02 มกราคม 2557 (ที่สุดแห่งปี2556) TOT3G ลงทุนโครงข่าย เฟสแรก ประมาณ 15000 ลบ. รายได้จากบริการ 3G ของทีโอทีที่ผ่านมาแต่ละปีอยู่ที่ 200 ล้านบาท ต่างกันลิบลับเมื่อเทียบกับเงินเป็นหมื่นล้านบาทที่ลงทุนไปแล้ว
ประเด็นหลัก
เช่นกันกับการทำสัญญาเช่าใช้โครงข่ายเพื่อขายปลีกบริการ (MVNO) กับ บมจ.สามารถ ไอ-โมบาย ที่เจอโรคเลื่อนแล้วเลื่อนอีกไม่แพ้กัน แม้จะเจรจาต่อรองและตกลงเรื่องส่วนแบ่งรายได้ใหม่เรียบร้อยตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยยอมจ่ายส่วนแบ่งให้ทีโอที 45% แลกสิทธิ์ในการขายซิม 2.8 ล้านเลขหมายหรือ 40% ของความจุโครงข่าย TOT 3G ก็ยังเซ็นสัญญากันไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงแผนการทำตลาด
แหล่งข่าวจาก "ทีโอที" ระบุว่า รายได้จากบริการ 3G ของทีโอทีที่ผ่านมาแต่ละปีอยู่ที่ 200 ล้านบาท ต่างกันลิบลับเมื่อเทียบกับเงินเป็นหมื่นล้านบาทที่ลงทุนไปแล้ว
ทั้ง ๆ ที่มีเป้าหมายว่าจะต้องสร้างรายได้ใหม่ขึ้นมาทดแทนสัมปทานที่เริ่มลดลง และถึงจะเหลืออยู่ก็ต้องส่งเข้ากระทรวงการคลังโดยตรงตั้งแต่ 20 ธ.ค. 2556 ที่ผ่านมา
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1388419804
______________________________________
ไฮไลต์สมรภูมิสื่อสารไทย กดปุ่ม 3G-ประมูลทีวีดิจิทัล
หลังเสร็จสิ้นการประมูลใบอนุญาต 3G คลื่น 2.1 GHz เรียบร้อยโรงเรียน "กสทช." สมรภูมิธุรกิจมือถือก็กลับมาร้อนฉ่าอีกคำรบ เพราะเท่ากับกดปุ่มเปิดเกมการแข่งขันใหม่ให้ค่ายมือถือ กับกฎเกณฑ์กติกาในการดำเนินธุรกิจจากระบบสัมปทานมายังระบบใหม่ "ใบอนุญาต" โดยถ้วนหน้ากัน
ค่ายมือถือต่างลุยหมดหน้าตัก โดยเฉพาะ"เอดับบลิวเอ็น" ในเครือเอไอเอส โดยเปิดให้บริการได้ถึง 20 จังหวัดภายใน 5 เดือน ฝั่ง "ดีแทค" และ "ทรูมูฟ เอช" ดูจะไม่รีบร้อนเท่า เพราะคลื่นความถี่ที่ทั้งคู่มีในมือมีพอเพียงให้บริการ 3G มาสักพักแล้ว คลื่น 2.1 GHz จึงไม่ต้องเร่งมากนัก
กดปุ่ม 3G เขย่าธุรกิจ
แต่ถึงกระนั้นปีนี้ก็ถือเป็นปีแรกที่ทั้ง 3 ค่ายกดปุ่มเปิดเกม 3G เป็นทางการ ถ้ารวมเม็ดเงินการลงทุนของทุกเจ้าคงไม่หนีหลักแสนล้านบาท เฉพาะ "เอดับบลิวเอ็น" ก็ปาเข้าไป 7 หมื่นล้านบาทแล้ว แต่ใน 2-3 ปีนี้ (นะ) ไม่ใช่ในปีเดียว
ฝั่ง "ทรู" มี "ทรูมูฟ เอช" เดิมที่ให้บริการภายใต้คลื่น 850 MHz นำร่องพักใหญ่แล้ว แต่ก็ออกแรงเต็มสตรีมสั่งผลิตเครื่องพะยี่ห้อ "ทรูบียอนด์" หลายรุ่นออกสู่ตลาด มีจุดเด่นที่สเป็กสูงราคาไม่แพงเป็นการต่อยอดเฮาส์แบรนด์ "โกไลฟ์" ที่เน้นราคาถูกมาก ๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้
ขณะที่ "ดีแทค" ไม่รีบไม่ร้อน และไม่ได้ชูโรงเรื่อง 3G ในการทำตลาด เลือกสร้างแบรนด์ "ไตรเน็ต" เพื่อสื่อสารจุดแข็งที่เป็นค่ายเดียวที่มี 3 ย่านความถี่ (850-1800-2100 MHz) แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีเฮาส์แบรนด์ "ไตรเน็ตโฟน" กระตุ้นให้ลูกค้าเปลี่ยนเครื่องจาก 2G มาเป็น 3G เช่นกันกับ "เอดับบลิวเอ็น" ที่ทำเครื่องราคาไม่แพงออกมา แต่จับมือกับผู้ผลิตบิ๊กเนมที่ต้องการมีที่ยืนในตลาดสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นเอเซอร์, แซดทีอี และหัวเว่ย เป็นต้น
การกดปุ่ม 3G คลื่นใหม่ 2.1 GHz ส่งผลให้ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ ได้รับอานิสงส์ไปตาม ๆ กัน ไล่มาตั้งแต่ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย "สมาร์ทโฟน" และ "แท็บเลต" (อันหลังมีแรงกระตุ้นจากโปรเจ็กต์แจกแท็บเลตเด็ก ป.1) ส่งผลให้ "สมาร์ทดีไวซ์" ขายดิบขายดีถ้วนหน้า
การใช้สมาร์ทโฟนที่เติบโตสร้างแรงกระเพื่อมต่อธุรกิจ "อีคอมเมิร์ซและโฆษณาดิจิทัล" ด้วย หลายเว็บไซต์เริ่มเห็นสัดส่วนการเข้าถึงข้อมูลและการสั่งซื้อสั่งขายผ่านมือถือมากขึ้นมากหลายแห่งเริ่มหันมาปรับหน้าเว็บ และพัฒนาแอปพลิเคชั่นเพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคสมาร์ทโฟน 3G
ทีโอที 3G-MVNO ไร้อนาคต
หลังจากได้ "ยงยุทธ วัฒนสินธุ์" ลูกหม้อขึ้นมาเป็นซีอีโอ "ทีโอที" ในไตรมาสแรกของปี เพื่อมาสานต่อภารกิจคาราคาซังหลายเรื่อง 1 ในนั้นคือปัญหาการติดตั้งโครงข่าย TOT 3G เฟสแรก 5,320 สถานีฐาน มูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2554 จนสิ้นปีนี้ก็ยังไม่เรียบร้อย
เช่นกันกับการทำสัญญาเช่าใช้โครงข่ายเพื่อขายปลีกบริการ (MVNO) กับ บมจ.สามารถ ไอ-โมบาย ที่เจอโรคเลื่อนแล้วเลื่อนอีกไม่แพ้กัน แม้จะเจรจาต่อรองและตกลงเรื่องส่วนแบ่งรายได้ใหม่เรียบร้อยตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยยอมจ่ายส่วนแบ่งให้ทีโอที 45% แลกสิทธิ์ในการขายซิม 2.8 ล้านเลขหมายหรือ 40% ของความจุโครงข่าย TOT 3G ก็ยังเซ็นสัญญากันไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงแผนการทำตลาด
แหล่งข่าวจาก "ทีโอที" ระบุว่า รายได้จากบริการ 3G ของทีโอทีที่ผ่านมาแต่ละปีอยู่ที่ 200 ล้านบาท ต่างกันลิบลับเมื่อเทียบกับเงินเป็นหมื่นล้านบาทที่ลงทุนไปแล้ว
ทั้ง ๆ ที่มีเป้าหมายว่าจะต้องสร้างรายได้ใหม่ขึ้นมาทดแทนสัมปทานที่เริ่มลดลง และถึงจะเหลืออยู่ก็ต้องส่งเข้ากระทรวงการคลังโดยตรงตั้งแต่ 20 ธ.ค. 2556 ที่ผ่านมา
กสทฯปลดล็อกสัญญาทรู
ฟาก "กสท โทรคมนาคม" ปลอดโปร่งกว่าเมื่อหาทางออกให้สัญญาธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ทำกับกลุ่มทรูได้ในที่สุด แม้ต้องรอถึงต้นเดือน ต.ค. เมื่อ ครม.อนุมัติโครงการและงบฯลงทุนสร้างโครงข่าย 14,545 ล้านบาท และอนุมัติวงเงินค่าเช่าอุปกรณ์และโครงข่ายที่ต้องจ่ายให้กลุ่มทรูตลอดสัญญา 14 ปี (2554-2568) เป็นเงิน 201,503 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าเช่าเสา 37,128 ล้านบาท ระบบสื่อสัญญาณ 8,070 ล้านบาท ค่าเช่าอุปกรณ์สถานีฐานและโครงข่ายหลัก 156,304 ล้านบาท
ทำให้ "กสทฯ" ก็จะเริ่มรับรู้รายรับรายจ่ายได้ทันที ซึ่งข้อมูลจากงบการเงินของบริษัทระบุว่า รายได้ของ กสทฯจากโครงการ 3G HSPA ในปี 2554 อยู่ที่ 1,717.25 ล้านบาท ปี 2555 อยู่ที่ 8,982.35 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายปี 2554 อยู่ที่ 1,233.36 ล้านบาท ปี 2555 อยู่ที่ 8,290.50 ล้านบาท รวมแล้ว ณ สิ้นสุดปี 2555 กสทฯมีกำไรจากโครงการนี้ 1,175.74 ล้านบาท
โดย "กิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ" ซีอีโอ กสทฯประกาศทันทีว่า ในสิ้นปีนี้จะมีกำไร 4,500 ล้านบาท ปีหน้าเพิ่มเป็นเกือบ 7,000 ล้านบาท และจะเพิ่มมากกว่านี้หลังทำสัญญา MVNO กับบริษัท 365 คอมมูนิเคชั่นจำกัดไปเมื่อ พ.ย.ที่ผ่านมา เรียกว่าพลิกฟื้นองค์กรได้ทันในวันไร้ส่วนแบ่งสัมปทานพอดี
ชู "สมาร์ทไทยแลนด์-ฟรีไวไฟ"
แม้จะโดน กสทช.ช่วงชิงความโดดเด่นมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งการประมูล 3G และทีวีดิจิทัล แถมไทยยังอยู่ในอันดับ 95 ในการสำรวจดัชนีการเติบโตด้านไอซีที (ICT Development Index : IDI) ที่สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ได้สำรวจจาก 157 ประเทศในปีที่ผ่านมา ลดจากอันดับ 94 จากการสำรวจหนก่อน
แต่ "น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ" รัฐมนตรีกระทรวงไอซีทียังชูนโยบายสมาร์ทไทยแลนด์เป็นผลงานเด่น โดยระบุว่าวางรากฐานโครงการ อาทิ เริ่มโครงการพัฒนาเครือข่ายสื่อสารข้อมูลเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ (Government Information Network : GIN) โครงการ G-Cloud ที่พร้อมให้รัฐบาลใหม่เข้ามาต่อยอดได้ทันที
ขณะที่การติดตั้งจุดให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายตามโครงการ ICT Free WiFi มีจุดให้บริการทั่วประเทศแล้ว 200,000 จุด โดยกระทรวงไอซีทีรับผิดชอบติดตั้งเอง 15,000 จุด ที่เหลือเป็นความร่วมมือกับค่ายสื่อสาร และมีเป้าหมายขยายให้ครบ 300,000 แห่งภายในสิ้นปี 2557โดย 150,000 จุดให้บริการในสถานีตำรวจ สถานีอนามัย ศาลากลางจังหวัด 30,000 แห่งทั่วประเทศ ได้รับการสนับสนุน
งบฯ 950 ล้านบาทจาก กสทช. แต่เพิ่งได้รับหนังสือแจ้งการสนับสนุนงบประมาณเป็นทางการกลาง ธ.ค.จะเริ่มติดตั้งได้คงไตรมาส 1 ปี 2557 โน่นเลย
ร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่
อีกเรื่องที่ได้รับการจับตามองจากวงการไอที เป็นการยกร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ จากข้อกล่าวหาว่าสร้างปัญหามากกว่าเก่า ตั้งแต่นิยาม และกำหนดโทษที่ผิดธรรมชาติของการใช้อินเทอร์เน็ต ทำให้สร้างปัญหาในการบังคับใช้ รวมถึงการให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ขอให้ศาลออกคำสั่งปิดเว็บไซต์ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรอง 3 ขั้นตอนแบบเดิม ไม่รู้ว่าเมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภาไปก่อน โดยที่กระทรวงไอซีทียังไม่ได้เสนอร่างฉบับใหม่ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ ก่อนเข้ากระบวนการนิติบัญญัติต่อไป จึงเป็นเรื่องค้างคารอรัฐบาลใหม่มาสานต่อ
ฝันสร้างปีทองคุ้มครองผู้บริโภค
ประเดิมเปิดปี 2556 เลขาธิการ กสทช. "ฐากร ตัณฑสิทธิ์" ประกาศชัดว่าจะเป็น "ปีทองแห่งการคุ้มครองผู้บริโภค" ให้สอดคล้องกับการออกแถลงการณ์ของ กสทช. ในการคุ้มครองประโยชน์ชาติและประชาชนจากการประมูลคลื่นความถี่ 2.1 GHz โดยมาตรการแรกที่ทำคือ การกำกับให้เป็นไปตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต โดยให้ทั้ง 3 ค่ายกำหนดอัตราค่าบริการ 3G โดยลดลงเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 15% แต่สุดท้ายก็โอละพ่อเมื่อลูกค้าไม่ได้ลด 15% ทุกแพ็กเกจ แต่ลดลงโดยเฉลี่ยสำหรับโปรโมชั่นใหม่บน 3G 2.1 GHz เท่านั้น
ขณะที่ปัญหาเรื้อรังอย่างการกำหนดวันหมดอายุบริการพรีเพด (เติมเงิน) แม้ กสทช.จะขึงขังสั่งห้ามทุกค่ายมือถือกำหนดวันหมดอายุ และห้ามเก็บค่าโทร.เกินนาทีละ 99 สตางค์ แต่สุดท้ายที่ประชุม กทค.ก็เห็นชอบการกำหนดวันหมดอายุพรีเพดตามที่ทุกค่ายขอมาคือ การเติมเงินทุกมูลค่าจะได้รับวันใช้งาน 30 วัน และสะสมได้ไม่เกิน 365 วัน ส่วนกรณีค่าโทร.เกิน 99 สตางค์นั้น หากอยากได้เงินส่วนต่างคืนต้องร้องเรียน กสทช.เป็นราย ๆ ไป
สิ้นสุดสัมปทานทรูมูฟ-ดีพีซี
ลุ้นกันสุดสุดสำหรับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคหลังสัมปทานการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่น 1800 MHz ของ "ทรูมูฟ" และ "ดีพีซี" ที่สิ้นสุดลงเมื่อ 15 ก.ย.
ที่ผ่านมา เมื่อ กทค.ยืนยันว่าต้องออกประกาศป้องกันซิมดับ เพื่อให้ผู้รับสัมปทานดูแลลูกค้าได้ต่อเนื่อง ท่ามกลางเสียงคัดค้านของนักวิชาการด้านกฎหมายว่าไม่มีอำนาจดำเนินการ ขณะที่เจ้าของสัมปทานอย่าง บมจ.กสท โทรคมนาคม ก็ยืนยันเช่นกันว่า มีเงื่อนไขภายใต้สัมปทานกำหนดแนวทางจัดการหลังหมดสัมปทานไว้แล้วไม่ใช่เรื่องที่ กทค.จะมายกลูกค้าภายใต้สัมปทานไปให้เอกชนดูแล สุดท้ายก็ต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาลฟ้องร้องศาลปกครอง
ปีแห่งการแจกใบอนุญาต
กสทช. ฝั่งบรอดแคสต์ ประเดิมปีนี้ด้วยมหกรรมมอบใบอนุญาตเคเบิลทีวี-ทีวีดาวเทียม 854 ช่องรายการ ใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุ 3,589 ใบอนุญาต พร้อมเริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่านทีวีสู่ระบบดิจิทัล การให้ใบอนุญาตให้บริการโครงข่าย (มัลติเพล็กเซอร์) 15 ปี รองรับการแพร่ภาพด้วยระบบดิจิทัลให้ช่อง 11 ช่อง 9 ไทยพีบีเอส และช่อง 5
โดยเป็นการให้ใบอนุญาตแลกกับการที่ไทยพีบีเอสส่งคืนคลื่น UHF ที่ถือครองอยู่ และยุติการออกอากาศแอนะล็อกภายใน 3 ปี ส่วนช่อง 5 ช่อง 9 และช่อง 11 แลกกับการคืนคลื่นระบบแอนะล็อกภายใน 5 ปี และที่ช่อง 5 ได้ 2 ใบอนุญาต เพราะเสนอจะยุติสัมปทานสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ที่ให้กับบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ในปี 2561 จากเดิมสิ้นสุดปี 2566
และยังออกประกาศต่าง ๆ เกี่ยวกับคุณสมบัติผู้ที่จะขอรับใบอนุญาตทีวีดิจิทัลทั้ง 48 ช่อง โดยช่องธุรกิจ 24 ช่อง ใช้วิธีประมูลหาผู้เสนอราคาสูงสุดวันที่ 26-27 ธ.ค.นี้ แบ่งเป็นช่องวาไรตี้ความคมชัดสูง (HD) 7 ช่อง วาไรตี้ความคมชัดปกติ (SD) 7 ช่อง ข่าวสารสาระ 7 ช่อง รายการเด็ก เยาวชนและครอบครัวอีก 3 ช่อง มีผู้ยื่นขอรับใบอนุญาต 29 บริษัท 41 ซอง ทั้งจะแจกคูปองส่วนลดสำหรับซื้อเครื่องรับโทรทัศน์หรือกล่องแปลงสัญญาณทีวีดิจิทัล (Set-Top-Box) ให้ 22 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 690 บาท จะทยอยแจกตั้งแต่ เม.ย.ปี 2557 ตามความครอบคลุมโครงข่าย
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1388419804
ผมขอเปลื่ยนชื่อจาก So Magawn เป็น Magawn19 (มันมีความหมายว่าเริ่มเล่นพันทิปอายุ19ครับ) มีผลทุกช่องทางนะครับ รวมถึงคลังความรู้โทรคมนาคมและการสือสาร
http://magawn19.blogspot.com/
(ที่สุดแห่งปี2556) TOT3G ลงทุนโครงข่าย เฟสแรก ประมาณ 15000 ลบ. รายได้จากบริการ 3G ของทีโอทีที่ผ่านมาแต่ละปีอยู่ที่ 200ลบ
ประเด็นหลัก
เช่นกันกับการทำสัญญาเช่าใช้โครงข่ายเพื่อขายปลีกบริการ (MVNO) กับ บมจ.สามารถ ไอ-โมบาย ที่เจอโรคเลื่อนแล้วเลื่อนอีกไม่แพ้กัน แม้จะเจรจาต่อรองและตกลงเรื่องส่วนแบ่งรายได้ใหม่เรียบร้อยตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยยอมจ่ายส่วนแบ่งให้ทีโอที 45% แลกสิทธิ์ในการขายซิม 2.8 ล้านเลขหมายหรือ 40% ของความจุโครงข่าย TOT 3G ก็ยังเซ็นสัญญากันไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงแผนการทำตลาด
แหล่งข่าวจาก "ทีโอที" ระบุว่า รายได้จากบริการ 3G ของทีโอทีที่ผ่านมาแต่ละปีอยู่ที่ 200 ล้านบาท ต่างกันลิบลับเมื่อเทียบกับเงินเป็นหมื่นล้านบาทที่ลงทุนไปแล้ว
ทั้ง ๆ ที่มีเป้าหมายว่าจะต้องสร้างรายได้ใหม่ขึ้นมาทดแทนสัมปทานที่เริ่มลดลง และถึงจะเหลืออยู่ก็ต้องส่งเข้ากระทรวงการคลังโดยตรงตั้งแต่ 20 ธ.ค. 2556 ที่ผ่านมา
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1388419804
______________________________________
ไฮไลต์สมรภูมิสื่อสารไทย กดปุ่ม 3G-ประมูลทีวีดิจิทัล
หลังเสร็จสิ้นการประมูลใบอนุญาต 3G คลื่น 2.1 GHz เรียบร้อยโรงเรียน "กสทช." สมรภูมิธุรกิจมือถือก็กลับมาร้อนฉ่าอีกคำรบ เพราะเท่ากับกดปุ่มเปิดเกมการแข่งขันใหม่ให้ค่ายมือถือ กับกฎเกณฑ์กติกาในการดำเนินธุรกิจจากระบบสัมปทานมายังระบบใหม่ "ใบอนุญาต" โดยถ้วนหน้ากัน
ค่ายมือถือต่างลุยหมดหน้าตัก โดยเฉพาะ"เอดับบลิวเอ็น" ในเครือเอไอเอส โดยเปิดให้บริการได้ถึง 20 จังหวัดภายใน 5 เดือน ฝั่ง "ดีแทค" และ "ทรูมูฟ เอช" ดูจะไม่รีบร้อนเท่า เพราะคลื่นความถี่ที่ทั้งคู่มีในมือมีพอเพียงให้บริการ 3G มาสักพักแล้ว คลื่น 2.1 GHz จึงไม่ต้องเร่งมากนัก
กดปุ่ม 3G เขย่าธุรกิจ
แต่ถึงกระนั้นปีนี้ก็ถือเป็นปีแรกที่ทั้ง 3 ค่ายกดปุ่มเปิดเกม 3G เป็นทางการ ถ้ารวมเม็ดเงินการลงทุนของทุกเจ้าคงไม่หนีหลักแสนล้านบาท เฉพาะ "เอดับบลิวเอ็น" ก็ปาเข้าไป 7 หมื่นล้านบาทแล้ว แต่ใน 2-3 ปีนี้ (นะ) ไม่ใช่ในปีเดียว
ฝั่ง "ทรู" มี "ทรูมูฟ เอช" เดิมที่ให้บริการภายใต้คลื่น 850 MHz นำร่องพักใหญ่แล้ว แต่ก็ออกแรงเต็มสตรีมสั่งผลิตเครื่องพะยี่ห้อ "ทรูบียอนด์" หลายรุ่นออกสู่ตลาด มีจุดเด่นที่สเป็กสูงราคาไม่แพงเป็นการต่อยอดเฮาส์แบรนด์ "โกไลฟ์" ที่เน้นราคาถูกมาก ๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้
ขณะที่ "ดีแทค" ไม่รีบไม่ร้อน และไม่ได้ชูโรงเรื่อง 3G ในการทำตลาด เลือกสร้างแบรนด์ "ไตรเน็ต" เพื่อสื่อสารจุดแข็งที่เป็นค่ายเดียวที่มี 3 ย่านความถี่ (850-1800-2100 MHz) แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีเฮาส์แบรนด์ "ไตรเน็ตโฟน" กระตุ้นให้ลูกค้าเปลี่ยนเครื่องจาก 2G มาเป็น 3G เช่นกันกับ "เอดับบลิวเอ็น" ที่ทำเครื่องราคาไม่แพงออกมา แต่จับมือกับผู้ผลิตบิ๊กเนมที่ต้องการมีที่ยืนในตลาดสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นเอเซอร์, แซดทีอี และหัวเว่ย เป็นต้น
การกดปุ่ม 3G คลื่นใหม่ 2.1 GHz ส่งผลให้ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ ได้รับอานิสงส์ไปตาม ๆ กัน ไล่มาตั้งแต่ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย "สมาร์ทโฟน" และ "แท็บเลต" (อันหลังมีแรงกระตุ้นจากโปรเจ็กต์แจกแท็บเลตเด็ก ป.1) ส่งผลให้ "สมาร์ทดีไวซ์" ขายดิบขายดีถ้วนหน้า
การใช้สมาร์ทโฟนที่เติบโตสร้างแรงกระเพื่อมต่อธุรกิจ "อีคอมเมิร์ซและโฆษณาดิจิทัล" ด้วย หลายเว็บไซต์เริ่มเห็นสัดส่วนการเข้าถึงข้อมูลและการสั่งซื้อสั่งขายผ่านมือถือมากขึ้นมากหลายแห่งเริ่มหันมาปรับหน้าเว็บ และพัฒนาแอปพลิเคชั่นเพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคสมาร์ทโฟน 3G
ทีโอที 3G-MVNO ไร้อนาคต
หลังจากได้ "ยงยุทธ วัฒนสินธุ์" ลูกหม้อขึ้นมาเป็นซีอีโอ "ทีโอที" ในไตรมาสแรกของปี เพื่อมาสานต่อภารกิจคาราคาซังหลายเรื่อง 1 ในนั้นคือปัญหาการติดตั้งโครงข่าย TOT 3G เฟสแรก 5,320 สถานีฐาน มูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2554 จนสิ้นปีนี้ก็ยังไม่เรียบร้อย
เช่นกันกับการทำสัญญาเช่าใช้โครงข่ายเพื่อขายปลีกบริการ (MVNO) กับ บมจ.สามารถ ไอ-โมบาย ที่เจอโรคเลื่อนแล้วเลื่อนอีกไม่แพ้กัน แม้จะเจรจาต่อรองและตกลงเรื่องส่วนแบ่งรายได้ใหม่เรียบร้อยตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยยอมจ่ายส่วนแบ่งให้ทีโอที 45% แลกสิทธิ์ในการขายซิม 2.8 ล้านเลขหมายหรือ 40% ของความจุโครงข่าย TOT 3G ก็ยังเซ็นสัญญากันไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงแผนการทำตลาด
แหล่งข่าวจาก "ทีโอที" ระบุว่า รายได้จากบริการ 3G ของทีโอทีที่ผ่านมาแต่ละปีอยู่ที่ 200 ล้านบาท ต่างกันลิบลับเมื่อเทียบกับเงินเป็นหมื่นล้านบาทที่ลงทุนไปแล้ว
ทั้ง ๆ ที่มีเป้าหมายว่าจะต้องสร้างรายได้ใหม่ขึ้นมาทดแทนสัมปทานที่เริ่มลดลง และถึงจะเหลืออยู่ก็ต้องส่งเข้ากระทรวงการคลังโดยตรงตั้งแต่ 20 ธ.ค. 2556 ที่ผ่านมา
กสทฯปลดล็อกสัญญาทรู
ฟาก "กสท โทรคมนาคม" ปลอดโปร่งกว่าเมื่อหาทางออกให้สัญญาธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ทำกับกลุ่มทรูได้ในที่สุด แม้ต้องรอถึงต้นเดือน ต.ค. เมื่อ ครม.อนุมัติโครงการและงบฯลงทุนสร้างโครงข่าย 14,545 ล้านบาท และอนุมัติวงเงินค่าเช่าอุปกรณ์และโครงข่ายที่ต้องจ่ายให้กลุ่มทรูตลอดสัญญา 14 ปี (2554-2568) เป็นเงิน 201,503 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าเช่าเสา 37,128 ล้านบาท ระบบสื่อสัญญาณ 8,070 ล้านบาท ค่าเช่าอุปกรณ์สถานีฐานและโครงข่ายหลัก 156,304 ล้านบาท
ทำให้ "กสทฯ" ก็จะเริ่มรับรู้รายรับรายจ่ายได้ทันที ซึ่งข้อมูลจากงบการเงินของบริษัทระบุว่า รายได้ของ กสทฯจากโครงการ 3G HSPA ในปี 2554 อยู่ที่ 1,717.25 ล้านบาท ปี 2555 อยู่ที่ 8,982.35 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายปี 2554 อยู่ที่ 1,233.36 ล้านบาท ปี 2555 อยู่ที่ 8,290.50 ล้านบาท รวมแล้ว ณ สิ้นสุดปี 2555 กสทฯมีกำไรจากโครงการนี้ 1,175.74 ล้านบาท
โดย "กิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ" ซีอีโอ กสทฯประกาศทันทีว่า ในสิ้นปีนี้จะมีกำไร 4,500 ล้านบาท ปีหน้าเพิ่มเป็นเกือบ 7,000 ล้านบาท และจะเพิ่มมากกว่านี้หลังทำสัญญา MVNO กับบริษัท 365 คอมมูนิเคชั่นจำกัดไปเมื่อ พ.ย.ที่ผ่านมา เรียกว่าพลิกฟื้นองค์กรได้ทันในวันไร้ส่วนแบ่งสัมปทานพอดี
ชู "สมาร์ทไทยแลนด์-ฟรีไวไฟ"
แม้จะโดน กสทช.ช่วงชิงความโดดเด่นมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งการประมูล 3G และทีวีดิจิทัล แถมไทยยังอยู่ในอันดับ 95 ในการสำรวจดัชนีการเติบโตด้านไอซีที (ICT Development Index : IDI) ที่สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ได้สำรวจจาก 157 ประเทศในปีที่ผ่านมา ลดจากอันดับ 94 จากการสำรวจหนก่อน
แต่ "น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ" รัฐมนตรีกระทรวงไอซีทียังชูนโยบายสมาร์ทไทยแลนด์เป็นผลงานเด่น โดยระบุว่าวางรากฐานโครงการ อาทิ เริ่มโครงการพัฒนาเครือข่ายสื่อสารข้อมูลเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ (Government Information Network : GIN) โครงการ G-Cloud ที่พร้อมให้รัฐบาลใหม่เข้ามาต่อยอดได้ทันที
ขณะที่การติดตั้งจุดให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายตามโครงการ ICT Free WiFi มีจุดให้บริการทั่วประเทศแล้ว 200,000 จุด โดยกระทรวงไอซีทีรับผิดชอบติดตั้งเอง 15,000 จุด ที่เหลือเป็นความร่วมมือกับค่ายสื่อสาร และมีเป้าหมายขยายให้ครบ 300,000 แห่งภายในสิ้นปี 2557โดย 150,000 จุดให้บริการในสถานีตำรวจ สถานีอนามัย ศาลากลางจังหวัด 30,000 แห่งทั่วประเทศ ได้รับการสนับสนุน
งบฯ 950 ล้านบาทจาก กสทช. แต่เพิ่งได้รับหนังสือแจ้งการสนับสนุนงบประมาณเป็นทางการกลาง ธ.ค.จะเริ่มติดตั้งได้คงไตรมาส 1 ปี 2557 โน่นเลย
ร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่
อีกเรื่องที่ได้รับการจับตามองจากวงการไอที เป็นการยกร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ จากข้อกล่าวหาว่าสร้างปัญหามากกว่าเก่า ตั้งแต่นิยาม และกำหนดโทษที่ผิดธรรมชาติของการใช้อินเทอร์เน็ต ทำให้สร้างปัญหาในการบังคับใช้ รวมถึงการให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ขอให้ศาลออกคำสั่งปิดเว็บไซต์ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรอง 3 ขั้นตอนแบบเดิม ไม่รู้ว่าเมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภาไปก่อน โดยที่กระทรวงไอซีทียังไม่ได้เสนอร่างฉบับใหม่ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ ก่อนเข้ากระบวนการนิติบัญญัติต่อไป จึงเป็นเรื่องค้างคารอรัฐบาลใหม่มาสานต่อ
ฝันสร้างปีทองคุ้มครองผู้บริโภค
ประเดิมเปิดปี 2556 เลขาธิการ กสทช. "ฐากร ตัณฑสิทธิ์" ประกาศชัดว่าจะเป็น "ปีทองแห่งการคุ้มครองผู้บริโภค" ให้สอดคล้องกับการออกแถลงการณ์ของ กสทช. ในการคุ้มครองประโยชน์ชาติและประชาชนจากการประมูลคลื่นความถี่ 2.1 GHz โดยมาตรการแรกที่ทำคือ การกำกับให้เป็นไปตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต โดยให้ทั้ง 3 ค่ายกำหนดอัตราค่าบริการ 3G โดยลดลงเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 15% แต่สุดท้ายก็โอละพ่อเมื่อลูกค้าไม่ได้ลด 15% ทุกแพ็กเกจ แต่ลดลงโดยเฉลี่ยสำหรับโปรโมชั่นใหม่บน 3G 2.1 GHz เท่านั้น
ขณะที่ปัญหาเรื้อรังอย่างการกำหนดวันหมดอายุบริการพรีเพด (เติมเงิน) แม้ กสทช.จะขึงขังสั่งห้ามทุกค่ายมือถือกำหนดวันหมดอายุ และห้ามเก็บค่าโทร.เกินนาทีละ 99 สตางค์ แต่สุดท้ายที่ประชุม กทค.ก็เห็นชอบการกำหนดวันหมดอายุพรีเพดตามที่ทุกค่ายขอมาคือ การเติมเงินทุกมูลค่าจะได้รับวันใช้งาน 30 วัน และสะสมได้ไม่เกิน 365 วัน ส่วนกรณีค่าโทร.เกิน 99 สตางค์นั้น หากอยากได้เงินส่วนต่างคืนต้องร้องเรียน กสทช.เป็นราย ๆ ไป
สิ้นสุดสัมปทานทรูมูฟ-ดีพีซี
ลุ้นกันสุดสุดสำหรับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคหลังสัมปทานการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่น 1800 MHz ของ "ทรูมูฟ" และ "ดีพีซี" ที่สิ้นสุดลงเมื่อ 15 ก.ย.
ที่ผ่านมา เมื่อ กทค.ยืนยันว่าต้องออกประกาศป้องกันซิมดับ เพื่อให้ผู้รับสัมปทานดูแลลูกค้าได้ต่อเนื่อง ท่ามกลางเสียงคัดค้านของนักวิชาการด้านกฎหมายว่าไม่มีอำนาจดำเนินการ ขณะที่เจ้าของสัมปทานอย่าง บมจ.กสท โทรคมนาคม ก็ยืนยันเช่นกันว่า มีเงื่อนไขภายใต้สัมปทานกำหนดแนวทางจัดการหลังหมดสัมปทานไว้แล้วไม่ใช่เรื่องที่ กทค.จะมายกลูกค้าภายใต้สัมปทานไปให้เอกชนดูแล สุดท้ายก็ต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาลฟ้องร้องศาลปกครอง
ปีแห่งการแจกใบอนุญาต
กสทช. ฝั่งบรอดแคสต์ ประเดิมปีนี้ด้วยมหกรรมมอบใบอนุญาตเคเบิลทีวี-ทีวีดาวเทียม 854 ช่องรายการ ใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุ 3,589 ใบอนุญาต พร้อมเริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่านทีวีสู่ระบบดิจิทัล การให้ใบอนุญาตให้บริการโครงข่าย (มัลติเพล็กเซอร์) 15 ปี รองรับการแพร่ภาพด้วยระบบดิจิทัลให้ช่อง 11 ช่อง 9 ไทยพีบีเอส และช่อง 5
โดยเป็นการให้ใบอนุญาตแลกกับการที่ไทยพีบีเอสส่งคืนคลื่น UHF ที่ถือครองอยู่ และยุติการออกอากาศแอนะล็อกภายใน 3 ปี ส่วนช่อง 5 ช่อง 9 และช่อง 11 แลกกับการคืนคลื่นระบบแอนะล็อกภายใน 5 ปี และที่ช่อง 5 ได้ 2 ใบอนุญาต เพราะเสนอจะยุติสัมปทานสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ที่ให้กับบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ในปี 2561 จากเดิมสิ้นสุดปี 2566
และยังออกประกาศต่าง ๆ เกี่ยวกับคุณสมบัติผู้ที่จะขอรับใบอนุญาตทีวีดิจิทัลทั้ง 48 ช่อง โดยช่องธุรกิจ 24 ช่อง ใช้วิธีประมูลหาผู้เสนอราคาสูงสุดวันที่ 26-27 ธ.ค.นี้ แบ่งเป็นช่องวาไรตี้ความคมชัดสูง (HD) 7 ช่อง วาไรตี้ความคมชัดปกติ (SD) 7 ช่อง ข่าวสารสาระ 7 ช่อง รายการเด็ก เยาวชนและครอบครัวอีก 3 ช่อง มีผู้ยื่นขอรับใบอนุญาต 29 บริษัท 41 ซอง ทั้งจะแจกคูปองส่วนลดสำหรับซื้อเครื่องรับโทรทัศน์หรือกล่องแปลงสัญญาณทีวีดิจิทัล (Set-Top-Box) ให้ 22 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 690 บาท จะทยอยแจกตั้งแต่ เม.ย.ปี 2557 ตามความครอบคลุมโครงข่าย
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1388419804
ผมขอเปลื่ยนชื่อจาก So Magawn เป็น Magawn19 (มันมีความหมายว่าเริ่มเล่นพันทิปอายุ19ครับ) มีผลทุกช่องทางนะครับ รวมถึงคลังความรู้โทรคมนาคมและการสือสาร http://magawn19.blogspot.com/