สังคมไทย
ม๊อบมวลมหาประชาชน"ผุดบังเกิด"
เป็นปฏิกิริยาแบบ"ทนไม่ไหว"ต่อระบอบทุนสามานย์ ..ทุนใหม่
บนฐานปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่สะสมมาก่อนหน้า ยาวนาน โดยทุนเก่า
ทุนใหม่สร้างตัวตน จาก ทุนเก่าอนุมัติสัมปทานดาวเทียมให้และทำการสะสมทุนจากการโกงเชิงนโยบาย
เหวี่ยงกลับไปอุ้มคนจนเอามาสร้างความชอบธรรมทางการเมือง ด้วยลัทธิประชานิยมเลือกตั้งประชาธิปไตย 1สิทธิ1เสียง
ขณะที่กินเปอร์เซนต์ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ เหลือไว้เพียงน้อยนิดต่อผู้มุ่งหวังสร้างภาพ..ฐานเสียง..ความเหลื่อมล้ำ
ผลกระทบต่อประเทศ คือ เศรษฐกิจมหภาคเสียหายหนัก
รัฐบาลถังแตก ไม่มีเงินจ่ายชาวนา การส่งออกติดลบ แพงทั้งแผ่นดิน ค่าครองชีพสูงขึ้นต่อเนื่อง คุณภาพชีวิตผู้คนย่ำแย่
นอกจากการบริหารประเทศที่ไม่เอาไหนแล้ว รัฐบาลได้มีพฤติการณ์เหิมอำนาจด้วยการนิรโทษเหมาเข่งคนโกง คนฆ่าหมู่
ประกาศไม่ยอมรับคำตัดสินของศาล แก้ที่มาสว. แก้กฏหมาย ม.190เพื่อเพิ่มอำนาจตนเองในการเจรจากับต่างประเทศโดยไม่ต้องผ่านรัฐสภา วิบากกรรมที่รัฐบาลสร้างขึ้น ได้ทำลายหลักนิติรัฐ และนิติธรรม หลายประการ
จึงทำให้ขาดความชอบธรรมทางกฏหมาย และความชอบธรรมทางการเมือง
จนเกิดแรงต้าน และยกระดับไปสู่ปรากฏการณ์ม๊อบอารยะขัดขืน พลเมืองแข็งข้อขึ้น
ม๊อบ กปปส.ประกอบด้วยความหลากหลายของกลุ่มชนชั้น และเป็นชนชั้นกลางและกลางค่อนบนเป็นแกนนำ
ที่อาสาเข้ามาเคลื่อนไหวในหมวกของประชาชนคนธรรมดา มีประชาชนจากทุกกลุ่มชนชั้นในกรุงเทพและต่างจังหวัดหลายจังหวัด
เข้ามีส่วนร่วม โดยสำแดงออกเป็นการบริจาคเงิน และปัจจัยหนุนอื่นๆ เช่น อาหาร น้ำดื่ม ผ้าห่ม ขายสินค้าเอาเงินมาบริจาค เป็นต้น
ม๊อบ กปปส.ได้พิสูจน์แนวทางการต่อสู้แบบอหิงสา หรือสันติวิธีตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ด้วยมวลชนขนาดใหญ่ที่ไร้ความรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ และมีการยกระดับไปสู่การกดดันอำนาจรัฐให้หยุดทำงาน เพื่อนำสู่การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง
โดยสภาประชาชน ในระยะเปลี่ยนผ่านหนึ่งปีครึ่ง ประกอบด้วยภาคประชาชนสาขาอาชีพต่างๆ โดยปลอดจากนักการเมืองทุกพรรค
ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลและกองหนุน ยืนยันการเลือกตั้ง โดยชูธง 1สิทธิ1หนึ่ง คือสัจจธรรมของระบอบประชาธิปไตย
ผู้ใดจะละเมิดมิได้ จะเอาอำนาจนอกระบบใดๆ ไม่ว่า รัฐประหาร หรือ อำนาจเถื่อน อำนาจอันธพาล นอกระบบกฏหมายใดๆไม่ได้
พวกเขาไม่ต้องการให้นายกรักษาการลาออก เพื่อพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยไว้อย่างถึงที่สุด
แต่ละฝ่ายต่างอ้างว่า ไม่ต้องการความรุนแรง ไม่ต้องการรัฐประหาร และอยากให้มีการปฏิรูปประเทศ ด้วยกันทั้งสองฝ่าย
ฝ่ายอ้างสัจจธรรมการเลือกตั้ง ถือว่า การเคารพหลัก 1สิทธิ1เสียง คือ ประชาธิปไตยที่แท้
ฝ่ายอ้างปฏิรูปเพื่อสร้างกฏกติกาการเลือกตั้งให้เหมาะสม ก่อนการเลือกตั้ง คือ สันติภิวัฒน์โดยประชาชน เพื่อ ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์
พวกเขาตกอยู่ในหลุมพรางอะไรหรือไม่? และจำเป็นต้อง "เปลี่ยน" เพื่อ การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงอย่างไร?
เหมือนและต่างของ "การเปลี่ยน"
ม๊อบมวลมหาประชาชน"ผุดบังเกิด"
เป็นปฏิกิริยาแบบ"ทนไม่ไหว"ต่อระบอบทุนสามานย์ ..ทุนใหม่
บนฐานปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่สะสมมาก่อนหน้า ยาวนาน โดยทุนเก่า
ทุนใหม่สร้างตัวตน จาก ทุนเก่าอนุมัติสัมปทานดาวเทียมให้และทำการสะสมทุนจากการโกงเชิงนโยบาย
เหวี่ยงกลับไปอุ้มคนจนเอามาสร้างความชอบธรรมทางการเมือง ด้วยลัทธิประชานิยมเลือกตั้งประชาธิปไตย 1สิทธิ1เสียง
ขณะที่กินเปอร์เซนต์ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ เหลือไว้เพียงน้อยนิดต่อผู้มุ่งหวังสร้างภาพ..ฐานเสียง..ความเหลื่อมล้ำ
ผลกระทบต่อประเทศ คือ เศรษฐกิจมหภาคเสียหายหนัก
รัฐบาลถังแตก ไม่มีเงินจ่ายชาวนา การส่งออกติดลบ แพงทั้งแผ่นดิน ค่าครองชีพสูงขึ้นต่อเนื่อง คุณภาพชีวิตผู้คนย่ำแย่
นอกจากการบริหารประเทศที่ไม่เอาไหนแล้ว รัฐบาลได้มีพฤติการณ์เหิมอำนาจด้วยการนิรโทษเหมาเข่งคนโกง คนฆ่าหมู่
ประกาศไม่ยอมรับคำตัดสินของศาล แก้ที่มาสว. แก้กฏหมาย ม.190เพื่อเพิ่มอำนาจตนเองในการเจรจากับต่างประเทศโดยไม่ต้องผ่านรัฐสภา วิบากกรรมที่รัฐบาลสร้างขึ้น ได้ทำลายหลักนิติรัฐ และนิติธรรม หลายประการ
จึงทำให้ขาดความชอบธรรมทางกฏหมาย และความชอบธรรมทางการเมือง
จนเกิดแรงต้าน และยกระดับไปสู่ปรากฏการณ์ม๊อบอารยะขัดขืน พลเมืองแข็งข้อขึ้น
ม๊อบ กปปส.ประกอบด้วยความหลากหลายของกลุ่มชนชั้น และเป็นชนชั้นกลางและกลางค่อนบนเป็นแกนนำ
ที่อาสาเข้ามาเคลื่อนไหวในหมวกของประชาชนคนธรรมดา มีประชาชนจากทุกกลุ่มชนชั้นในกรุงเทพและต่างจังหวัดหลายจังหวัด
เข้ามีส่วนร่วม โดยสำแดงออกเป็นการบริจาคเงิน และปัจจัยหนุนอื่นๆ เช่น อาหาร น้ำดื่ม ผ้าห่ม ขายสินค้าเอาเงินมาบริจาค เป็นต้น
ม๊อบ กปปส.ได้พิสูจน์แนวทางการต่อสู้แบบอหิงสา หรือสันติวิธีตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ด้วยมวลชนขนาดใหญ่ที่ไร้ความรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ และมีการยกระดับไปสู่การกดดันอำนาจรัฐให้หยุดทำงาน เพื่อนำสู่การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง
โดยสภาประชาชน ในระยะเปลี่ยนผ่านหนึ่งปีครึ่ง ประกอบด้วยภาคประชาชนสาขาอาชีพต่างๆ โดยปลอดจากนักการเมืองทุกพรรค
ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลและกองหนุน ยืนยันการเลือกตั้ง โดยชูธง 1สิทธิ1หนึ่ง คือสัจจธรรมของระบอบประชาธิปไตย
ผู้ใดจะละเมิดมิได้ จะเอาอำนาจนอกระบบใดๆ ไม่ว่า รัฐประหาร หรือ อำนาจเถื่อน อำนาจอันธพาล นอกระบบกฏหมายใดๆไม่ได้
พวกเขาไม่ต้องการให้นายกรักษาการลาออก เพื่อพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยไว้อย่างถึงที่สุด
แต่ละฝ่ายต่างอ้างว่า ไม่ต้องการความรุนแรง ไม่ต้องการรัฐประหาร และอยากให้มีการปฏิรูปประเทศ ด้วยกันทั้งสองฝ่าย
ฝ่ายอ้างสัจจธรรมการเลือกตั้ง ถือว่า การเคารพหลัก 1สิทธิ1เสียง คือ ประชาธิปไตยที่แท้
ฝ่ายอ้างปฏิรูปเพื่อสร้างกฏกติกาการเลือกตั้งให้เหมาะสม ก่อนการเลือกตั้ง คือ สันติภิวัฒน์โดยประชาชน เพื่อ ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์
พวกเขาตกอยู่ในหลุมพรางอะไรหรือไม่? และจำเป็นต้อง "เปลี่ยน" เพื่อ การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงอย่างไร?