คำโปรย..
"เสือยังไงก็เสือ อ่อ! ไม่ใช่สิ... ลืมไป นายมันสิงโตนี่นา.." หทัยภัทรหัวเราะเมื่อนึกถึงฉายาของผมสมัยเรียน
"หลังโบสถ์ซะด้วยนะ เธอไม่กลัวเหรอ" ผมเอ่ยสำทับ ไม่คิดเลยว่า สัตว์ตัวนี้มันกำลังคืบคลานเข้ามาสร้างความยุ่งยากให้ชีวิตของผม ในอนาคตอันใกล้ !!
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ย้อนมาถึงเรื่องรักแรก แรกรัก ทั้งที่ตอนนั้นผมอายุแค่ 19 ปี ยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า "แฟน" ด้วยซ้ำว่ามันลึกซึ้งอะไร ยังไง
กวาง เป็นคนนิสัยดีมาก ไม่เคยทำให้ผมหนักใจ ตลอดเวลาที่ได้รู้จักกันหกปี ตั้งแต่ ม.1 -ม.6 ก่อนที่จะถูกเพื่อนๆ อุปโลกว่าเป็นแฟนกัน ตามความคิดของพวกเขา ในปีสุดท้ายของชั้นมัธยมปลาย ผมมีความสุขกับสิ่งดีดีที่เธอมีน้ำใจทำให้ ไม่ว่าจะการช่วยเหลือเรื่องการเรียน การเป็นที่ปรึกษาในเรื่องต่างๆ การเป็นเพื่อนคุยปลอบใจเวลาเหงาเศร้า ไม่มีใคร แต่ผมขอโทษด้วยจริงๆ ที่ผมรักเธอช้าเกินไป กว่าจะรู้ใจตัวเองมันก็สายเกินไปแล้ว
"ถ้ายังคิดจะทำตัวล่องลอยแบบนี้ต่อไป ก็อย่าหวังว่าจะได้เจอรักแท้จากใครอีก"
เธอตัดพ้อเป็นเชิงสอน นั่งในร้านกาแฟเลิศรส ที่เรานัดกันมาดื่มวันนี้ เพื่อปรับความเ้ข้าใจเรื่องเก่าๆ หลังจากต้องแยกจากกัน แบบเข้าใจผิด พร้อมรอยประทับฝ่ามือของกวาง บนแก้มผม ที่ทำให้ฝังใจ
"ผู้หญิงคนแรกที่กล้าตบหน้ากู คือ กวาง "
ผมมักจะพูดประโยคนี้ซ้ำๆ กับเพื่อนๆ ของผมเสมอ เพื่อเป็นการเตือนใจตัวเองว่าครั้งหนึ่งผมเคยทำไม่ดีกับกวาง จนโดนเธอประทับรอยจำไว้ที่หน้าและเป็นการย้ำผิดของตัวเองไม่ให้ทำร้ายเธอซ้ำอีก ฟังทีไรพวกมันจะพากันหัวเราะสมน้ำหน้า สะใจที่ผมโดนผู้หญิงน่ารักอย่างเธอตบ และพวกมันโต้กลับผมมาว่า
"เสียมือว่ะ คนแบบ ตบสักร้อยฉาด ก็คงไม่สำนึกหรอก" ส่วนจะตบด้วยสาเหตุใดนั้น ขอได้ติดตามต่อไปครับ
ที่จริงแล้ว กวางก็คือน้องสาวแท้ๆ ของนักเรียนรุ่นพี่ของผม "พี่อาร์ท" นักวาดภาพคนเก่งประจำโรงเรียน ผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทและคู่ปรับเก่าของผม
ทุกครั้งที่เจอหน้าผม พี่อาร์ทมักจะชอบพูดประโยคนี้
"ถ้าฉันรู้ว่าแกเป็นคนแบบนี้ ฉันไม่เป็นพ่อสื่อให้แกแต่แรกหรอก มาทำกับน้องฉันได้..."
ขี้คร้านจะอธิบายไปให้พี่อาร์ทเข้าใจ ว่าผมไม่ได้ตั้งใจทำำร้ายกวางให้ผิดหวังเพราะผม เพราะเรื่องมันก็นานเสียจนแก้อะไรไม่ได้แล้ว
สถานะวันนี้ เราคือเพื่อนเก่า หลังจากที่ไม่ได้เจอกันนานกว่า 10 ปี ต่างคนต่างก็เรียนจบมหาลัย มีการงานทำเป็นของตัวเอง งานเลี้ยงรุ่นมัธยม ทำให้ผมได้เจอน้องกวางอีกครั้ง กวางเธอประกอบธุรกิจส่วนตัวอยู่ที่กรุงเทพ ส่วนกิจการร้านหนังสือเก่า เธอยกให้ญาติๆ และน้องๆ เป็นคนสานต่อ เนื่องจากงานประจำรัดตัว จนไม่มีเวลาดูแลกิจการ แทนพ่อแม่ที่ต่างจังหวัด ส่วนผมน่ะเหรอ ตามคาดครับ หลังจากจบศิลปศาสตร์ กลายเป็นศิลปินอ่อนไหวเต็มขั้น คงล่องลอยเพ้อฝัน อยู่ในจินตนาการแบบนั้น วันทั้งวัน ไม่นั่งเขียนบทกวี แต่งเพลง ก็คงนั่งวาดภาพละเลงสีด้วยใจรัก อยู่ที่โต๊ะทำงานของ บก. หรือหาที่เีงียบๆ ที่ไหนสักแห่ง ที่อิสระ ปลอดผู้คน
กวางบอกผมว่าเธอลงมาเที่ยวต่างจังหวัดครั้งนี้กับมารดาของเธอ เพื่อมาเยี่ยมเยียนผู้เป็นพี่ เราไม่ได้เจอกันนานเกินสิบปีแล้ว หลังจากกวางจบมัธยมจากจังหวัดแห่งนี้ไป เธอก็ไปเรียนต่อที่กรุงเทพ คงได้แค่ิติดต่อกับผมทางจดหมาย อีเมล โทรศัพท์ บ้างแค่นั้น แต่ระยะหลังๆ นี้เธอห่างการติดต่อผมไปหลายเดือน โดยเธออ้างว่า มีธุรกิจการงานที่กรุงเทพให้รับผิดชอบเพิ่มขึ้นมากมาย หลังจากที่เธอได้เลื่อนตำแหน่งเป็นประธานบริษัทแล้ว
"กวางจะอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน" ผมถาม
"ก็สักระยะหนึ่งค่ะ จะมาดูบ้านที่พี่อาร์ทเพิ่งปลูกด้วย"
ผมจับมือเธอขึ้นรวบไว้ แล้วจูบเบาๆที่หลังมือ แต่เธอนั่งนิ่ง เหมือนเทพธิดาแห่งความสงบ ที่ยิ้มให้ผมอย่างละมุนละไมตรงหน้า
"ดรีมอย่าทำให้กวางต้องแพ้ใจคุณอีก ขอร้อง อย่า..." น้ำเสียงนั้นราบเรียบ แต่ดุและดูขึงขัง
เธอขืนมือตัวเองไว้ เอ่ยปราม เมื่อเห็นว่าผมจะจูบซ้ำที่มือเรียวสวยนั้นเป็นครั้งที่สอง จนผมต้องปล่อยวาง ละมือตัวเองจากมือของเธอ เพราะไม่อยากขืนใจบังคับ
"เวลาผ่านมาเกือบ 15 ปีแล้ว กวางยังไม่หายโกรธดรีมอีกเหรอ"
"ค่ะ... กวางเป็นคนรักจริง ลืมยาก ชอบฝังใจกับเรื่องเก่า ๆ "
กวางถอนใจ มองหน้าผมนิ่งนาน เธอคงกำลังมองเห็นสภาพของผม ที่มันไม่ก้าวหน้าเท่าใดนัก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า การแต้งกาย รองเท้า ที่มันไม่หรูเท่าไหร่นัก ถ้าเทียบกับผู้ชายโต๊ะข้างๆ ที่มากับแฟนเขา ดูจะแตกต่างกันราวเจ้าชายกับคนขับรถ "ผิดหวังใช่ไหม" ที่เจอผมในสภาพธรรมดาแบบนี้ ผมถามเธอ....
คราวนี้เธอยื่นมือบางๆ มาสัมผัสที่หลังมือผมเบาๆ เหมือนปลอบ
"อย่าโกรธ ..อย่าเสียใจ กวางเป็นคนตรงๆ หากจะคิดว่างานรับจ้างวาดภาพที่คุณทำอยู่ มั่นคงซะที่ไหน ต่อไปแก่ตัวหมดไฟ หมดจินตนาการ คุณยังจะเป็นจิตรกรได้อีกหรือไม่"
"ทำไมไม่หาธุรกิจส่วนตัวทำแบบกวาง แล้วก็เอ่อ...เริ่มต้นใหม่ ใช้ชิวิตคู่กับผู้หญิงคนไหนจริง ๆ จังๆ สักคน ช่วยกันทำมาหากินเป็นแก่นสาร เปิดร้านขายสีน้ำก็ได้ ถ้าขยันหน่อย อีกไม่นานก็ได้เป็นเถ้าแก่แล้ว ชีวิตจะได้มั่นคง ไม่เคว้งแบบนี้...กวางเป็นห่วงนะ ดรีม...."
"ดรีม....คือว่า ดรีมไม่มีเงินทุน แต่เิรื่องไม่มีเงิน ดรีมไม่เสียใจ แต่ถ้าไม่มีกิ่งทิพย์ ผมคง....."
ผมไม่สามารถพูดต่อจนจบ เพราะรู้สึกปวดร้าวเกินเอ่ย บอกกับกวางว่า เงินจากการทำงานที่ผมสะสมไว้ในช่วงก่อร่างสร้างตัว ตั้งแต่เมื่อปีแรกๆ ที่แต่งงานกับกิ่งทิพย์ มันถูกใช้ไปจนเกือบหมดสิ้น.....คิดว่ากวางคงเข้าใจดี จึงได้แต่ปลอบ
"หมดอะไรก็หมดได้ สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ทดแทน แต่ถ้าหมดกำลังใจนี่สิ เธอจะแย่เลยนะ"
เธอเริ่มสาืธายาย ออกมาจนหมด เหมือนอัดอั้นมานาน ใช่สิ เราไม่ได้เจอกันหลายปี คงมีอะไรมากมายอยากบอกอยากเล่า การพูดกันตรงๆ ต่อหน้าเปิดอก เป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อแสดงความบริสุทธิแบบเพื่อนแท้
ผมรับรู้ถึงความหวังดีของเธอผ่านแววตาน้ำเสียง ก็แต่ไหนแต่ไร เธอก็เป็นแบบนี้ตลอด หวังดีไม่สิ้นสุด
"กิ่งทิพย์ ศักดิ์ดี ผู้หญิงคนนี้มีดีตรงไหน เธอลืมเขาไม่ได้เหรอ ตั้งต้นใหม่กับผู้หญิงดีดีที่มีรักจริงเถอะดรีม"
"รักแท้...ดรีมมีได้แค่ครั้งเดียวในชีวิต...และกิ่งทิพย์เป็นคนได้มันไปจนหมดสิ้น" ผมสารภาพ
"เธอลืมเพื่อนรักอีกสองคนของเธอไปแล้วเหรอ ฉันไง หทัยภัทร งามพร้อม และ คุณมิ้นท์ ถิรญา เพื่อนสองคนที่เคยเตือนเธอตลอดมาด้วยความหวังดี แต่เธอไม่เชื่อพวกฉัน เธอย่ามใจปล่อยให้กิ่งทิพย์เข้ามาในชีวิต จนทุกอย่างลงเอยแบบนี้....." หน้าใสอ่อนเยาว์ของกวางเศร้านิดๆ เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้
"ขอบใจนะกวาง ดรีมไม่เคยลืมความจริงใจของกวางและคุณมิ้นท์เลย" ผมพูดจากใจ
"ดรีมยังคิดถึงคุณมิ้นท์อยู่ใช่ไหม อยากเจอเธอหรือเปล่า " กวางถาม แต่คนอย่างผม คงไม่มีสิทธิแม้จะคิดให้มันไกลและลึกซึ้งไปกว่านั้น ผมทำไม่ดีกับคุณมิ้นท์ไว้มากเหลือเกิน มากจนไม่น่าให้อภัย ผมเจ็บปวดใจ ผมละอาย เวลาย้อนนึกถึงอดีตที่เคยฝากไว้กับเธอ!
ผมไม่ตอบกวางเรื่องคุณมิ้นท์ ทำได้แต่ก้มหน้านิ่ง ยกถ้วยกาแฟอุ่นๆ ขึ้นมาจิบเบาๆ พลางตักเค้กกาแฟส่งให้กวาง..
คุยกันไป คุยกันมาสักพัก กวางสารภาพกับผมตามตรงว่า ปลายปีนี้ เธอกำลังจะแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่ง เขาเป็นคนทำงานที่เดียวกันกับเธอ คบกันได้มา 5 ปี จนพอรู้ใจกันได้แล้วว่าตกลงใช้ชีวิตร่วมกัน
"จะไปฮันนีมูลที่ไหนละครับ.. วางแผนไว้หรือยัง"
ผมฝืนพูดไป แต่หัวใจชาระยิบ ตัวเบาหวิว หน้าชา เหมือนถูกจับเหวี่ยงออกไปยังที่ใดที่หนึ่ง เคว้งคว้าง ล่องลอย
"มัลดีฟ เกาะในฝันของคู่รัก..." กวางพูดเสียงราบเรียบ แต่ผมกำมือตัวเองแน่น รู้สึกจุกที่ลิ้นปรี่ จนพูดอะไรไม่ออกอีก
"เป็นไง เจ็บเหรอ ทีนี้เข้าใจหรือยัง...อดีตน่ะมันลึก" เธอพูดเสียงแปร่ง เย็นชา ผมไม่ตอบเธอ แต่แสร้งหันหน้าไปเสียทางอื่น
คำว่า "มัลดีฟ" ทำให้ผมพอรู้ลางๆ ว่า เจ้าหนุ่มคนนั้นมีสถานะภาพไม่เลวเลย เขาึคงมีเก็บเรือนหมื่นเรือนแสน มีงานการมั่นคงเป็นหลักเป็นฐาน และทำให้กวางได้มีความสุขไปตามประสาคนผู้มีกะตังค์ จะซื้ออะไรให้ผู้หญิงก็ได้ พาไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ ต่างประเทศก็ย่อมได้ ผมมองเห็นแหวนเพชรที่เปล่งประกายอยู่ที่นิ้วนางด้านซ้ายของกวาง มันดูดีและมีราคามากทีเดียว
"อยากรู้อะไรเกี่ยวกับฉันอีกไหมฮึ" กวางถาม
“เออ....นั่นแหวนแฟนเหรอ สวยดีนี่ เขาให้กวางเหรอ..." ผมมองไปที่แหวนด้วยสายตาเหยียดๆ ไม่ได้รู้สึกว่ามันสวยเลอค่าอะไร ลึกๆ ในใจ ริษยาเต็มประดา ที่หนุ่มคนนั้นมันกลายเป็นคนพิเศษของกวาง
"เขาคงเอาใจเธอมากล่ะสิ กวาง ทั้งอาหาร แก้วแหวนเงินทอง ไม่ได้ขาด" ผมเอ่ยเสียงเยาะๆ หัวเราะเบาๆ ในลำคอ
"นี่ดรีมเห็นกวางเป็นผู้หญิงแบบไหน คิดจะรับของอะไรจากใครง่ายๆ" เธอโต้เสียงแข็ง แล้วแย้งต่อทันที
"กวางน่ะ ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดหรอกนะ กวางจะรับของคนที่กวางรักเท่านั้น และเราก็คบหาดูใจกันมาหลายปี กว่าจะมาถึงขั้นนี้"
"คงเป็นแหวนหมั้นหมายของเธอล่ะสิ" ผมประชด
“ไม่ได้หมั้นกันเป็นพิธีหรอกค่ะ เขานึกอยากให้เขาก็ซื้อให้ กวางเคยบอกว่าชอบ... อยากได้”
"นี่แหละน๊าาา ผู้หญิง ! เงินกับความรักมาคู่กันจริงๆ มีเงินก็มีแฟนสวยได้" ผมบ่นลอยๆ
"ไม่ใช่ทั้งหมดหรอกค่ะ ผู้หญิงอาจแต่งงานกับใครก็ได้ ที่คู่ควร แต่ไม่ได้แปลว่ารัก"
"กวางรักเขาหรือเปล่าฮึ..." ผมถามตรงๆ อันที่จริงก็นึกเสียดายผู้หญิงดีดีอย่างกวางขึ้นมา ผมก็แค่คนเห็นแก่ตัวคนนึง ที่เสียดายของที่เคยเป็น เคยได้ เคยมีเท่านั้นเอง ทั้งที่มีเวลามีน้องกวางไว้ครอบครองในอดีตหนึ่งที่เธอยกให้มันเป็นช่วงเวลาของผมคนเดียวเท่านั้น ผมเองกลับไม่เห็นค่าอะไรในตัวเธอเท่าใด ไม่เคยแม้แต่จะบอก "รักคุณ" ให้เธอชื่นใจด้วยซ้ำ
หน้ากากสิง (สิงห์) ตอน จิตรกรโลเล กับ ผู้หญิงที่ไม่มีวันใจอ่อน
คำโปรย..
"เสือยังไงก็เสือ อ่อ! ไม่ใช่สิ... ลืมไป นายมันสิงโตนี่นา.." หทัยภัทรหัวเราะเมื่อนึกถึงฉายาของผมสมัยเรียน
"หลังโบสถ์ซะด้วยนะ เธอไม่กลัวเหรอ" ผมเอ่ยสำทับ ไม่คิดเลยว่า สัตว์ตัวนี้มันกำลังคืบคลานเข้ามาสร้างความยุ่งยากให้ชีวิตของผม ในอนาคตอันใกล้ !!
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ย้อนมาถึงเรื่องรักแรก แรกรัก ทั้งที่ตอนนั้นผมอายุแค่ 19 ปี ยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า "แฟน" ด้วยซ้ำว่ามันลึกซึ้งอะไร ยังไง
กวาง เป็นคนนิสัยดีมาก ไม่เคยทำให้ผมหนักใจ ตลอดเวลาที่ได้รู้จักกันหกปี ตั้งแต่ ม.1 -ม.6 ก่อนที่จะถูกเพื่อนๆ อุปโลกว่าเป็นแฟนกัน ตามความคิดของพวกเขา ในปีสุดท้ายของชั้นมัธยมปลาย ผมมีความสุขกับสิ่งดีดีที่เธอมีน้ำใจทำให้ ไม่ว่าจะการช่วยเหลือเรื่องการเรียน การเป็นที่ปรึกษาในเรื่องต่างๆ การเป็นเพื่อนคุยปลอบใจเวลาเหงาเศร้า ไม่มีใคร แต่ผมขอโทษด้วยจริงๆ ที่ผมรักเธอช้าเกินไป กว่าจะรู้ใจตัวเองมันก็สายเกินไปแล้ว
"ถ้ายังคิดจะทำตัวล่องลอยแบบนี้ต่อไป ก็อย่าหวังว่าจะได้เจอรักแท้จากใครอีก"
เธอตัดพ้อเป็นเชิงสอน นั่งในร้านกาแฟเลิศรส ที่เรานัดกันมาดื่มวันนี้ เพื่อปรับความเ้ข้าใจเรื่องเก่าๆ หลังจากต้องแยกจากกัน แบบเข้าใจผิด พร้อมรอยประทับฝ่ามือของกวาง บนแก้มผม ที่ทำให้ฝังใจ
"ผู้หญิงคนแรกที่กล้าตบหน้ากู คือ กวาง "
ผมมักจะพูดประโยคนี้ซ้ำๆ กับเพื่อนๆ ของผมเสมอ เพื่อเป็นการเตือนใจตัวเองว่าครั้งหนึ่งผมเคยทำไม่ดีกับกวาง จนโดนเธอประทับรอยจำไว้ที่หน้าและเป็นการย้ำผิดของตัวเองไม่ให้ทำร้ายเธอซ้ำอีก ฟังทีไรพวกมันจะพากันหัวเราะสมน้ำหน้า สะใจที่ผมโดนผู้หญิงน่ารักอย่างเธอตบ และพวกมันโต้กลับผมมาว่า
"เสียมือว่ะ คนแบบ ตบสักร้อยฉาด ก็คงไม่สำนึกหรอก" ส่วนจะตบด้วยสาเหตุใดนั้น ขอได้ติดตามต่อไปครับ
ที่จริงแล้ว กวางก็คือน้องสาวแท้ๆ ของนักเรียนรุ่นพี่ของผม "พี่อาร์ท" นักวาดภาพคนเก่งประจำโรงเรียน ผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทและคู่ปรับเก่าของผม
ทุกครั้งที่เจอหน้าผม พี่อาร์ทมักจะชอบพูดประโยคนี้
"ถ้าฉันรู้ว่าแกเป็นคนแบบนี้ ฉันไม่เป็นพ่อสื่อให้แกแต่แรกหรอก มาทำกับน้องฉันได้..."
ขี้คร้านจะอธิบายไปให้พี่อาร์ทเข้าใจ ว่าผมไม่ได้ตั้งใจทำำร้ายกวางให้ผิดหวังเพราะผม เพราะเรื่องมันก็นานเสียจนแก้อะไรไม่ได้แล้ว
สถานะวันนี้ เราคือเพื่อนเก่า หลังจากที่ไม่ได้เจอกันนานกว่า 10 ปี ต่างคนต่างก็เรียนจบมหาลัย มีการงานทำเป็นของตัวเอง งานเลี้ยงรุ่นมัธยม ทำให้ผมได้เจอน้องกวางอีกครั้ง กวางเธอประกอบธุรกิจส่วนตัวอยู่ที่กรุงเทพ ส่วนกิจการร้านหนังสือเก่า เธอยกให้ญาติๆ และน้องๆ เป็นคนสานต่อ เนื่องจากงานประจำรัดตัว จนไม่มีเวลาดูแลกิจการ แทนพ่อแม่ที่ต่างจังหวัด ส่วนผมน่ะเหรอ ตามคาดครับ หลังจากจบศิลปศาสตร์ กลายเป็นศิลปินอ่อนไหวเต็มขั้น คงล่องลอยเพ้อฝัน อยู่ในจินตนาการแบบนั้น วันทั้งวัน ไม่นั่งเขียนบทกวี แต่งเพลง ก็คงนั่งวาดภาพละเลงสีด้วยใจรัก อยู่ที่โต๊ะทำงานของ บก. หรือหาที่เีงียบๆ ที่ไหนสักแห่ง ที่อิสระ ปลอดผู้คน
กวางบอกผมว่าเธอลงมาเที่ยวต่างจังหวัดครั้งนี้กับมารดาของเธอ เพื่อมาเยี่ยมเยียนผู้เป็นพี่ เราไม่ได้เจอกันนานเกินสิบปีแล้ว หลังจากกวางจบมัธยมจากจังหวัดแห่งนี้ไป เธอก็ไปเรียนต่อที่กรุงเทพ คงได้แค่ิติดต่อกับผมทางจดหมาย อีเมล โทรศัพท์ บ้างแค่นั้น แต่ระยะหลังๆ นี้เธอห่างการติดต่อผมไปหลายเดือน โดยเธออ้างว่า มีธุรกิจการงานที่กรุงเทพให้รับผิดชอบเพิ่มขึ้นมากมาย หลังจากที่เธอได้เลื่อนตำแหน่งเป็นประธานบริษัทแล้ว
"กวางจะอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน" ผมถาม
"ก็สักระยะหนึ่งค่ะ จะมาดูบ้านที่พี่อาร์ทเพิ่งปลูกด้วย"
ผมจับมือเธอขึ้นรวบไว้ แล้วจูบเบาๆที่หลังมือ แต่เธอนั่งนิ่ง เหมือนเทพธิดาแห่งความสงบ ที่ยิ้มให้ผมอย่างละมุนละไมตรงหน้า
"ดรีมอย่าทำให้กวางต้องแพ้ใจคุณอีก ขอร้อง อย่า..." น้ำเสียงนั้นราบเรียบ แต่ดุและดูขึงขัง
เธอขืนมือตัวเองไว้ เอ่ยปราม เมื่อเห็นว่าผมจะจูบซ้ำที่มือเรียวสวยนั้นเป็นครั้งที่สอง จนผมต้องปล่อยวาง ละมือตัวเองจากมือของเธอ เพราะไม่อยากขืนใจบังคับ
"เวลาผ่านมาเกือบ 15 ปีแล้ว กวางยังไม่หายโกรธดรีมอีกเหรอ"
"ค่ะ... กวางเป็นคนรักจริง ลืมยาก ชอบฝังใจกับเรื่องเก่า ๆ "
กวางถอนใจ มองหน้าผมนิ่งนาน เธอคงกำลังมองเห็นสภาพของผม ที่มันไม่ก้าวหน้าเท่าใดนัก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า การแต้งกาย รองเท้า ที่มันไม่หรูเท่าไหร่นัก ถ้าเทียบกับผู้ชายโต๊ะข้างๆ ที่มากับแฟนเขา ดูจะแตกต่างกันราวเจ้าชายกับคนขับรถ "ผิดหวังใช่ไหม" ที่เจอผมในสภาพธรรมดาแบบนี้ ผมถามเธอ....
คราวนี้เธอยื่นมือบางๆ มาสัมผัสที่หลังมือผมเบาๆ เหมือนปลอบ
"อย่าโกรธ ..อย่าเสียใจ กวางเป็นคนตรงๆ หากจะคิดว่างานรับจ้างวาดภาพที่คุณทำอยู่ มั่นคงซะที่ไหน ต่อไปแก่ตัวหมดไฟ หมดจินตนาการ คุณยังจะเป็นจิตรกรได้อีกหรือไม่"
"ทำไมไม่หาธุรกิจส่วนตัวทำแบบกวาง แล้วก็เอ่อ...เริ่มต้นใหม่ ใช้ชิวิตคู่กับผู้หญิงคนไหนจริง ๆ จังๆ สักคน ช่วยกันทำมาหากินเป็นแก่นสาร เปิดร้านขายสีน้ำก็ได้ ถ้าขยันหน่อย อีกไม่นานก็ได้เป็นเถ้าแก่แล้ว ชีวิตจะได้มั่นคง ไม่เคว้งแบบนี้...กวางเป็นห่วงนะ ดรีม...."
"ดรีม....คือว่า ดรีมไม่มีเงินทุน แต่เิรื่องไม่มีเงิน ดรีมไม่เสียใจ แต่ถ้าไม่มีกิ่งทิพย์ ผมคง....."
ผมไม่สามารถพูดต่อจนจบ เพราะรู้สึกปวดร้าวเกินเอ่ย บอกกับกวางว่า เงินจากการทำงานที่ผมสะสมไว้ในช่วงก่อร่างสร้างตัว ตั้งแต่เมื่อปีแรกๆ ที่แต่งงานกับกิ่งทิพย์ มันถูกใช้ไปจนเกือบหมดสิ้น.....คิดว่ากวางคงเข้าใจดี จึงได้แต่ปลอบ
"หมดอะไรก็หมดได้ สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ทดแทน แต่ถ้าหมดกำลังใจนี่สิ เธอจะแย่เลยนะ"
เธอเริ่มสาืธายาย ออกมาจนหมด เหมือนอัดอั้นมานาน ใช่สิ เราไม่ได้เจอกันหลายปี คงมีอะไรมากมายอยากบอกอยากเล่า การพูดกันตรงๆ ต่อหน้าเปิดอก เป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อแสดงความบริสุทธิแบบเพื่อนแท้
ผมรับรู้ถึงความหวังดีของเธอผ่านแววตาน้ำเสียง ก็แต่ไหนแต่ไร เธอก็เป็นแบบนี้ตลอด หวังดีไม่สิ้นสุด
"กิ่งทิพย์ ศักดิ์ดี ผู้หญิงคนนี้มีดีตรงไหน เธอลืมเขาไม่ได้เหรอ ตั้งต้นใหม่กับผู้หญิงดีดีที่มีรักจริงเถอะดรีม"
"รักแท้...ดรีมมีได้แค่ครั้งเดียวในชีวิต...และกิ่งทิพย์เป็นคนได้มันไปจนหมดสิ้น" ผมสารภาพ
"เธอลืมเพื่อนรักอีกสองคนของเธอไปแล้วเหรอ ฉันไง หทัยภัทร งามพร้อม และ คุณมิ้นท์ ถิรญา เพื่อนสองคนที่เคยเตือนเธอตลอดมาด้วยความหวังดี แต่เธอไม่เชื่อพวกฉัน เธอย่ามใจปล่อยให้กิ่งทิพย์เข้ามาในชีวิต จนทุกอย่างลงเอยแบบนี้....." หน้าใสอ่อนเยาว์ของกวางเศร้านิดๆ เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้
"ขอบใจนะกวาง ดรีมไม่เคยลืมความจริงใจของกวางและคุณมิ้นท์เลย" ผมพูดจากใจ
"ดรีมยังคิดถึงคุณมิ้นท์อยู่ใช่ไหม อยากเจอเธอหรือเปล่า " กวางถาม แต่คนอย่างผม คงไม่มีสิทธิแม้จะคิดให้มันไกลและลึกซึ้งไปกว่านั้น ผมทำไม่ดีกับคุณมิ้นท์ไว้มากเหลือเกิน มากจนไม่น่าให้อภัย ผมเจ็บปวดใจ ผมละอาย เวลาย้อนนึกถึงอดีตที่เคยฝากไว้กับเธอ!
ผมไม่ตอบกวางเรื่องคุณมิ้นท์ ทำได้แต่ก้มหน้านิ่ง ยกถ้วยกาแฟอุ่นๆ ขึ้นมาจิบเบาๆ พลางตักเค้กกาแฟส่งให้กวาง..
คุยกันไป คุยกันมาสักพัก กวางสารภาพกับผมตามตรงว่า ปลายปีนี้ เธอกำลังจะแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่ง เขาเป็นคนทำงานที่เดียวกันกับเธอ คบกันได้มา 5 ปี จนพอรู้ใจกันได้แล้วว่าตกลงใช้ชีวิตร่วมกัน
"จะไปฮันนีมูลที่ไหนละครับ.. วางแผนไว้หรือยัง"
ผมฝืนพูดไป แต่หัวใจชาระยิบ ตัวเบาหวิว หน้าชา เหมือนถูกจับเหวี่ยงออกไปยังที่ใดที่หนึ่ง เคว้งคว้าง ล่องลอย
"มัลดีฟ เกาะในฝันของคู่รัก..." กวางพูดเสียงราบเรียบ แต่ผมกำมือตัวเองแน่น รู้สึกจุกที่ลิ้นปรี่ จนพูดอะไรไม่ออกอีก
"เป็นไง เจ็บเหรอ ทีนี้เข้าใจหรือยัง...อดีตน่ะมันลึก" เธอพูดเสียงแปร่ง เย็นชา ผมไม่ตอบเธอ แต่แสร้งหันหน้าไปเสียทางอื่น
คำว่า "มัลดีฟ" ทำให้ผมพอรู้ลางๆ ว่า เจ้าหนุ่มคนนั้นมีสถานะภาพไม่เลวเลย เขาึคงมีเก็บเรือนหมื่นเรือนแสน มีงานการมั่นคงเป็นหลักเป็นฐาน และทำให้กวางได้มีความสุขไปตามประสาคนผู้มีกะตังค์ จะซื้ออะไรให้ผู้หญิงก็ได้ พาไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ ต่างประเทศก็ย่อมได้ ผมมองเห็นแหวนเพชรที่เปล่งประกายอยู่ที่นิ้วนางด้านซ้ายของกวาง มันดูดีและมีราคามากทีเดียว
"อยากรู้อะไรเกี่ยวกับฉันอีกไหมฮึ" กวางถาม
“เออ....นั่นแหวนแฟนเหรอ สวยดีนี่ เขาให้กวางเหรอ..." ผมมองไปที่แหวนด้วยสายตาเหยียดๆ ไม่ได้รู้สึกว่ามันสวยเลอค่าอะไร ลึกๆ ในใจ ริษยาเต็มประดา ที่หนุ่มคนนั้นมันกลายเป็นคนพิเศษของกวาง
"เขาคงเอาใจเธอมากล่ะสิ กวาง ทั้งอาหาร แก้วแหวนเงินทอง ไม่ได้ขาด" ผมเอ่ยเสียงเยาะๆ หัวเราะเบาๆ ในลำคอ
"นี่ดรีมเห็นกวางเป็นผู้หญิงแบบไหน คิดจะรับของอะไรจากใครง่ายๆ" เธอโต้เสียงแข็ง แล้วแย้งต่อทันที
"กวางน่ะ ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดหรอกนะ กวางจะรับของคนที่กวางรักเท่านั้น และเราก็คบหาดูใจกันมาหลายปี กว่าจะมาถึงขั้นนี้"
"คงเป็นแหวนหมั้นหมายของเธอล่ะสิ" ผมประชด
“ไม่ได้หมั้นกันเป็นพิธีหรอกค่ะ เขานึกอยากให้เขาก็ซื้อให้ กวางเคยบอกว่าชอบ... อยากได้”
"นี่แหละน๊าาา ผู้หญิง ! เงินกับความรักมาคู่กันจริงๆ มีเงินก็มีแฟนสวยได้" ผมบ่นลอยๆ
"ไม่ใช่ทั้งหมดหรอกค่ะ ผู้หญิงอาจแต่งงานกับใครก็ได้ ที่คู่ควร แต่ไม่ได้แปลว่ารัก"
"กวางรักเขาหรือเปล่าฮึ..." ผมถามตรงๆ อันที่จริงก็นึกเสียดายผู้หญิงดีดีอย่างกวางขึ้นมา ผมก็แค่คนเห็นแก่ตัวคนนึง ที่เสียดายของที่เคยเป็น เคยได้ เคยมีเท่านั้นเอง ทั้งที่มีเวลามีน้องกวางไว้ครอบครองในอดีตหนึ่งที่เธอยกให้มันเป็นช่วงเวลาของผมคนเดียวเท่านั้น ผมเองกลับไม่เห็นค่าอะไรในตัวเธอเท่าใด ไม่เคยแม้แต่จะบอก "รักคุณ" ให้เธอชื่นใจด้วยซ้ำ