เพราะหลายคนมั่นใจมากวัดจากแค่ยอดซื้อสุทธิในหุ้นและทีเฟกซ์ของต่างชาติเมื่อวาน
เช้านี้จึงเป็นไปได้ที่จะแห่เข้าตอนเปิดเยอะเพราะกลัวตกรถ สุดท้ายถ้าเปิดมาสูงก็รับประกันได้เลยว่าดอยทันที อย่างน้อยก็ดอยในวัน
ในขณะที่สถานการณ์การเมืองภายในกำลังระอุ มีการเร่งเชื้อปะทุและยัดฟืนเข้ากองไฟ
หลายคนให้น้ำหนักต่างชาติมากกว่าการเมืองภายใน ซึ่งจุดนี้แหละน่ากลัว เมื่อเขามองเกมออกรู้ว่าย่อยจะตามหรั่ง อะไรจะเกิดขึ้น?
ในยุคที่ตุลาการมีอำนาจล้นฟ้า คือคณะผู้ปกครองประเทศอย่างแท้จริง (Absolute Power)
การตัดสินหรือคำสั่งใดลงมาย่อมส่งผลกระทบต่อนโนบายการดำเนินงานของประเทศในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย
ในเมื่อผู้มีอำนาจเป็นพวกอนุรักษ์นิยม (Conservative) โครงการพัฒนาด้วยเงินทุนมหาศาลในด้านต่างๆ ส่อแววไม่มีโอกาสได้เกิดไปอีกหลายสิบปี
โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ รวมทั้งรถไฟฟความเร็วสูง จะเกิดลำบากแม้รัฐบาลชุดเดิมจะได้รับการเลือกตั้งกลับเข้ามา
ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อหุ้นทั้งตลาด ทุกเซ็กเตอร์ที่เก็งกันไปล่วงหน้าว่าจะได้ประโยชน์อะไรกันบ้างจากการพัฒนา 2 ล้านล้าน
แม้แต่กลุ่มอสังหาฯ ที่ขยายพื้นที่ไปตามแนวรถไฟฟ้าความเร็วสูงล่วงหน้า หรือกลุ่มรับเหมา ก่อสร้าง แม้แต่เซ็กเตอร์หลักอย่างค้าปลีก
ที่ฝันกันไปไกลว่าความเจริญจะกระจายไปสู่ชนบท ทำให้คนบ้านนอกมีกำลังจับจ่ายซื้อของได้มากขึ้น
ถ้าไม่มีปัจจัยการเมือง มีโอกาสสูงมากว่าตลาดหุ้นบ้านเราแค่ปรับฐาน แค่ย่อ บางคนมองว่านี่แค่เวฟ 4 รอเวฟ 5 ยาวๆ แรงๆ มาแน่นอน
แต่เวฟ 5 จะเกิดได้เขาเก็งไว้ที่ 2 ล้านล้าน และรถไฟความเร็วสูง ที่จะมาเป็น 1 ในตัวกระตุ้นให้มันไปได้
และยิ่งถ้าอำนาจเปลี่ยนขั้ว ฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้กลับมาบริหารประเทศเต็มสูบผ่านรูปแบบสภาประชาชน เชื่อว่านโยบายด้านการลงทุนขนาดใหญ่จะไม่เกิดขึ้น
แต่การลงทุนจะถูกเน้นไปที่การสร้าง Propaganda เช่นการลงทุนด้านการศึกษา ทำให้คนมีความรู้ เน้นพัฒนาคน ทำให้คนเป็นคนดี เชิดชูคุณธรรม
อนุรักษ์วัฒนธรรมไทย รักษาประเพณีพื้นบ้าน และอยู่อย่างพอเพียง แต่เน้นโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ให้ประชาชนรู้สึกว่าเราอยู่ในเมืองของดีและมีความสุขด้านจิตใจ
จะเป็นการลงทุนในด้านที่ไม่ใช่วัตถุและจับต้องไม่ได้ และไม่สามารถวัดผลทางเศรษฐกิจได้ จะไม่มียามากระตุ้นภาคเศรษฐกิจมากนัก
แต่จะเน้นหนักไปที่การโฆษณาชวนเชื่อว่าเศรษฐกิจเราดีแล้ว ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มแล้ว
ตลาดหุ้นมีโอกาสเป็นขาลงใหญ่แบบเต็มตัว คือลงนานเป็น 10 ปี แถว 1600 จุดที่ผ่านมาจะคือดอยยอดที่ 2 ในช่วงหลายทศวรรษของตลาดทุนไทย
ขาลงจะยาวนานและยืดเยื้อจนเกินจะคาดคิดและรอไหว รอบใหม่จะมาอาจไปสูงกว่า 2000 - 3000 จุด แต่ะใช้เวลาเป็นสิบปี
ตอนนี้พื้นฐานด้านบริษัทจดทะเบียน ด้านธนาคารยังแข็งแกร่งก็จริง แต่เมื่อประเทศไทยส่อแววไร้การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต
ภาคส่วนเหล่านี้จะอ่อนแอลงไปเองตามธรรมชาติ ซึ่งแน่นอนมันต้องใช้เวลา
ตอนนี้เรายังมองไม่เห็นอนาคต เลยคิดไม่ออกว่ามันจะดีหรือเลวร้ายแค่ไหน นักลงทุนรายย่อยมักรอให้เกิดผลลัพท์ก่อนจึงค่อยมาดูสาเหตุ
สุดท้ายตัวเองก็ติดอยู่ในวังวนที่ไม่สามารถหาทางออกได้
ก่อนหน้านี้ยังมีใจเอียนเอียงไปในทางว่าหุ้นมีโอกาสกลับตัวเพราะลงสุดแล้วนิดหน่อย แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกมองเห็นภาพในอนาคตแล้วว่ามันจะเป็นยังไง
นี่คงอธิบายได้ว่าทำไมต่างชาติถึงทยอยขายมาตลอดทาง นอกจากนำเงินกลับเพราะ FED จะยุติ QE จนหมดภายในสิ้นปีนี้
อาจะเป็นจังหวะในการถอนทุนเพราะตลาดหุ้นไทยหมดรอบขาขึ้นใหญ่แล้วจริงๆ
นักลงทุนต่างชาติมีเงินมาลงทุนมหาศาล การถอนทุนไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาแค่ 3-6 เดือน แต่ใช้เวลาเป็นปี
และเชื่อว่าต่างชาติจะมองภาพการเมืองไทยในอนาคตชัดเจนและไกลกว่านักลงทุนรายย่อยมาก
ตอนนี้เลยเริ่มไม่แน่ใจว่าถ้า ถ้าดัชนีลงมาถึง 1000 - 1100 จุดจริง ตัวเองยังกะกล้าเข้าซื้อเลยในทันทีหรือไม่
เพราะการเมืองไม่ใช่ ไม่ได้มีผลกับตลาดหุ้น แต่การเมืองสามารถกำหนดทิศทางตลาดหุ้นในอนาคตได้อย่างชัดเจน
ออกมาจากกรอบเดิมๆ ที่มองว่าเมื่อเปลี่ยนขั้วหรือเลือกตั้งใหม่ทุกอย่างจะจบ เศรษฐกิจจะเดินหน้าต่อ นั่นมันใช้ได้สำหรับเมื่อก่อน
แต่ตอนนี้รูปแบบมันเปลี่ยนไป เพราะความต้องการมันมากกว่าการเลือกตั้งใหม่
แต่ต้องการระบบการปกครองใหม่ ระบบที่จะทำให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และมีแนวโน้มสูงว่าจะเอียนเอียงไปด้านอนุรักษ์นิยมมากว่าทุนนิยม
ซึ่งรู้กันดีว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจต่อการลงทุนและตลาดทุนแบบโลกเสรีนิยม
หลายเดือนที่ผ่านมาอาจฟังกันชินหูโดยไม่ระคายเคืองว่า การตั้งสภาประชาชน ความต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ เป็นสิ่งที่ดีและสวยงาม
ต่างกันลิบลับกับความรู้สึกก่อนหน้านี้ เมื่อมีการพูดถึงฝ่ายการเมืองอีกด้านต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งจะฟังดูเลวร้าย ดูแย่ขึ้นมาทันที
ทั้งที่ในความจริง มันแทบไม่ต่างกันเลย อยู่ที่ว่ารูปแบบใหม่เอื้อให้ใครมามีอำนาจมากกว่า
แต่ด้วยอำนาจของพลังโฆษณาชวนเชื่อ สามารถเปลี่ยนได้ทุกอย่างแบบพลิกผ่ามือ
นักลงทุนต้องตัดเรื่องความชอบทางการเมืองส่วนตัวออกไป แล้วมองความเป็นจริง เราเกลียดผู้นำทุนนิยม แต่เราก็ชอบตัวทุนนิยม
เพราะมันช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและทำให้ตลาดทุนเติบโตและไปได้ ซึ่งส่งผลต่อกำไรในหุ้นที่เราถือ
หรือเราจะยอมเสียสละเพื่อชาติ ยอมขาดทุนเพื่อชาติ ยอมติดดอยเพื่อชาติ เพื่อให้นายทุนในคราบอนุรักษ์นิยมเสวยสุขบนกำไรของรายย่อย
การอ้างเพื่อชาติเป็นแค่คำพูดที่ถูกคิดขึ้นมาเพื่อให้ข้อความที่ตัวเองต้องการส่งมีพลัง และอยู่ฝ่ายเดียวกับชาติซึ่งไม่มีใครปฎิเสธได้
และคงไม่มีอยากอยู่ตรงข้ามกับชาติ นั่นเป็นเหตุว่าทำไมถึงนิยมใช้คำว่าเพื่อชาติในการกระตุ้นให้คนอื่นเห็นด้วยกับเรา
ความไม่แน่นอน
------------------
คือตัวแปรสำคัญ เพราะความต้องการที่แท้จริงของการชุมนุมครั้งนี้ยังไม่ถูกเปิดเผย ซึ่งดูแล้วอาจยิ่งใหญ่ มีความสำคัญ และจะส่งผลกระทบในทุกๆ ด้าน
การปฎิรูปและสภาประชาชน เป็นแค่เครื่องมือและฉากหน้าในการนำเสนอ เพื่อไม่ให้ประชาชนตกใจ
ส่งให้ผล
---------
บรรยากาศไม่เอื้อต่อการลงทุน หลายคนหวังปันผลในรอบสั้นๆ ที่กำลังจะมาถึง แต่กลับไปดูดีๆ หุ้นปันผลแต่ละตัวมันลงมากี่เปอร์เซนต์แล้ว
เพราะฉะนั้นปันผลแค่ 1 - 5% แทบไม่มีความหมายอะไรให้ต้องลุ้นหรือเข้าไปเก็งกำไร รอซื้อตอนลงยังมีโอกาสได้กำไรมากกว่าปันผล
เมื่อหลายคนหวังช่วงปันผล หุ้นมันก็อาจไม่ขึ้นตามใจหวังเหมือนช่วงวินโดว์เดรซซิ่ง
ยิ่งความไม่นอนมีมากขึ้นเท่าไหร่ นักลงทุนยิ่งต้องมองให้กว้างและไกลมากกว่าเดิม สถานการณ์ตอนนี้มันแตกต่างจากหลายๆ ครั้งที่เคยเกิดขึ้นมาก
ต่างชาติจะซื้อได้สักเท่าไหร่ ในเมื่อตัวเองก็เพิ่งระบายของออกมาข้างบนไม่ไกลจากนี้มาก ระยะยาวจึงเสี่ยงไหลลงและทำให้หลายคนตอนนี้ติดดอยได้ง่ายๆ
แต่การนิ่งเฉยไม่ทำอะไรอาจหมายถึงการขาดทุนของนักลงทุนอาชีพ ดังนั้นพวกเขาจึงทำได้แค่เล่นรอบสั้นๆ ในทางลง
แต่ถ้าเป็นนักลงทุนทั่วไป ไม่มีความสามารถเพียงพอการนิ่งเฉยไม่ทำอะไรอาจจะทำให้เงินของคุณปลอยภัยมากกว่า
ไร้อนาคต (วันนี้ถ้าเปิดสูง เปิดโดด ต้องเตรียมตัว)
เช้านี้จึงเป็นไปได้ที่จะแห่เข้าตอนเปิดเยอะเพราะกลัวตกรถ สุดท้ายถ้าเปิดมาสูงก็รับประกันได้เลยว่าดอยทันที อย่างน้อยก็ดอยในวัน
ในขณะที่สถานการณ์การเมืองภายในกำลังระอุ มีการเร่งเชื้อปะทุและยัดฟืนเข้ากองไฟ
หลายคนให้น้ำหนักต่างชาติมากกว่าการเมืองภายใน ซึ่งจุดนี้แหละน่ากลัว เมื่อเขามองเกมออกรู้ว่าย่อยจะตามหรั่ง อะไรจะเกิดขึ้น?
ในยุคที่ตุลาการมีอำนาจล้นฟ้า คือคณะผู้ปกครองประเทศอย่างแท้จริง (Absolute Power)
การตัดสินหรือคำสั่งใดลงมาย่อมส่งผลกระทบต่อนโนบายการดำเนินงานของประเทศในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย
ในเมื่อผู้มีอำนาจเป็นพวกอนุรักษ์นิยม (Conservative) โครงการพัฒนาด้วยเงินทุนมหาศาลในด้านต่างๆ ส่อแววไม่มีโอกาสได้เกิดไปอีกหลายสิบปี
โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ รวมทั้งรถไฟฟความเร็วสูง จะเกิดลำบากแม้รัฐบาลชุดเดิมจะได้รับการเลือกตั้งกลับเข้ามา
ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อหุ้นทั้งตลาด ทุกเซ็กเตอร์ที่เก็งกันไปล่วงหน้าว่าจะได้ประโยชน์อะไรกันบ้างจากการพัฒนา 2 ล้านล้าน
แม้แต่กลุ่มอสังหาฯ ที่ขยายพื้นที่ไปตามแนวรถไฟฟ้าความเร็วสูงล่วงหน้า หรือกลุ่มรับเหมา ก่อสร้าง แม้แต่เซ็กเตอร์หลักอย่างค้าปลีก
ที่ฝันกันไปไกลว่าความเจริญจะกระจายไปสู่ชนบท ทำให้คนบ้านนอกมีกำลังจับจ่ายซื้อของได้มากขึ้น
ถ้าไม่มีปัจจัยการเมือง มีโอกาสสูงมากว่าตลาดหุ้นบ้านเราแค่ปรับฐาน แค่ย่อ บางคนมองว่านี่แค่เวฟ 4 รอเวฟ 5 ยาวๆ แรงๆ มาแน่นอน
แต่เวฟ 5 จะเกิดได้เขาเก็งไว้ที่ 2 ล้านล้าน และรถไฟความเร็วสูง ที่จะมาเป็น 1 ในตัวกระตุ้นให้มันไปได้
และยิ่งถ้าอำนาจเปลี่ยนขั้ว ฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้กลับมาบริหารประเทศเต็มสูบผ่านรูปแบบสภาประชาชน เชื่อว่านโยบายด้านการลงทุนขนาดใหญ่จะไม่เกิดขึ้น
แต่การลงทุนจะถูกเน้นไปที่การสร้าง Propaganda เช่นการลงทุนด้านการศึกษา ทำให้คนมีความรู้ เน้นพัฒนาคน ทำให้คนเป็นคนดี เชิดชูคุณธรรม
อนุรักษ์วัฒนธรรมไทย รักษาประเพณีพื้นบ้าน และอยู่อย่างพอเพียง แต่เน้นโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ให้ประชาชนรู้สึกว่าเราอยู่ในเมืองของดีและมีความสุขด้านจิตใจ
จะเป็นการลงทุนในด้านที่ไม่ใช่วัตถุและจับต้องไม่ได้ และไม่สามารถวัดผลทางเศรษฐกิจได้ จะไม่มียามากระตุ้นภาคเศรษฐกิจมากนัก
แต่จะเน้นหนักไปที่การโฆษณาชวนเชื่อว่าเศรษฐกิจเราดีแล้ว ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มแล้ว
ตลาดหุ้นมีโอกาสเป็นขาลงใหญ่แบบเต็มตัว คือลงนานเป็น 10 ปี แถว 1600 จุดที่ผ่านมาจะคือดอยยอดที่ 2 ในช่วงหลายทศวรรษของตลาดทุนไทย
ขาลงจะยาวนานและยืดเยื้อจนเกินจะคาดคิดและรอไหว รอบใหม่จะมาอาจไปสูงกว่า 2000 - 3000 จุด แต่ะใช้เวลาเป็นสิบปี
ตอนนี้พื้นฐานด้านบริษัทจดทะเบียน ด้านธนาคารยังแข็งแกร่งก็จริง แต่เมื่อประเทศไทยส่อแววไร้การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต
ภาคส่วนเหล่านี้จะอ่อนแอลงไปเองตามธรรมชาติ ซึ่งแน่นอนมันต้องใช้เวลา
ตอนนี้เรายังมองไม่เห็นอนาคต เลยคิดไม่ออกว่ามันจะดีหรือเลวร้ายแค่ไหน นักลงทุนรายย่อยมักรอให้เกิดผลลัพท์ก่อนจึงค่อยมาดูสาเหตุ
สุดท้ายตัวเองก็ติดอยู่ในวังวนที่ไม่สามารถหาทางออกได้
ก่อนหน้านี้ยังมีใจเอียนเอียงไปในทางว่าหุ้นมีโอกาสกลับตัวเพราะลงสุดแล้วนิดหน่อย แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกมองเห็นภาพในอนาคตแล้วว่ามันจะเป็นยังไง
นี่คงอธิบายได้ว่าทำไมต่างชาติถึงทยอยขายมาตลอดทาง นอกจากนำเงินกลับเพราะ FED จะยุติ QE จนหมดภายในสิ้นปีนี้
อาจะเป็นจังหวะในการถอนทุนเพราะตลาดหุ้นไทยหมดรอบขาขึ้นใหญ่แล้วจริงๆ
นักลงทุนต่างชาติมีเงินมาลงทุนมหาศาล การถอนทุนไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาแค่ 3-6 เดือน แต่ใช้เวลาเป็นปี
และเชื่อว่าต่างชาติจะมองภาพการเมืองไทยในอนาคตชัดเจนและไกลกว่านักลงทุนรายย่อยมาก
ตอนนี้เลยเริ่มไม่แน่ใจว่าถ้า ถ้าดัชนีลงมาถึง 1000 - 1100 จุดจริง ตัวเองยังกะกล้าเข้าซื้อเลยในทันทีหรือไม่
เพราะการเมืองไม่ใช่ ไม่ได้มีผลกับตลาดหุ้น แต่การเมืองสามารถกำหนดทิศทางตลาดหุ้นในอนาคตได้อย่างชัดเจน
ออกมาจากกรอบเดิมๆ ที่มองว่าเมื่อเปลี่ยนขั้วหรือเลือกตั้งใหม่ทุกอย่างจะจบ เศรษฐกิจจะเดินหน้าต่อ นั่นมันใช้ได้สำหรับเมื่อก่อน
แต่ตอนนี้รูปแบบมันเปลี่ยนไป เพราะความต้องการมันมากกว่าการเลือกตั้งใหม่
แต่ต้องการระบบการปกครองใหม่ ระบบที่จะทำให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และมีแนวโน้มสูงว่าจะเอียนเอียงไปด้านอนุรักษ์นิยมมากว่าทุนนิยม
ซึ่งรู้กันดีว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจต่อการลงทุนและตลาดทุนแบบโลกเสรีนิยม
หลายเดือนที่ผ่านมาอาจฟังกันชินหูโดยไม่ระคายเคืองว่า การตั้งสภาประชาชน ความต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ เป็นสิ่งที่ดีและสวยงาม
ต่างกันลิบลับกับความรู้สึกก่อนหน้านี้ เมื่อมีการพูดถึงฝ่ายการเมืองอีกด้านต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งจะฟังดูเลวร้าย ดูแย่ขึ้นมาทันที
ทั้งที่ในความจริง มันแทบไม่ต่างกันเลย อยู่ที่ว่ารูปแบบใหม่เอื้อให้ใครมามีอำนาจมากกว่า
แต่ด้วยอำนาจของพลังโฆษณาชวนเชื่อ สามารถเปลี่ยนได้ทุกอย่างแบบพลิกผ่ามือ
นักลงทุนต้องตัดเรื่องความชอบทางการเมืองส่วนตัวออกไป แล้วมองความเป็นจริง เราเกลียดผู้นำทุนนิยม แต่เราก็ชอบตัวทุนนิยม
เพราะมันช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและทำให้ตลาดทุนเติบโตและไปได้ ซึ่งส่งผลต่อกำไรในหุ้นที่เราถือ
หรือเราจะยอมเสียสละเพื่อชาติ ยอมขาดทุนเพื่อชาติ ยอมติดดอยเพื่อชาติ เพื่อให้นายทุนในคราบอนุรักษ์นิยมเสวยสุขบนกำไรของรายย่อย
การอ้างเพื่อชาติเป็นแค่คำพูดที่ถูกคิดขึ้นมาเพื่อให้ข้อความที่ตัวเองต้องการส่งมีพลัง และอยู่ฝ่ายเดียวกับชาติซึ่งไม่มีใครปฎิเสธได้
และคงไม่มีอยากอยู่ตรงข้ามกับชาติ นั่นเป็นเหตุว่าทำไมถึงนิยมใช้คำว่าเพื่อชาติในการกระตุ้นให้คนอื่นเห็นด้วยกับเรา
ความไม่แน่นอน
------------------
คือตัวแปรสำคัญ เพราะความต้องการที่แท้จริงของการชุมนุมครั้งนี้ยังไม่ถูกเปิดเผย ซึ่งดูแล้วอาจยิ่งใหญ่ มีความสำคัญ และจะส่งผลกระทบในทุกๆ ด้าน
การปฎิรูปและสภาประชาชน เป็นแค่เครื่องมือและฉากหน้าในการนำเสนอ เพื่อไม่ให้ประชาชนตกใจ
ส่งให้ผล
---------
บรรยากาศไม่เอื้อต่อการลงทุน หลายคนหวังปันผลในรอบสั้นๆ ที่กำลังจะมาถึง แต่กลับไปดูดีๆ หุ้นปันผลแต่ละตัวมันลงมากี่เปอร์เซนต์แล้ว
เพราะฉะนั้นปันผลแค่ 1 - 5% แทบไม่มีความหมายอะไรให้ต้องลุ้นหรือเข้าไปเก็งกำไร รอซื้อตอนลงยังมีโอกาสได้กำไรมากกว่าปันผล
เมื่อหลายคนหวังช่วงปันผล หุ้นมันก็อาจไม่ขึ้นตามใจหวังเหมือนช่วงวินโดว์เดรซซิ่ง
ยิ่งความไม่นอนมีมากขึ้นเท่าไหร่ นักลงทุนยิ่งต้องมองให้กว้างและไกลมากกว่าเดิม สถานการณ์ตอนนี้มันแตกต่างจากหลายๆ ครั้งที่เคยเกิดขึ้นมาก
ต่างชาติจะซื้อได้สักเท่าไหร่ ในเมื่อตัวเองก็เพิ่งระบายของออกมาข้างบนไม่ไกลจากนี้มาก ระยะยาวจึงเสี่ยงไหลลงและทำให้หลายคนตอนนี้ติดดอยได้ง่ายๆ
แต่การนิ่งเฉยไม่ทำอะไรอาจหมายถึงการขาดทุนของนักลงทุนอาชีพ ดังนั้นพวกเขาจึงทำได้แค่เล่นรอบสั้นๆ ในทางลง
แต่ถ้าเป็นนักลงทุนทั่วไป ไม่มีความสามารถเพียงพอการนิ่งเฉยไม่ทำอะไรอาจจะทำให้เงินของคุณปลอยภัยมากกว่า