อย่าหวังว่า นายก จะทำอะไรได้...ซึ่งเธอไม่ทำร้ายประชาชน แน่ ๆ และนายกคนนี้ มีมติประจำใจว่า จะไม่ให้มือเปื้อนเลือดเป็นอันขาด
อย่าหวังว่า องค์กรอิสระ..จะออกมาช่วยเหลือประชาชน ก็เลือกข้างกันเห็น ๆ ชนิดเดาได้เลยว่าในอนาคต น่าจะนอนตะแคงตาย กันทุกคน...เขาเลือกแล้วว่า จะช่วยใคร จะกระทืบใครซ้ำมาตั้งแต่ต้น...
อย่าหวังว่า ....นายสุเทพจะหยุด เพราะนายสุเทพรู้ดีว่า ไม่มีหนทางใดเลยที่จะล้างคดีความที่สร้างไว้ก่อนหน้านี้ได้หมด ...
หากสถาปนาตัวเอง แล้วออกประกาศ ล้างผิดให้ตัวเองไม่ได้ โอกาสจะติดคุกสูง และจะเป็นสิ่งแรกที่นายสุเทพจะทำ โดยอ้างว่าเป็นการยกโทษให้ประชาชน
ทุกสิ่งทุกอย่างในเวลานี้ มันอยู่ที่แสงเทียนในมือของพวกท่าน
การก่อขึ้นจากคนตัวเล็ก ๆ ไม่กี่คน ที่กล้าเงยหน้าขึ้นตระโกนถาม...และบอกนายสุเทพ ว่าพวกเขาไม่เห็นด้วย..
ได้จุดประกาย...และกระจายออกไปมากขึ้น ๆ ๆ ๆ จากจุดเล็ก ๆ ไม่กี่คน กลายเป็นการรวมกันของหยดน้ำกระจายออกไปหลายที่
และที่น่าสนใจก็คือ เป็นการชี้ชัดว่า ...เป็นพลังคนกลาง ๆ ที่ไม่ได้เรียกร้องผลประโยชน์ให้พรรคการเมือง พรรคใดพรรคหนึ่ง แม้นจะโดนพยายามยัดเยียดข้อกล่าวหา ว่า จ้างมา จัดตั้งมา ก็ตาม แต่สัดส่วนของคนเสื้อแดงที่ไปร่วมกับ การจุดเทียนในเสื้อยืดสีขาว
มันเป็นสัดส่วนที่ น้อย ถึงน้อยมาก เพราะเขาค่อนข้างเจียมตัว เนื่องจากรู้ว่า เป็นพลเมืองชั้นสามครึ่ง
จึงไม่ค่อยอยากไปยุ่งเกี่ยวกับใครเท่าไหร่นัก แม้นจะมีสิทธิและเสียง ไม่น้อยไปกว่า คนอื่น ๆ ในประเทศนี้เช่นกัน
วันนี้ สิ่งที่นายสุเทพ กลัวมากจนออกอาการ ก็คือ แสงเทียนในมือของประชาชน
เปรียบเสมือน เชื้อไวรัส ที่กำลังจะเจอ ยาแอนตี้ไวรัส ฉีดเข้าไป
จึงออกอาการ พล่าน ไปทั่วทั้งบนเวที ทั้งในโซเชียล เนทเวอร์ค อย่างที่เห็น
พวกเขารับไม่ได้ ที่ยังมีคนเหล่านี้อยู่ในกรุงเทพ และที่สำคัญ เสียงชักดังมากขึ้น ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
เป็นพลังบริสุทธิ ชนิดไม่ต้องมีครัวราชดำเนินมาช่วย ไม่ต้องมีการ์ด มาคอยเคลียทางให้
แต่ทรงพลานุภาพ จนสื่อ ต้องให้พื้นที่ข่าวมากขึ้น
ยิ่ง มีแสงเทียนเกิดมากขึ้นเท่าไหร่ เสียงโหยหวนปวดแสบปวดร้อน ก็ดังไปทั่วถนนราชดำเนินมากขึ้นเท่านั้น...
ยิ่งมีการจุดเทียนขึ้นหลายจุดเท่าไหร่ ก็มีเสียงครวญคราง ด้วยความโกรธ ...ออกมาจาก ลิ่วล้อของกำนัน
ทั้ง ๆ ที่พวกเขา ขอแค่ ความสุข ที่พวกเขาพึงมี ...ด้วยการขอให้แก้ ปัญหาทางการเมืองด้วยสันติวิธีผ่านคูหาเลือกตั้ง
และไม่ได้เรียกร้องให้ช่วยกันเลือกพรรคใด พรรคหนึ่ง หรือ คนใดคนหนึ่ง เป็นการเฉพาะ
ไม่น่าเชื่อว่า พวกเขาจะถูกลากลงไปในวังวนของความขัดแย้ง ....
มองพวกเขาสิครับ เขาไม่ได้เปลี่ยนชื่อไปเปลี่ยนชื่อมา เหมือนการกระทำของ ม๊อบแอ๊บแบ้ว ร้อยชื่อ ที่ผ่านมา จำจำสีตัวเองไม่ได้ และกลายเป็น สลิ่ม ไปในที่สุด
พอกันที แล้วใส่เสื้อขาวจุดเทียน ขอให้ประเทศนี้แก้ปัญหาด้วยสันติ
แสงแห่งศรัทธา และเชื่อมั่นว่า มนุษย์ยังมีจิตสำนึกของความดีหลงกันอยู่บ้าง (นั่นเป็นสิ่งที่บอกว่าเราต่างกับเดรัจฉาน)
โกรธเกลียดอะไรพวกเขานักหนาครับ
ตอนนี้ สิ่งที่จะแก้ไขปัญหาได้ดีที่สุดไม่ใช่การสลายการชุมนุม ไม่ใช่ใช้แกซน้ำตายิงใส่
แต่ที่มันชะงัดและได้ผลที่สุด ก็คือ แสงเทียนแห่งการเชื่อมั่น และความศรัทธา ของประชาชนส่วนนี้หละครับ
จะล่อกับ นปช. คนเสื้อแดง ก็ล่อกับเขาตรง ๆ เลยครับ เขาพร้อมยืนสวนหมัดกับคุณทุกประเด็น
อย่าได้เอาคนอื่นที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย...มาทำร้ายเลยครับ
มันบาปกรรม
คงหวังพึ่งสิ่งศักดิสิทธิของบ้านเมืองอะไรไม่ได้แล้วครับ นอกจาก "แสงเทียน แห่งศรัทธา"ในมือของประชาชน
อย่าหวังว่า องค์กรอิสระ..จะออกมาช่วยเหลือประชาชน ก็เลือกข้างกันเห็น ๆ ชนิดเดาได้เลยว่าในอนาคต น่าจะนอนตะแคงตาย กันทุกคน...เขาเลือกแล้วว่า จะช่วยใคร จะกระทืบใครซ้ำมาตั้งแต่ต้น...
อย่าหวังว่า ....นายสุเทพจะหยุด เพราะนายสุเทพรู้ดีว่า ไม่มีหนทางใดเลยที่จะล้างคดีความที่สร้างไว้ก่อนหน้านี้ได้หมด ...
หากสถาปนาตัวเอง แล้วออกประกาศ ล้างผิดให้ตัวเองไม่ได้ โอกาสจะติดคุกสูง และจะเป็นสิ่งแรกที่นายสุเทพจะทำ โดยอ้างว่าเป็นการยกโทษให้ประชาชน
ทุกสิ่งทุกอย่างในเวลานี้ มันอยู่ที่แสงเทียนในมือของพวกท่าน
การก่อขึ้นจากคนตัวเล็ก ๆ ไม่กี่คน ที่กล้าเงยหน้าขึ้นตระโกนถาม...และบอกนายสุเทพ ว่าพวกเขาไม่เห็นด้วย..
ได้จุดประกาย...และกระจายออกไปมากขึ้น ๆ ๆ ๆ จากจุดเล็ก ๆ ไม่กี่คน กลายเป็นการรวมกันของหยดน้ำกระจายออกไปหลายที่
และที่น่าสนใจก็คือ เป็นการชี้ชัดว่า ...เป็นพลังคนกลาง ๆ ที่ไม่ได้เรียกร้องผลประโยชน์ให้พรรคการเมือง พรรคใดพรรคหนึ่ง แม้นจะโดนพยายามยัดเยียดข้อกล่าวหา ว่า จ้างมา จัดตั้งมา ก็ตาม แต่สัดส่วนของคนเสื้อแดงที่ไปร่วมกับ การจุดเทียนในเสื้อยืดสีขาว
มันเป็นสัดส่วนที่ น้อย ถึงน้อยมาก เพราะเขาค่อนข้างเจียมตัว เนื่องจากรู้ว่า เป็นพลเมืองชั้นสามครึ่ง
จึงไม่ค่อยอยากไปยุ่งเกี่ยวกับใครเท่าไหร่นัก แม้นจะมีสิทธิและเสียง ไม่น้อยไปกว่า คนอื่น ๆ ในประเทศนี้เช่นกัน
วันนี้ สิ่งที่นายสุเทพ กลัวมากจนออกอาการ ก็คือ แสงเทียนในมือของประชาชน
เปรียบเสมือน เชื้อไวรัส ที่กำลังจะเจอ ยาแอนตี้ไวรัส ฉีดเข้าไป
จึงออกอาการ พล่าน ไปทั่วทั้งบนเวที ทั้งในโซเชียล เนทเวอร์ค อย่างที่เห็น
พวกเขารับไม่ได้ ที่ยังมีคนเหล่านี้อยู่ในกรุงเทพ และที่สำคัญ เสียงชักดังมากขึ้น ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
เป็นพลังบริสุทธิ ชนิดไม่ต้องมีครัวราชดำเนินมาช่วย ไม่ต้องมีการ์ด มาคอยเคลียทางให้
แต่ทรงพลานุภาพ จนสื่อ ต้องให้พื้นที่ข่าวมากขึ้น
ยิ่ง มีแสงเทียนเกิดมากขึ้นเท่าไหร่ เสียงโหยหวนปวดแสบปวดร้อน ก็ดังไปทั่วถนนราชดำเนินมากขึ้นเท่านั้น...
ยิ่งมีการจุดเทียนขึ้นหลายจุดเท่าไหร่ ก็มีเสียงครวญคราง ด้วยความโกรธ ...ออกมาจาก ลิ่วล้อของกำนัน
ทั้ง ๆ ที่พวกเขา ขอแค่ ความสุข ที่พวกเขาพึงมี ...ด้วยการขอให้แก้ ปัญหาทางการเมืองด้วยสันติวิธีผ่านคูหาเลือกตั้ง
และไม่ได้เรียกร้องให้ช่วยกันเลือกพรรคใด พรรคหนึ่ง หรือ คนใดคนหนึ่ง เป็นการเฉพาะ
ไม่น่าเชื่อว่า พวกเขาจะถูกลากลงไปในวังวนของความขัดแย้ง ....
มองพวกเขาสิครับ เขาไม่ได้เปลี่ยนชื่อไปเปลี่ยนชื่อมา เหมือนการกระทำของ ม๊อบแอ๊บแบ้ว ร้อยชื่อ ที่ผ่านมา จำจำสีตัวเองไม่ได้ และกลายเป็น สลิ่ม ไปในที่สุด
พอกันที แล้วใส่เสื้อขาวจุดเทียน ขอให้ประเทศนี้แก้ปัญหาด้วยสันติ
แสงแห่งศรัทธา และเชื่อมั่นว่า มนุษย์ยังมีจิตสำนึกของความดีหลงกันอยู่บ้าง (นั่นเป็นสิ่งที่บอกว่าเราต่างกับเดรัจฉาน)
โกรธเกลียดอะไรพวกเขานักหนาครับ
ตอนนี้ สิ่งที่จะแก้ไขปัญหาได้ดีที่สุดไม่ใช่การสลายการชุมนุม ไม่ใช่ใช้แกซน้ำตายิงใส่
แต่ที่มันชะงัดและได้ผลที่สุด ก็คือ แสงเทียนแห่งการเชื่อมั่น และความศรัทธา ของประชาชนส่วนนี้หละครับ
จะล่อกับ นปช. คนเสื้อแดง ก็ล่อกับเขาตรง ๆ เลยครับ เขาพร้อมยืนสวนหมัดกับคุณทุกประเด็น
อย่าได้เอาคนอื่นที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย...มาทำร้ายเลยครับ
มันบาปกรรม