เกาะติดสถานการณ์ชุมนุม // แง้มประตู "ปฏิวัติ"
สำนักข่าวออนไลน์ พีเพิล ยูนิตี้ - สถานการณ์ทางการเมืองนับตั้งแต่วันที่ 5 มกราคมเป็นต้นไป กำลังเดินเข้าสู่ "จุดแตกหัก" อย่างแท้จริง หลังคำประกาศ "ทุบหม้อข้าวตีเมือง" ของกำนันสุเทพ
เหล่ากุนซือข้างกายกำนันสุเทพที่แวดล้อมไปด้วยตำรวจเก่า-ทหารแก่ รวมทั้งนักการเมืองอาชีพอย่างกำนันสุเทพเองย่อมรู้ดีว่า การเดินเกมเช่นนี้จะนำไปสู่อะไร
จากโมเดลเคลื่อนไหวทางการเมืองในหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ผ่านมา ไม่มีครั้งไหนที่ชัยชนะของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจะจบลงด้วย "สันติวิธี" ไม่มีการเสียเลือดเนื้อ
ถ้าไม่จบลงด้วยการจลาจล หรือนองเลือด ก็ต้องจบลงด้วยการ "รัฐประหาร" ซึ่งถ้าจะพูดให้ตรงจุดก็คือ ถ้า "ทหาร" ไม่เอาด้วย ก็ปิดประตูชนะได้เลย
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ก็เช่นกัน แม้จะมีการชูธง "ปฏิวัติประชาชน" เพื่อนำไปสู่ "สภาประชาชน" โดยเชื่อว่า พลังบริสุทธิ์ของประชาชนจะโค่นระบอบทักษิณได้
แต่ก็อย่างที่เห็นว่า ระดับ "จิตสำนึก" ของรัฐบาลนอมินีทักษิณเป็นเช่นไร เพราะในประเทศที่เจริญแล้ว ถ้ามีคนออกมาเรือนล้าน และมีการเสียเลือดเนื้อจากการชุมนุม
ไม่ต้องรอให้ใครมาไล่ ไม่ต้องให้ใครมาทวงถามรับผิดชอบ รับรองว่าประกาศ "ลาออก" โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น
ทว่า ทฤษฎีการเมือง และหลักจริยธรรมใดๆ ไม่สามารถใช้ได้กับรัฐบาลนอมินีทักษิณ โดยเฉพาะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ถ่ายทอด "ดีเอ็นเอ" ของพี่ชายมา 100% เต็ม
เพราะตั้งแต่ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม "ลักหลับ" ตอนตี 4 มาจนถึงการลักหลับซ้ำสองด้วยการแอบสมัคร ส.ส.ตอนตี 4 จนมีคนบาดเจ็บล้มตายทั้งตำรวจและผู้ชุมนุม
ยังไม่เคยมีคำ "ขอโทษ" หลุดจากปากผู้นำอย่างยิ่งลักษณ์แม้แต่คำเดียว
ฉะนั้น เมื่อไม่อาจเรียกหาจริยธรรมทางการเมืองจากนักการเมืองที่ไร้จิตสำนึกได้ ปฏิบัติการขั้นเด็ดขาดจึงต้องเกิดขึ้น เพราะยิ่งทอดเวลาออกไปยิ่งไม่เป็นผลดีกับมวลชน
น่าสนใจว่า ห้วงเวลาเดินขบวนเผอิญไปสอดคล้องกับการเคลื่อนกำลังพล และยุทโธปกรณ์ของทหารสังกัดกองทัพภาคที่ 1 ที่จะมาเดินสวนสนามในวันกองทัพไทย
กองทัพภาคที่ 1 แจ้งว่า จะเคลื่อนพลเข้ากรุงมาที่กรมทหารราบที่ 11 บางเขน ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม และอยู่ยาวไปจนถึงวันสวนสนามในวันที่ 18 มกราคม
ทหารเป็นกองพลเข้ากรุงมายาวนานเกือบ 2 สัปดาห์ ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรง ไม่รวมกับทหาร 22 กองร้อยที่มาช่วยตำรวจดูแลสถานที่ราชการ
ถ้าคิดจะปฏิวัติกันจริงๆ ไม่เกิน 1 ชั่วโมง ก็ยึดได้เบ็ดเสร็จแล้ว!!!
น่าสนใจว่า ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ก็พูดให้หนาวเล่นๆว่า ประตูปฏิวัติไม่มีปิดหรือเปิด ทุกอย่างขึ้นกับ "สถานการณ์" เป็นตัวกำหนด
วันดีคืนดี พล.ท.ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 3 น้องชาย ผบ.ทบ. ก็ไปพูดกับกำลังพลที่ จ.ตาก ให้ติดตามสถานการณ์ทางการเมือง และเตรียมพร้อมเอาไว้
ที่สำคัญ ผบ.เหล่าทัพ ทุบโต๊ะไม่เอา "พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" เพราะไม่ต้องการให้ซ้ำรอยเหตุการณ์ปี 53 ซึ่งรัฐบาล สมช. และตำรวจ คงรู้ดีว่า หมายความว่าอย่างไร
จากสถานการณ์ที่กำลังจะเป็นไป และท่าทีของทหารที่ถูกบีบให้ต้องออกมาจัดการสถานการณ์ของบ้านเมือง ถือว่าขณะนี้ "ประตูปฏิวัติ" ได้ถูกแง้มเอาไว้แล้ว
อย่างไรก็ตาม การปฏิวัตินั้นไม่ยาก ที่ยากคือการรักษาเสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่บ้านเมืองแบ่งเป็นฝักฝ่าย และมวลชนอีกฝ่ายก็เข้มแข็งมาก
ที่ไม่ควรลืมคือ "ทหารแตงโม" และ "ตำรวจมะเขือเทศ" ที่จะทำให้สถานการณ์ขยายวงไปอีกขั้นจนอาจนำไปสู่ "สงครามกลางเมือง" ได้โดยง่าย
ทหารกำลังถูกบีบให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะมันหมายถึงความล่มสลายของบ้านเมือง รวมทั้งสถาบันหลักของชาติที่จะต้องพิทักษ์รักษายิ่งชีวิต
โดย - เสมา พิทักษ์ราชัน
5 มกราคม 2557
http://peopleunitynews.com/web02/2014/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A1-5/
แง้มประตู "ปฏิวัติ"
สำนักข่าวออนไลน์ พีเพิล ยูนิตี้ - สถานการณ์ทางการเมืองนับตั้งแต่วันที่ 5 มกราคมเป็นต้นไป กำลังเดินเข้าสู่ "จุดแตกหัก" อย่างแท้จริง หลังคำประกาศ "ทุบหม้อข้าวตีเมือง" ของกำนันสุเทพ
เหล่ากุนซือข้างกายกำนันสุเทพที่แวดล้อมไปด้วยตำรวจเก่า-ทหารแก่ รวมทั้งนักการเมืองอาชีพอย่างกำนันสุเทพเองย่อมรู้ดีว่า การเดินเกมเช่นนี้จะนำไปสู่อะไร
จากโมเดลเคลื่อนไหวทางการเมืองในหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ผ่านมา ไม่มีครั้งไหนที่ชัยชนะของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจะจบลงด้วย "สันติวิธี" ไม่มีการเสียเลือดเนื้อ
ถ้าไม่จบลงด้วยการจลาจล หรือนองเลือด ก็ต้องจบลงด้วยการ "รัฐประหาร" ซึ่งถ้าจะพูดให้ตรงจุดก็คือ ถ้า "ทหาร" ไม่เอาด้วย ก็ปิดประตูชนะได้เลย
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ก็เช่นกัน แม้จะมีการชูธง "ปฏิวัติประชาชน" เพื่อนำไปสู่ "สภาประชาชน" โดยเชื่อว่า พลังบริสุทธิ์ของประชาชนจะโค่นระบอบทักษิณได้
แต่ก็อย่างที่เห็นว่า ระดับ "จิตสำนึก" ของรัฐบาลนอมินีทักษิณเป็นเช่นไร เพราะในประเทศที่เจริญแล้ว ถ้ามีคนออกมาเรือนล้าน และมีการเสียเลือดเนื้อจากการชุมนุม
ไม่ต้องรอให้ใครมาไล่ ไม่ต้องให้ใครมาทวงถามรับผิดชอบ รับรองว่าประกาศ "ลาออก" โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น
ทว่า ทฤษฎีการเมือง และหลักจริยธรรมใดๆ ไม่สามารถใช้ได้กับรัฐบาลนอมินีทักษิณ โดยเฉพาะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ถ่ายทอด "ดีเอ็นเอ" ของพี่ชายมา 100% เต็ม
เพราะตั้งแต่ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม "ลักหลับ" ตอนตี 4 มาจนถึงการลักหลับซ้ำสองด้วยการแอบสมัคร ส.ส.ตอนตี 4 จนมีคนบาดเจ็บล้มตายทั้งตำรวจและผู้ชุมนุม
ยังไม่เคยมีคำ "ขอโทษ" หลุดจากปากผู้นำอย่างยิ่งลักษณ์แม้แต่คำเดียว
ฉะนั้น เมื่อไม่อาจเรียกหาจริยธรรมทางการเมืองจากนักการเมืองที่ไร้จิตสำนึกได้ ปฏิบัติการขั้นเด็ดขาดจึงต้องเกิดขึ้น เพราะยิ่งทอดเวลาออกไปยิ่งไม่เป็นผลดีกับมวลชน
น่าสนใจว่า ห้วงเวลาเดินขบวนเผอิญไปสอดคล้องกับการเคลื่อนกำลังพล และยุทโธปกรณ์ของทหารสังกัดกองทัพภาคที่ 1 ที่จะมาเดินสวนสนามในวันกองทัพไทย
กองทัพภาคที่ 1 แจ้งว่า จะเคลื่อนพลเข้ากรุงมาที่กรมทหารราบที่ 11 บางเขน ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม และอยู่ยาวไปจนถึงวันสวนสนามในวันที่ 18 มกราคม
ทหารเป็นกองพลเข้ากรุงมายาวนานเกือบ 2 สัปดาห์ ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรง ไม่รวมกับทหาร 22 กองร้อยที่มาช่วยตำรวจดูแลสถานที่ราชการ
ถ้าคิดจะปฏิวัติกันจริงๆ ไม่เกิน 1 ชั่วโมง ก็ยึดได้เบ็ดเสร็จแล้ว!!!
น่าสนใจว่า ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ก็พูดให้หนาวเล่นๆว่า ประตูปฏิวัติไม่มีปิดหรือเปิด ทุกอย่างขึ้นกับ "สถานการณ์" เป็นตัวกำหนด
วันดีคืนดี พล.ท.ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 3 น้องชาย ผบ.ทบ. ก็ไปพูดกับกำลังพลที่ จ.ตาก ให้ติดตามสถานการณ์ทางการเมือง และเตรียมพร้อมเอาไว้
ที่สำคัญ ผบ.เหล่าทัพ ทุบโต๊ะไม่เอา "พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" เพราะไม่ต้องการให้ซ้ำรอยเหตุการณ์ปี 53 ซึ่งรัฐบาล สมช. และตำรวจ คงรู้ดีว่า หมายความว่าอย่างไร
จากสถานการณ์ที่กำลังจะเป็นไป และท่าทีของทหารที่ถูกบีบให้ต้องออกมาจัดการสถานการณ์ของบ้านเมือง ถือว่าขณะนี้ "ประตูปฏิวัติ" ได้ถูกแง้มเอาไว้แล้ว
อย่างไรก็ตาม การปฏิวัตินั้นไม่ยาก ที่ยากคือการรักษาเสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่บ้านเมืองแบ่งเป็นฝักฝ่าย และมวลชนอีกฝ่ายก็เข้มแข็งมาก
ที่ไม่ควรลืมคือ "ทหารแตงโม" และ "ตำรวจมะเขือเทศ" ที่จะทำให้สถานการณ์ขยายวงไปอีกขั้นจนอาจนำไปสู่ "สงครามกลางเมือง" ได้โดยง่าย
ทหารกำลังถูกบีบให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะมันหมายถึงความล่มสลายของบ้านเมือง รวมทั้งสถาบันหลักของชาติที่จะต้องพิทักษ์รักษายิ่งชีวิต
โดย - เสมา พิทักษ์ราชัน
5 มกราคม 2557
http://peopleunitynews.com/web02/2014/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A1-5/