เพราะไม่สามารถคาดเดาสถานการณ์ตอนจบได้ ระยะยาวยังไม่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน พอหุ้นขึ้นมา 2-3 วัน หลายคนลืมที่มันเพิ่งลงมาจนหมดสิ้น
เริ่มเห็นมีการพูดถึงการลงทุนระยะยาว การสะสม ถึงจุดกลับตัว และสถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายเหมือนในอดีต ภาคธนาคารยังแข็งแกร่งทำให้ไม่น่าเกิดวิกฤติใหญ่เหมือนปี 40
ซึ่งก็ถูก แต่สภาวะเศรษฐกิจไทยตอนนี้ชะลอตัวและถดถอยลงมาก แม้จะไม่เกิดวิกฤติแบบระเบิดลูกเดียว แต่ปัญหาจะยืดเยื้อทำให้ตลาดค่อยๆ ซึมลงอย่างช้าๆ (ไซด์เวย์ดาวน์)
แบบนี้แหละที่น่ากลัวที่สุด น่ากลัวกว่าการลงแรงๆ เสียอีก เพราะระหว่างทางจะมีกระตุกไปเรื่อยๆ ทำให้นักลงทุนรายใหม่ รายเก่าขนเงินเข้ามาเติม
เพราะคิดไปเองว่ามันสุดแล้ว
และตอนนี้มันปัจจัยแทรกซ้อนที่เป็นตัวแปรสำคัญนั่นคือการเมือง ต่างจากปี 40 ที่มีแค่ปัญหาเศรษฐกิจ การเมืองถ้าไม่ยืดเยื้อก็ไม่แรง ส่งผลไม่มาก
แต่ถ้ายิ่งยืดเยื้อ มันจะยิ่งน่ากล้วกว่าปัญหาเศรษฐกิจเสียอีก ทำไมนะเหรอ เพราะเมื่อก่อนปัญหาการเมืองมีกรอบอยู่แค่ ชุมนุม ประท้วง ให้รัฐยุบสภาหรือลาออก เต็มที่แค่นั้น
พอเลือกตั้งใหม่หรือมีรัฐบาลใหม่ ทุกอย่างก็จบ รอไปอีก 1-2 ปีถึงค่อยมีพวกประท้วงโผล่ขึ้นมาใหม่
ตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้นเพราะข้อเรียกร้องมันสุดโต่ง คือต้องการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองใหม่ ซึ่งเรายังไม่รู้ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน
แต่ประเมินกันไว้แล้วว่าถ้าฝ่ายเรียกร้องทำได้สำเร็จ จะมีการกุมอำนาจโดยกลุ่มอำนาจเก่าผ่านตัวแทนที่เรียกว่าสภาประชาชน
โดยใช้ตัวแทนฝ่ายตัวเองจากองค์กรและภาคส่วนต่างๆ เข้าไปบริหาร คล้ายยุครัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์หลังรัฐประหารปี 49
เพียงแต่ตอนนั้นยังอยู่ในฟอร์มของรัฐบาล แต่ตอนนี้จะไม่ใช่ จะเป็นฟอร์มใหม่ที่เขาคิดขึ้นมา
ระบบสส. และการเลือกตั้งจะหายไป หรือถ้ามีจะถูกลดขนาดลงจนไม่มีสำคัญอีกต่อไป และใช้การแต่งตั้งผ่านคนของตัวเองเข้ามาในรูปสภาประชาชน
จุดนี้คือสิ่งที่น่ากังวล แม้จะมีการประโคมข่าวในประเทศว่านี่คือสิ่งที่ดีและถูกต้อง แต่ในสายตาต่างชาติมันไม่ต่างอะไรจากเผด็จการ
เพราะประชาชนไม่มีสิทธ์ออกเสียง หรือถึงมี เสียงประชาชนจะถูกลดทอนความสำคัญลงไป
จำนวนเสียงจะไม่ได้ถูกวัดตามจำนวนประชากร 1 คนจะไม่เท่ากับ 1 เสียง แต่มันจะขึ้นอยู่กับว่า คนนั้นสำคัญแค่ไหน ยิ่งสำคัญยิ่งมีเสียงมาก
บรรยากาศการลงทุนจะหายไปแม้บริษัทจดทะเบียนจะทำกำไรและเติบโตก็ตาม แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะต้องออกมาต่อต้านแน่นอน
หรือถ้าเลือกตั้งสำเร็จ ฝ่ายที่ต่อต้านอีกฝั่งก็จะต้องออกมาเผชิญหน้า ยังไม่นับรวมระเบิดเวลาจาก ปปช และศาลรัฐธรรมนูญ
ที่พร้อมจุดระเบิดได้ตลอดเวลา ถ้าสถานการณ์ไหลไปถึงจุดที่ตัวเองคิดว่าได้รับความชอบธรรมเพียงพอ
ใครจะรู้ พอตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จ อาจโดนองกรค์อิสระลงดาบทันทีก็ได้
อนาคตทางการเมืองยังมองไม่เห็นแสงสว่าง คงไม่ใช่ระยะ 2-3 เดือนนี้แน่ มีโอกาสลากยาวข้ามปี 2558 ได้ง่ายๆ ยิ่งถ้ามีการปะทะหรือเกิดความรุนแรง
หลายคนบอกว่านี่คือโอกาสเก็บหุ้น แต่ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ โอกาสเก็บหุ้นอาจไม่ใช่ตอนนี้ แต่เป็นอีกหลายเดือนข้างหน้าช่วงที่สถาณการณ์สุดงอมหรือระเบิดออกมาแรงๆ ก่อน
สำหรับ QE ที่ FED ลดลง และคาดว่าจะลดลงต่อเนื่องจนถึงปลายปีนี้และหยุด ก็ยังเป็นปัจจัยกดดันในนักลงทุนต่างชาติสามารถทยอยขายได้เรื่อยๆ ไปตลอดทั้งปีนี้
ทำไมไม่รอให้เงิน QE ใกล้สุดทางเช่นช่วงกลางปี แล้วค่อยมาพิจารณาอีก ทำไมถึงอยากรีบเข้าทั้งๆ ที่ต่างชาติยังมีโอกาสขายได้อีกมาก
ลงทุนหุ้นช่วงนี้ต้องดูภาพกว้างๆ ระดับควอเตอร์ขึ้นไป ไม่ใช่หุ้นขึ้น-ลง วันสองวันแล้วแผนการลงทุนเราจะเปลี่ยนแปลงทันที
วันนี้เขียวดีใจ พรุ่งนี้แดงกลับมาเครียดใหม่ ถ้าเป้นนักลงทุนระยะกลาง - ระยะยาว คงต้องคิดให้มากกว่าเดิม
อย่าไปตามคนอื่นเพราะบางคนเขาเล่นรอบกันสั้นๆ 2-3 วันก็ขายแล้ว บางคนเล่นตามเทคนิคเทรดซื้อขายหลายรอบใน 1 วัน
เศรษฐกิจโลกที่กำลังฟื้นตัว จะส่งผลดีต่อประเทศอื่นๆ รวมทั้งไทยในระยะยาวแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ เพราะจะเป็นตัวกระตุ้นให้ภาพรวมเติบโตได้อีก
ถ้าประเทศเราไม่มีปัจจัยการเมืองแทรกซ้อน มีแต่เรื่องลด QE และเงินทุนไหลออก การสะสมไปเรื่อยๆ จะไม่น่ากังวลขนาดนี้
หลายคนคิดว่า มีคนรอ Shut down กรุงเทพ แล้วหุ้นจะตก วันนั้นจริงหุ้นอาจขึ้นก็ได้ แต่จะยั่งยืนแค่ไหน
ถ้ามี Shut Down กรุงเทพได้ แล้วต่อไปจะมี Event อะไรขึ้นมาอีกใครจะไปรู้ Shut Down กรุงเทพ รู้กันแต่ปลายปีก่อน จนถึงวันนี้หุ้นลงมาแล้วกี่จุด
ถ้าต่อไปจู่ๆ จะมี Event ใหม่ๆ ช่วง เลือกตั้ง หลังเลืองตั้ง นักลงทุนจะตกใจขายอีกหรือไม่ หรือจะมีใครจ้องอยู่แล้ว ช่วยทุบลงให้หรือไม่
มองไปทางไหนก็เจอแต่ความเสี่ยง โอกาสที่จะเด้งไปแรงๆ แทบไม่มี เด้งไปก็พร้อมมีคนตีหัได้ตลอดเวลา เด้งไปเม่าที่ดอยก็พร้อมโดดได้ทันที
แต่ถ้าจะลงเมื่อไหรเชื่อว่ามีคนจำนวนมากพร้อมเทขายแน่นอน ซึ่งจะยิ่งไปกดดันให้ลงลึก
ตอนนี้การเก็บเงินสดไว้และนั่งดูสถานการณ์ พร้อมมองภาพกว้างๆ ดูท่าจะปลอดภัยที่สุด ดีกว่าการกระโจนลงไปรับความเสี่ยง 50:50 ไม่กำไรก็ขาดทุน
เราต้องรอให้ทุกอย่างเริ่มคลี่คลาย ให้มีโอกาสได้กำไรมากกว่า 80:20 จึงค่อยทยอยเข้าลงทุนรอเป็น VI
1000 - 1100 จุดยังมีโอกาสให้เห็น
เริ่มเห็นมีการพูดถึงการลงทุนระยะยาว การสะสม ถึงจุดกลับตัว และสถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายเหมือนในอดีต ภาคธนาคารยังแข็งแกร่งทำให้ไม่น่าเกิดวิกฤติใหญ่เหมือนปี 40
ซึ่งก็ถูก แต่สภาวะเศรษฐกิจไทยตอนนี้ชะลอตัวและถดถอยลงมาก แม้จะไม่เกิดวิกฤติแบบระเบิดลูกเดียว แต่ปัญหาจะยืดเยื้อทำให้ตลาดค่อยๆ ซึมลงอย่างช้าๆ (ไซด์เวย์ดาวน์)
แบบนี้แหละที่น่ากลัวที่สุด น่ากลัวกว่าการลงแรงๆ เสียอีก เพราะระหว่างทางจะมีกระตุกไปเรื่อยๆ ทำให้นักลงทุนรายใหม่ รายเก่าขนเงินเข้ามาเติม
เพราะคิดไปเองว่ามันสุดแล้ว
และตอนนี้มันปัจจัยแทรกซ้อนที่เป็นตัวแปรสำคัญนั่นคือการเมือง ต่างจากปี 40 ที่มีแค่ปัญหาเศรษฐกิจ การเมืองถ้าไม่ยืดเยื้อก็ไม่แรง ส่งผลไม่มาก
แต่ถ้ายิ่งยืดเยื้อ มันจะยิ่งน่ากล้วกว่าปัญหาเศรษฐกิจเสียอีก ทำไมนะเหรอ เพราะเมื่อก่อนปัญหาการเมืองมีกรอบอยู่แค่ ชุมนุม ประท้วง ให้รัฐยุบสภาหรือลาออก เต็มที่แค่นั้น
พอเลือกตั้งใหม่หรือมีรัฐบาลใหม่ ทุกอย่างก็จบ รอไปอีก 1-2 ปีถึงค่อยมีพวกประท้วงโผล่ขึ้นมาใหม่
ตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้นเพราะข้อเรียกร้องมันสุดโต่ง คือต้องการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองใหม่ ซึ่งเรายังไม่รู้ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน
แต่ประเมินกันไว้แล้วว่าถ้าฝ่ายเรียกร้องทำได้สำเร็จ จะมีการกุมอำนาจโดยกลุ่มอำนาจเก่าผ่านตัวแทนที่เรียกว่าสภาประชาชน
โดยใช้ตัวแทนฝ่ายตัวเองจากองค์กรและภาคส่วนต่างๆ เข้าไปบริหาร คล้ายยุครัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์หลังรัฐประหารปี 49
เพียงแต่ตอนนั้นยังอยู่ในฟอร์มของรัฐบาล แต่ตอนนี้จะไม่ใช่ จะเป็นฟอร์มใหม่ที่เขาคิดขึ้นมา
ระบบสส. และการเลือกตั้งจะหายไป หรือถ้ามีจะถูกลดขนาดลงจนไม่มีสำคัญอีกต่อไป และใช้การแต่งตั้งผ่านคนของตัวเองเข้ามาในรูปสภาประชาชน
จุดนี้คือสิ่งที่น่ากังวล แม้จะมีการประโคมข่าวในประเทศว่านี่คือสิ่งที่ดีและถูกต้อง แต่ในสายตาต่างชาติมันไม่ต่างอะไรจากเผด็จการ
เพราะประชาชนไม่มีสิทธ์ออกเสียง หรือถึงมี เสียงประชาชนจะถูกลดทอนความสำคัญลงไป
จำนวนเสียงจะไม่ได้ถูกวัดตามจำนวนประชากร 1 คนจะไม่เท่ากับ 1 เสียง แต่มันจะขึ้นอยู่กับว่า คนนั้นสำคัญแค่ไหน ยิ่งสำคัญยิ่งมีเสียงมาก
บรรยากาศการลงทุนจะหายไปแม้บริษัทจดทะเบียนจะทำกำไรและเติบโตก็ตาม แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะต้องออกมาต่อต้านแน่นอน
หรือถ้าเลือกตั้งสำเร็จ ฝ่ายที่ต่อต้านอีกฝั่งก็จะต้องออกมาเผชิญหน้า ยังไม่นับรวมระเบิดเวลาจาก ปปช และศาลรัฐธรรมนูญ
ที่พร้อมจุดระเบิดได้ตลอดเวลา ถ้าสถานการณ์ไหลไปถึงจุดที่ตัวเองคิดว่าได้รับความชอบธรรมเพียงพอ
ใครจะรู้ พอตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จ อาจโดนองกรค์อิสระลงดาบทันทีก็ได้
อนาคตทางการเมืองยังมองไม่เห็นแสงสว่าง คงไม่ใช่ระยะ 2-3 เดือนนี้แน่ มีโอกาสลากยาวข้ามปี 2558 ได้ง่ายๆ ยิ่งถ้ามีการปะทะหรือเกิดความรุนแรง
หลายคนบอกว่านี่คือโอกาสเก็บหุ้น แต่ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ โอกาสเก็บหุ้นอาจไม่ใช่ตอนนี้ แต่เป็นอีกหลายเดือนข้างหน้าช่วงที่สถาณการณ์สุดงอมหรือระเบิดออกมาแรงๆ ก่อน
สำหรับ QE ที่ FED ลดลง และคาดว่าจะลดลงต่อเนื่องจนถึงปลายปีนี้และหยุด ก็ยังเป็นปัจจัยกดดันในนักลงทุนต่างชาติสามารถทยอยขายได้เรื่อยๆ ไปตลอดทั้งปีนี้
ทำไมไม่รอให้เงิน QE ใกล้สุดทางเช่นช่วงกลางปี แล้วค่อยมาพิจารณาอีก ทำไมถึงอยากรีบเข้าทั้งๆ ที่ต่างชาติยังมีโอกาสขายได้อีกมาก
ลงทุนหุ้นช่วงนี้ต้องดูภาพกว้างๆ ระดับควอเตอร์ขึ้นไป ไม่ใช่หุ้นขึ้น-ลง วันสองวันแล้วแผนการลงทุนเราจะเปลี่ยนแปลงทันที
วันนี้เขียวดีใจ พรุ่งนี้แดงกลับมาเครียดใหม่ ถ้าเป้นนักลงทุนระยะกลาง - ระยะยาว คงต้องคิดให้มากกว่าเดิม
อย่าไปตามคนอื่นเพราะบางคนเขาเล่นรอบกันสั้นๆ 2-3 วันก็ขายแล้ว บางคนเล่นตามเทคนิคเทรดซื้อขายหลายรอบใน 1 วัน
เศรษฐกิจโลกที่กำลังฟื้นตัว จะส่งผลดีต่อประเทศอื่นๆ รวมทั้งไทยในระยะยาวแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ เพราะจะเป็นตัวกระตุ้นให้ภาพรวมเติบโตได้อีก
ถ้าประเทศเราไม่มีปัจจัยการเมืองแทรกซ้อน มีแต่เรื่องลด QE และเงินทุนไหลออก การสะสมไปเรื่อยๆ จะไม่น่ากังวลขนาดนี้
หลายคนคิดว่า มีคนรอ Shut down กรุงเทพ แล้วหุ้นจะตก วันนั้นจริงหุ้นอาจขึ้นก็ได้ แต่จะยั่งยืนแค่ไหน
ถ้ามี Shut Down กรุงเทพได้ แล้วต่อไปจะมี Event อะไรขึ้นมาอีกใครจะไปรู้ Shut Down กรุงเทพ รู้กันแต่ปลายปีก่อน จนถึงวันนี้หุ้นลงมาแล้วกี่จุด
ถ้าต่อไปจู่ๆ จะมี Event ใหม่ๆ ช่วง เลือกตั้ง หลังเลืองตั้ง นักลงทุนจะตกใจขายอีกหรือไม่ หรือจะมีใครจ้องอยู่แล้ว ช่วยทุบลงให้หรือไม่
มองไปทางไหนก็เจอแต่ความเสี่ยง โอกาสที่จะเด้งไปแรงๆ แทบไม่มี เด้งไปก็พร้อมมีคนตีหัได้ตลอดเวลา เด้งไปเม่าที่ดอยก็พร้อมโดดได้ทันที
แต่ถ้าจะลงเมื่อไหรเชื่อว่ามีคนจำนวนมากพร้อมเทขายแน่นอน ซึ่งจะยิ่งไปกดดันให้ลงลึก
ตอนนี้การเก็บเงินสดไว้และนั่งดูสถานการณ์ พร้อมมองภาพกว้างๆ ดูท่าจะปลอดภัยที่สุด ดีกว่าการกระโจนลงไปรับความเสี่ยง 50:50 ไม่กำไรก็ขาดทุน
เราต้องรอให้ทุกอย่างเริ่มคลี่คลาย ให้มีโอกาสได้กำไรมากกว่า 80:20 จึงค่อยทยอยเข้าลงทุนรอเป็น VI