มีแฟนต่างชาติ แต่เขาไม่เข้าใจเราเรื่องให้เงินแม่ใช้

สวัสดีคะเพื่อน ๆ ทุกท่าน วันนี้ดิฉันแค่อยากจะถามว่าดิฉันได้คิดไว้ดีแล้วหรือไม่ อาจจะยาวไปหน่อยนะคะ

1. ดิฉันอยู่กับตายายมาตั้งแต่เด็ก กับน้องชายอีก 1 คน จนโต ดิฉันจบม. 6 เลยมาเรียนต่อที่ กทม. อยู่กับพ่อแม่ของดิฉัน (ตลอดเวลาพ่อแม่ดิฉันก็ทำงานส่งเงินไปต่างจังหวัดเพื่อเป็นค่าเล่าเรียนต่างๆ  ดิฉันกับน้องคะ) แต่มันไม่ได้เป็นที่ดิฉันได้ฝันไว้เลยคะว่าจะได้เรียนต่อ ระป. ตรี เมื่อดิฉันจะเรียนน้ำเสียงของแม่นั้นก็ดูเหมือนไม่เต็มใจ (ก็ไม่ได้ว่าแม่แต่มันสัมผัสได้)บอกว่าเขาไม่ค่อยสบาย ร่างกายย่ำแย่ (เกี่ยวกับมดลูก) ครอบครัวดิฉันทำงานขายอาหารคะ ดิฉันเลยไม่อยากรบกวนแม่เพราะรักแม่เลยไม่ได้ขอเงินแม่เรียนต่อคะ เลยหาทำงานออฟฟิศ แถว ๆ ใกล้ ๆ บ้านทำ แล้วก็นำเงินที่ได้มาไปเรียนต่อคะ แรก ๆ ดิฉันเรียนรามคะ แต่ไปไม่รอดเพราะเวลาสอบนั้นส่วนมากตรงกับเวลาทำงาน พยายามอยู่ 2 ปี เลยเลิก เพราะลางานทีไรเจ้านายชอบมองหน้าหาว่าลาบ่อยเลยตัดปัญหาคะ เลยมาเรียนต่อระดับ ป.ตรี วันอาทิตย์ของเอกชนเอาคะ ช่วงดิฉันเรียนนั้นก็ให้เงินแม่ใช้บ้างบางครั้งก็ 3-5 พัน แล้วแต่ว่าเดือนไหนมีค่าเรียนเยอะไหม บางทีเห็นแม่ชอบบ่นตลอดเวลาว่าเงินไม่ค่อยเหลือ ชอบมีแต่โน่นแต่นี่เข้ามาให้เสียเงินเรื่อย (จะไม่ให้เสียได้ไง บางทีพี่น้องมายืมมาขอก็ให้เขาไป ก็ไม่รู้จะบอกแม่ยังไงเอ็นดูเขาเหลือเกิน พอเอ็นตัวเองขาดไม่เห็นมีใครเอ็นดูเลย)

2. จนดิฉันเองอายุ 20 ปีบริบูรณ์คะ ดิฉันดีใจมากเลยที่จะได้กู้บัตรเครดิตต่าง ๆ ได้ เพื่อที่จะได้นำเงินมาให้แม่ลงทุน และใช้หนี้รายวัน (ไม่รู้ทำไมว่าอาชีพนี้ชอบเป็นหนี้จัง เห็นแม่ค้าในตลาด 60 % เป็นหนี้นอกระบบ อย่างว่ามันต้องหมุนค้าขายก็เข้าใจ) ดิฉันไปกู้มา 4 บัตรคะ เป็นบัตรกดเงินสด 2ใบ ๆ ละ 20,000 บาท และกดซื้อของ 2 ใบ วงเงินใบละ 20,000 คะ เงินสดกดมาให้แม่ 30,000 คะ ดิฉันเก็บ 10,000 คะ ส่วนบัตรผ่อนของ ก็ผ่อนพวก ตู้เสื้อผ้าใหม่ ตู้กับข้าว เฟอร์นิเจอร์ประมาณนี้คะ จากนั้น ดิฉันก็ดีใจที่เห็นแม่ไม่ค่อยเครียดทำงานค้าขายราบรื่น ส่วนดิฉันก็ผ่อนหนี้ไปตามระบบคะ

3. พออยู่มาอายุประมาณ 21 ย่าง 22 ปี เริ่มมีปัญหาคะ น้องชายดิฉันซึ่งยังเป็นเยาวชนอยู่ ย้ายลงมาอยู่กับครอบครัวมีปัญหาทะเลาะวิวาทกัน เป็นเหตุต้องเสียเงินจำนวนมากคะ หลักล้านเลยคะ ตอนนั้นแม่ก็ยืมญาติพี่น้องบ้าง บางคนช่วยบางคนไม่ช่วย (ก็บอกแม่ว่าทีแม่ช่วยเขาจังแต่ทีเขาก็ไม่เคยเห็นจะช่วยอะไรเลย คนเรายามทุกข์ยากก็เห็นกันตอนนี้แหละ) เงินไม่พอก็ต้องขายรถ ขายที่ อยู่ที่ต่างจังหวัด ยืมเงินนอกระบบ สาระพัดที่จะช่วยให้น้องไม่ต้องไปนอนในห้องขังนาน ยอมรับว่าที่บ้านเราก็เครียดกันมากเลยคะไม่รู้จะทำไง พอเจอปัญหาเข้าไปก็สติแตกกันทั้งบ้าน พ่อกับแม่ก็ชอบทะเลาะกัน บางทีเราก็แอบร้องไห้บ้าง (เพราะส่วนมากเราโตมากับตายาย เจอพ่อแม่บ้างช่วงเทศกาลเลยไม่ค่อยสนิทกับพ่อแม่เท่าไหร่) เพราะเราเริ่มเบื่อเต็มทีกับปัญหาพ่อแม่ทะเลาะกัน ส่วนเราก็ช่วยอะไรได้ไม่มากก็บอกแม่ว่าสู้ ๆ นะแม่ ตอนนี้ยังช่วยไรได้ไม่มากเพราะเราก็ต้องเรียนอยู่ค่าใช้จ่ายก็เยอะพอแล้ว ไหนเราจะใช้หนี้บัตรเครดิตของเราอีก ส่วนเราก็ให้เงินแม่น้อยลง บางเดือน 1-2 พันแล้วแต่ช่วงนั้นเราเงินเดือน 11,000 บาท ก็พออยู่ได้สำหรับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเรา

4. และแล้วดิฉันก็ทนไม่ไหว ขอออกมาเช่าห้องอยู่นอกบ้านก็ไม่ไกลจากบ้านนักอยู่คนเดียวคะ เพราะทนเสียงทะเลาะกันไม่ไหวเหมือนบางทีมีปัญหาทุกวัน ที่ทำงานก็แย่พอแล้ว กลับมาที่บ้านอีกเจอปัญหาอีก ถ้าอยู่ต่อคงสติแตกไปตาม ๆ กันคะ และช่วงเวลานั้นก็ได้มีแฟนชาวต่างชาติคะ  เป็นเพื่อนที่เจอกันโรงเรียนฉันเองคะ คบหาดูใจกันมาช่วงนั้นดิฉันก็มีปัญหาสาระพัด เรื่องน้องชาย เรื่องความยากลำบากต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิต แต่ยอมรับว่าเขาเป็นคนเดียวที่คอยอยู่ข้าง ๆ ดิฉันมาคะ ก็มีไปเยี่ยมน้องชายดิฉันที่ห้องขังบ้างในช่วงที่คุมขังไม่นาน มีพาพ่อแม่เราไปทานข้าวบ้าง ไปเที่ยวทำบุญที่วัดบ้าง จนกระทั่งแฟนย้ายมาอยู่ที่ห้องกับดิฉันคะแรก  ๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไรคะ เหมือนแม่จะรู้แต่แม่ก็ได้แต่บอกเราว่าทำอะไรก็เห็นแก่หน้าพ่อแม่บ้าง (เราก็เข้าใจว่าเราเป็นลูกสาว ทำอะไรก็มีแต่จะทำให้ขายหน้าพ่อแม่ แต่เราก็ไม่อยากสวนแม่กลับเหมือนกันว่า แล้วลูกชายของแม่ล่ะดีนักทำให้ขายหน้ากว่าหนูอีก แต่เราก็ไม่กล้าพูดสงสารแม่ บางทีก็แอบน้อยใจเหมือนกันนะคะว่า เวลาดิฉันอยากเรียนเต็มที่ไม่ค่อยอยากสนับสนุนดิฉันเลย แต่พอเวลาน้องชายไปทำเรื่องมา เงินที่ไหนก็หามาประกันมันออก แต่เราก็ไม่พูดช่างมันนึกเสียว่าฝึกความอดทน)

5. อยู่มาได้ปี กว่าๆ  แม่ก็เริ่มชิน ไม่พูดอะไรที่ดิฉันอยู่ด้วยกันกับแฟนเหมือนแม่จะเปิดใจกับเรื่องนี้มาก เพราะเราทั้งสองก็ยังอยู่ในวัยเรียน ประกอบกับเพื่อนของแม่ก็มีสามีชาวต่างชาติเหมือนกัน เลยอาจทำให้แม่เปิดใจเรื่องนี้มากขึ้น และแล้วปัญหาของดิฉันมาอีก คือ มีน้าสาว ฐานะน้องสาวของแม่พอรู้เรื่องว่าดิฉันมีแฟนต่างชาติ ก็มาคุยให้แม่ฟังใหญ่เลยประมาณว่า ที่ทำงานของน้าสาวมีพนักงานได้แฟนต่างชาติเหมือนกันก็น่าจะเป็นรุ่นพี่ดิฉัน 2 ปี (แต่ไม่สวยเท่าดิฉัน อิอิ) แต่แฟนต่างชาติของเขาอายุเยอะแล้วประมาณ 80 กว่า ๆ  ได้ น้าชอบมาอวดสรรพคุณกับแม่ว่า " นี่นะที่ทำงานฉันน่ะพนักงานมีแฟนต่างชาติ (ขอใช้คำไม่ค่อยสุภาพนะคะ) มันน่ะซื้อทั้งบ้านให้พ่อแม่อยู่ ให้เงินเดือนพ่อกับแม่ใช้ อีก ดูตัวอย่างหน่อยสิ" อะไรประมาณนั้น วินาทีนั้นเราได้ยินก็โกรธมาก เหมือนว่าเราไม่เก่งกอบโกยอะไรไม่ได้ แต่เราเลยสวนไปว่า คนเราคบกันไม่ได้อยู่ที่เงิน อยู่ที่ใจ (คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากหรอกสำหรับคนที่รู้ว่าความรักมันเป็นยังไง) ดิฉันเลยบอกว่า จะให้ดิฉันไปอยู่กับคนแก่ๆ  อย่าว่าแต่ต่างชาติเลย คนไทยดิฉันยังไม่อยากจะคิดเลยคะ ก็อย่างว่าชอบใครชอบมัน อาจจะเป็นคู่ของเขาก็ได้ ดิฉันก็ไม่ได้ว่าใครหรอกคะ แต่มาว่าดิฉันแล้วรับไม่ได้จริง ๆ เลยบอกว่า แล้วทำไมน้าไม่ไปเอาเองล่ะอยากได้เงินนักนิ เค้าเลยบอกเราว่าถ้าฉันไม่มีผัวนะเอาไปนานแล้ว (ไม่อยากจะบอกเลยว่ามีผัวก็อย่าได้ แต่ก็ไม่ได้ว่าออกไปหรอกกลัวบาปกรรม ยุให้คนอย่ากัน แต่ทุกวันนี้ได้ข่าวว่าผัวมันมีเมียน้อยเพราะบาปกรรมที่ชอบว่าให้คน ส่วนผัวมันสายตาไปบ้านมันทีอย่างกับจะกลืนกินดิฉัน) หลังจากวันนั้นแม่ดิฉันก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด แต่ดิฉันก็ไม่ได้เล่าให้แฟนดิฉันฟังแต่อย่างใด (ขืนเล่าให้ฟังมีหวังบ้านแตกเพราะแฟนค่อนข้างร้อนแรงอยู่ พอๆ กับดิฉัน) แต่แฟนมีมาพูดกับดิฉันที่ไปกินข้าวบ้านแม่ว่า "เดี๋ยวนี้แม่ดิฉันเปลี่ยนไป แปลก ๆ ไม่เหมือนเมื่อก่อนเหมือนมีอะไรอยู่ข้างใน แต่ดิฉันก็บอกคงไม่มีอะไรหรอกอย่าคิดมาก แต่แม่เปลี่ยนไปจริงๆ จากที่ไม่เคยโทรมาหาดิฉันตอนทำงาน ก็โทรมา แต่เป็นเรื่องเงิน บอกว่าตอนนี้มีเงินไหมสัก 5 พัน ดิฉันเลยถามแม่ว่าทำไมหรอ จะเอาไปจ่ายค่าแผง เดี๋ยวแม่จะใช้คืนฉันเลยให้แม่ไป และแม่ก็มาเอาเงินที่ออฟฟิศ (แล้วแม่ก็ใช้หนี้คืนดิฉัน 3 พันคะ แต่ไม่เป็นไรก็ช่วย ๆ กันไปคะ)

6.  จนดิฉันและแฟนเรียนจบกัน แต่ดิฉันก็ยังคงทำงานต่อไป ส่วนแฟนดิฉันก็มีแผนว่าเรียนจบคงกลับไปทำงานต่างประเทศเพราะเขารายได้จะดีกว่า แต่เขาก็ยังมีเงินใช้ไม่เหมือนเราเพราะที่บ้านเขาก็ส่งเงินมาให้อยู่กินที่เมืองไทย หลายเท่าของเงินเดือนเราอยู่ (แต่เขาก็ออกค่าคอนโด ค่าอยู่ ค่ากิน จิปาถะ) แต่เราก็ไม่ได้เคยขออะไรเขาหรอก ส่วนมากดิฉันก็ทำงานมีเงินเดือนใช้จ่ายอยู่แล้วไม่มากอะไรแต่ก็ไม่ได้ไปขอใคร เขาจะออกแนวซื้อของให้มากกว่า ได้แค่นี้ดิฉันก็ดีใจแล้วละคะ แต่เรื่องไม่จบแค่นั้นแม่ดิฉันก็โทรมาขอยืมเงิน ก้อนหนึ่งก็เกือบครึ่งแสนอยู่อ่ะคะ ดิฉันเลยบอกว่าไม่มีหรอกจะเอามาจากไหน หนี้บัตรเครดิตก็จะใช้ไม่หมดอยู่แล้ว ขั้นต่ำสุด ๆ แล้ว (เพราะบางทีไม่มีก็ไปกดออกมาใช้อีกบ้างคะ เลยทำให้เป็นหนี้ไม่หมดสักที ซึ่งก็ไม่ดีหรอกเป็นหนี้แต่มันไม่มีทางเลือก เห้อ ค้างเต่อยาวนาน) แม่เลยบอกให้ถามแฟน (นึกแล้วต้องเป็นแบบนี้ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง) ก็ปรึกษากับแฟน เลยให้แม่ยืม แม่ก็ผ่อนกับเรา 2 เดือน เก็บรายวันไม่ต้องมีดอกอะไร พอประมาณเหลือ อาทิตย์สุดท้าย แม่กลับพูดมาว่าจะเอาทุกบาททุกสตางค์เลยหรอ (คำพูดนี้ไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากของแม่ ) มันก็ทำให้ทะเลอะกับแม่ ไอ้เราก็ไม่อยากคิดมาก อีกคนแฟน อีกคนแม่ เลยตัดปัญหาเลยการไม่เก็บเงินที่เหลือกับแม่ก็หลักพันไม่เป็นไร และเราก็ทะเลาะกับแฟนนิดหน่อยเพราะเรื่องแบบนี้ไม่เข้าใครออกใครพูดมาแล้วพูดยาก ลำพังเราก็แย่อยู่แล้ว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแม่จะเป็นหนี้อะไรมากมาย

7. จนในที่สุด ปัญหาต่าง ๆ ก็เข้ามารุมเร้าหลายทาง เราทนไม่ไหวเลยไปลาออกจากงาน (อาจเป็นเพราะเครียดเรื่องงานด้วยแหละเรื่องครอบครัวหลาย ๆ อย่างรวมกันเลยทำให้เราเครียดมากเลย) ตกลงกับแฟนว่าจะไปอยู่ต่างประเทศเพราะแฟนมีแผนวางไว้ว่าจะไปทำงานที่ต่างประเทศอยู่แล้วเมื่อเรียนจน  เหมือนดิฉันคิดว่าไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า บางทีเหมือนเป็นการหนีปัญหา เช่น แม่ไม่โทรหาดิฉันทุกวัน (ก็เข้าใจว่าห่วง) เหมือนคิดว่าอยู่ไกลคนละซีกโลกค่าโทรแพงแม่คงไม่อยากโทรบ่อย เพราะเมื่อก่อนแม่โทรหาดิฉันทุกวันชอบเล่าเรื่องน้องชายประมาณว่า " น้องก็ยังไม่เข้าบ้าน, ไปมีเรื่องอะไรมาอีกแล้ว อะไรประมาณนี้เราก็อดไม่สบายใจไปด้วยไม่ได้ แต่ก็พูดอะไรได้ไม่เยอะ ได้แต่ปลอบแม่ว่าสักวันมันคงสำนึกได้ จนมีอยู่ครั้งหนึ่ง แม่โทรมาตอน ตี 1 เราก็ตกใจนึกว่ามีอะไรแม่ไม่เคยโทรมาแม่บอกว่าจะโทรหาน้องแต่กดเบอร์ผิดเป็นเบอร์เราบอกน้องยังไม่เข้าบ้านเลย ด้วยความที่เราก็เครียด ๆ อยู่แล้ว ก็ตกใจเลยตวาดแม่ไปว่า เบอร์หนูกับน้องเหมือนกันขนาดนั้นเลยหรอ ขอร้องได้ไหมเวลามีปัญหาอย่าเอาปัญหามาใส่ให้มันมากได้ไหม ไม่อยากรับรู้เรื่องอะไรอีกแล้ว แม่ก็บอกว่าแค่โทรผิดแม่ก็วางสายไป (เรารู้วินาทีนั้นว่าเราเลวมากที่ว่าแม่แบบนั้น เราเสียใจที่พูดแบบนั้นแต่เราตกใจจริง ๆ ช๊อกมาก ๆ เพราะในใจเราคิดอยู่ตลอดว่าใครเป็นอะไรอีกล่ะ เรากลัว กลัวมากที่จะได้ยินว่าเกิดอะไรขึ้น เราก็นอนร้องไห้ทั้งคืน , เพราะว่าเคยมีประวัติอันนี้เราไม่ได้เล่าตั้งแต่ตอนต้น ๆ *ตกหล่น*  ตอนเรานั่งทำงานแม่โทรหาเราว่าน้องโดนรถชนเราตกใจมากทำอะไรไม่ถูกไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับครอบครัวเรา พอดีน้องขับมอไซต์ไปชนกับรถยนต์ แม่กับพ่อเลยตามน้องไปที่โรงพยาบาล ให้เราไปเคลียร์กับตำรวจที่เกิดเหตุลงบันทึกประจำวันอะไรต่าง ๆ เราก็ลางานไปทำเรื่องจนจบแล้วก็ไปเยี่ยมน้องที่โรงพยาบาล ก็ไม่เป็นอะไรมากดีที่น้องใส่กันน๊อค)  แต่เราก็ไม่ได้คุยกับแม่หลายวัน แล้วดิฉันก็โทรไปขอโทษขอโพยแม่ว่าไม่ได้ตั้งใจแค่กลัวจริง ๆ

8. หลังจากนั้น ดิฉันก็เดินทางไปต่างประเทศกับแฟน (ตอนนี้ดิฉันอายุประมาณ 24 ย่าง 25คะ แฟนอ่อนกว่า 1 ปี กว่าคะ) แฟนดิฉันทำงาน ส่วนดิฉันก็ไม่ได้ทำงานอะไรเพราะยังหางานอยู่ ดิฉันก็ไม่ได้ส่งเงินให้แม่ใช้ตั้งแต่ดิฉันมา แต่ก็มีต่อเติมบ้านให้แม่ เอาเงินให้แม่ก้อนหนึ่งไว้แต่ไม่มากนัก (มาอยู่ต่างประเทศได้ปีกว่า ๆ แล้วละคะ) แฟนเขาเป็นคนหาเงินคนเดียว ยอมรับว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็แพงพอสมควร แม่ดิฉันก็โทรมาบอกว่าอยากเช่าบ้านใกล้ตลาด เพราะจะได้มีทำเลขายของเพิ่ม  แต่ปัญหาคือต้องไปจ่ายมัดจำเขาประมาณ สองหมื่นก่อนถึงจะได้อยู่ ดิฉันเลยบอกไปว่าไม่มี ตอนนี้แฟนก็ทำงานคนเดียวค่าใช้จ่ายก็เยอะ (แฟนไม่เข้าใจด้วยคะว่าทำไมต้องให้เงินพ่อแม่ใช้ พ่อกับแม่ต่างหากที่ต้องให้เงินเลี้ยงดูลูกคงคิดว่าพ่อกับแม่ยังทำงานได้อยู่ไม่แก่มากประมาณนี้ ความคิดเขากับเรามันต่างกันคะ ไม่อยากให้เขาว่าแม่เรางั้นงี้ แต่เราก็ไม่รู้จะหาเงินจากไหนมาให้แม่ ดิฉันควรทำอย่างไรดีคะ) เพราะแฟนก็รับพาระค่าบัตรเครดิตของเราด้วยคะ ขอถามดังนี้คะ
- ดิฉันควรกลับไปทำงานที่เมืองไทยดีไหมคะ อยู่เมืองนอกว่าจะมาขุดทองก็ไม่ได้ก็มีคะ อาหารการกินก็ลำบากกินแต่แป้ง แต่ถ้ากลับไปคงเจอปัญหาเดิม ๆ  แต่ก็ยังพอมีหวังที่จะได้เงินมาช่วยพ่อกับแม่บ้าง
- ดิฉันเลวไหมถ้าไม่กลับไปเมืองไทย และไม่ช่วยแม่
- คุณคิดอย่างไรคะ กับการให้เงินพ่อกับแม่ใช้ จะเลวไหมถ้าไม่ให้ใช้
- ค่อนข้างมึนงง พูดอะไรไม่ออกแล้วคะ ยังไงรบกวนขอคำปรึกษาเพื่อน ๆ ด้วยนะคะขอบคุณล่วงหน้าคะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่