบกปปส.ใช้เป็นธงนำก็ยัง ไร้การอธิบายที่มาที่ไปกันให้ชัดเจนซะที
จะเปลี่ยนแปลงล้มการปกครองกันทั้งที น่าจะมีรายระเอียดที่มาที่ไปตอบทุกคำถามได้อย่างชัดเจนจริงมั๊ยครับ
มันถึงจะทำให้คนเค้าไปศรัทธาสนับสนุนกัน
มีแต่ความคิดหรูๆวิมานในอากาศมันขายยากนะในยุคนี้
ยิ่งส่งอาจารย์กี่คนๆไปขึ้นเวทีแล้วไปโดนน๊อคคาเวทีทุกเวทีอย่างที่เห็นนี่ มันก็ยิ่งบั่นทอนความน่าเชื่อถือของหลักการที่นำมาเสนอเป็นอย่างมากเลย
ยิ่งอวดตัวว่าฉลาดแค่ไหนหากไม่สามารถธิบายโน้มน้าวให้คนหันมาเชื่อถือศรัทธาได้
มันก็ยิ่งกลายเป็นทำให้ดูโง่มากขึ้นเป็นทวีคูณ
วาทะกรรมสวยหรูที่ประดิดประดอยกันออกมา
หากไม่สามารถพิสูจน์ทำให้มันเกิดเป็นความชอบธรรมขึ้นมาได้ มันก็ก็ไร้ความหมาย
ซึ่งผิดกับวาทะกรรมที่ฝ่ายรัฐบาลหยิบยื่นให้กับกปปส.มากมายนัก
ทั้งๆ ที่เห็นมีแค่คำเดียวคือคำว่า “กบฏ”
สั้นๆ แต่มีความชอบธรรมของกฏหมายมารองรับ ทำให้วาทะกรรมหรูๆที่ช่วยกันปั้นแต่งกันมา ด้อยค่าลงไปทันที
และยิ่งมีวาทะกรรมที่ออกมาย้อนแย้งกับวาทะกรรมเก่าๆของตัวเอง มันยิ่งบั่นทอนความน่าเชื่อถือลงไปจนแทบไม่เหลืออะไร
เพราะทำให้เห็นถึงความไร้หลักการ ความกะล่อนเล่นลิ้นเพื่อเอาตัวรอดของฝ่ายผู้พูดเอง.
ที่ผมประเมินผลม๊อบออกมาได้อย่างนี้ มันก็คงทำให้ผมตัดสินใจที่จะเลือกไปใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่านั่นแหละครับ
ไอเดียเรื่องล้มการเลือกตั้งแล้วให้ใครก็ไม่รู้มาปฏิรูป นานเท่าไหร่ไม่รู้ผมคงยังทำใจรับไม่ได้หรอกครับ
แต่ก็ยอมรับว่า อาจจะประเมินออกมาอย่างอคติเกินไปก็ได้
จึงเป็นการดีนะ หากจะมีใครช่วยชี้แนะ ติติงว่าที่ผมกล่าวมานั้น ตรงไหน ส่วนไหนที่ผิดไปจากความจริง อคติเกินไป
หากจะช่วยชี้แนะแก้ไขด้วยจะเป็นพระคุณอย่างมากเลย
หรือจะนำการประเมินส่วนตัวของแต่ละคนมาให้ผมเปรียบเทียบดูด้วยก็จะยิ่งดีทีเดียว
จะทำให้มีลักษณะคล้ายๆกับคณะลูกขุนที่จะมานั่งพูดคุยฟังความเห็นของแต่ละคนก่อนจะมีมติร่วมกันออกมา
ด้วยว่ามันคือการตัดสินใจที่สำคัญ เป็นการตัดสินใจเลือกอนาคตของชาติเลยทีเดียว
ผมก็อยากตัดสินใจได้อย่างถูกต้องจริงๆน่ะครับ
ขอบคุณครับ