Reign of the Lost : The Twin Diamonds (ภาค 1) ตอนที่ 9

กระทู้สนทนา
9
อเล็กซ์
ผมทานอาหารเช้ากับกอริล่า (ผู้รักการเต้นบัลเล่ต์)

“สรุป นายจะบอกว่านายเป็นเชื้อสายสิงโตคนสุดท้าย ที่หลงอยู่บนโลกของพวก  Mortal และยังแปลงร่างไม่ได้งั้นสินะ ”
เสียงของทหารผู้คุมตั้งคำถามเดิมๆ กับผมเป็นรอบที่เท่าไหร่ละนะ…ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจ อาจจะรอบที่หนึ่งร้อย หรือ หนึ่งร้อยกับอีกหนึ่งรอบนิล่ะ ในช่วงตลอดเวลากว่า  1 อาทิตย์ ที่ผมถูกนำตัวมาขังไว้ที่นี่

จริงๆแล้วผมว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องสอบปากคำผมด้วยซ้ำ เพราะไม่ว่าผมจะตอบอะไร จะอธิบายอะไรไป มันเหมือนพวกเขาไม่มีใครสนใจกับคำตอบเหล่านั้นอยู่แล้ว ต่อให้เด็กอมมือก็ยังสามารถรับรู้ได้ว่าพวกเขาไม่คิดจะเชื่อผมแม้เพียงน้อยนิด และที่การสอบปากคำยังคงเกิดขึ้นแทนที่จะเป็นการตัดหัวของผมในฐานะสายลับ ก็เพียงเพราะเป็นคำสั่งขององค์หญิง ซิลเวียร์ สวอร์น ผู้สูงส่งเท่านั้น

ผมใช้เวลาว่างส่วนมากของผมเมื่อไม่ได้ถูกมัดอยู่บนเก้าอี้และสอบปากคำ ไปกับการสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัวภายในกรงขังอันแสนอบอุ่น  ผมถูกขังอยู่ในกรงขังเก่าๆ ซึ่งมีพื้นที่แค่พอให้ผมสามารถเหยียดขาออกไปได้จนสุด  หากผมต้องอยู่ในนี้อีกไม่เกิน 3 วัน ผมคงจะต้องเป็นโรคอ้วนแน่ๆ เนื่องจากภายในกรงขังนี้ไม่มีพื้นที่แม้แต่จะเดินออกกำลังกายเสียด้วยซ้ำ แต่ก็อย่างว่านะ…ผมอาจจะเป็นโรคขาดสารอาหารมากกว่าโรคอ้วนก็ได้ หากพิจารณาจากปริมาณอาหารและน้ำที่ผมได้รับระหว่างถูกคุมขังอยู่ที่นี่  ซึ่งหากโรงเรียน The Cringle colonial School มีอาหารที่สกปรกและน้อยนิดเท่าที่ผมจะพอจินตนาการออกมาได้ ก็แสดงว่าผมคงเป็นคนที่มีจินตนาการที่แคบเกินไป เพราะผมแทบจะไม่ได้กินอะไรเลย และอาหารส่วนมากที่ผมได้รับจะเป็นการกินทางสายตาผ่านลูกกรงซึ่งมองออกไปเห็นเหล่าผู้คุมที่กำลังทานอาหารซึ่งจัดวางอยู่เต็มโต๊ะกันอย่างเอร็ดอร่อย

ผนังด้านบนของที่คุมขังเป็นหินยอกหินง้อยเป็นจำนวนมาก แทรกด้วยวัชพืขนาๆที่ขึ้นแทรมเป็นหย่อมๆ ผมสามารถนับวันเวลาที่ผ่านพ้นไปแต่ละวันด้วยการนับจำนวนครั้งที่ผมมองเห็นดวงจันทร์ผ่านทางหน้าต่างลูกกรงบานเล็กๆที่ติดอยู่บนผนังอีกด้านหนึ่งเท่านั้น และเมื่อคืนเป็นครั้งที่ 6 ที่ผมมองเห็นมันฉายแสงอย่างแรงกล้าอยู่ด้านนอก…วันนี้ เช้าวันที่ 7 ที่ผมยังคงจมปลักอยู่ที่นี่ ในขณะที่น้องๆของผมกำลังเสี่ยงชีวิตอยู่บนโลกใหม่อันไม่คุ้นเคยของพวกเรา  

ถ้าวันนี้เป็นวันคริสมาสต์ผมก็คงได้รับของขวัญชิ้นใหม่ เป็นเก้าอี้สำหรับนั่งสอบสวนตัวใหม่หลังจากที่ตัวเก่าที่ผมใช้อยู่นั้นผุพังไปพร้อมกับร่างกายที่ถูกซ้อมจนน่วมของผม  ผมคงจะรู้สึกดีใจกว่านี้ถ้าพวกเขาจะช่วยเปลี่ยนเชือกที่ใช้มัดผมกับเก้าอี้ให้ใหม่ด้วย เพราะมันทั้งเก่าและเหม็นไปด้วยกลิ่นคาวเลือด ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจนักว่านอกจากเลือดของผมแล้วมันมีเลือดของใครอีกบ้างที่เคยถูกมัดอยู่กับเชือกนี้มาก่อน แต่ที่แน่ๆผมได้กลิ่นส่วนผสมของเลือดแพะ เลือดหมาป่า และเลือดของตัววอลรัส (จะเป็นพระคุณมาก ถ้าคุณจะไม่ถามผมว่าผมแยกกลิ่นเหล่านี้ออกได้อย่างไร)

ผมถ่มเลือดออกจากปาก หลังจากถูกพวกผู้คุมชกผมเข้าไปเต็มๆอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากผมไม่ได้ให้คำตอบที่ทำให้พวกเขาสามารถลากผมไปตัดหัวได้ในทันที  รามิเรสยืนควบคุมการสอบสวนอยู่ข้างหลัง เขาจ้องผมเขม็งเหมือนกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ต่างๆนาๆที่ผมยังคงโกหกเขาอยู่ หรือบางทีเขาอาจแค่กำลังแกล้งทำเป็นสนใจการสอบสวนครั้งนี้ก็เป็นได้

คุณภาพชีวิตของผมจะดีขึ้นนิดหน่อยทุกครั้งที่องค์หญิงซิลเวียร์ สวอร์น เข้ามาฟังการสอบสวนด้วยตัวเอง เธอดูจะมีความอดทนกับผมมากกว่าคนอื่นๆ และพยายามจะถามคำถามที่ดูจะสร้างความแตกต่างหรืออย่างน้อยก็ปกป้องผมจากการถูกด่าว่าเป็นคนโกหกและจบท้ายด้วยการใช้กำลังแทนคำตอบเป็นส่วนใหญ่…แต่ผมคืออเล็กซ์นะ เด็กที่ถูกคนในโรงเรียนรังเกรียจและยังเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กกำพร้าที่สังคมไม่ต้องการอีกต่างหาก ผมไม่มีทางจะดวงดีได้เป็นเวลานานหรอก ทุกครั้งที่องค์หญิงซิลเวียร์ สวอร์นเข้ามาเป็นผู้ซักถามผมนั้น มันไม่เคยกินเวลาเกินครึ่งชั่วโมงเสียด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นครั้งไหนมันก็มักจะต้องมีทหารวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตกอกตกใจก่อนจะรายงานสถานการณ์เร่งด่วนให้องค์หญิงรีบออกไปจัดการ เป็นต้นว่า กองลาดตระเวนที่ 7 ขาดการติดต่อไป 3 วันแล้ว , มีการเคลื่อนไหวระหว่างพระราชวังกับหุบเขาแห่งความมืด หรืออะไรคล้ายๆกับว่า มีแม่วัวท้องแก่กำลังจะคลอดเต็มทน และทุกครั้งองค์หญิงซิลเวียร์ สวอร์นก็จะต้องจบภารกิจการสอบสัมภาษณ์ผมและเร่งรุดออกไปในทันที

“องค์หญิงเสด็จ” เสียงทหารยามด้านนอกตะโกนบอกถึงการมาขององค์หญิงอีกครั้ง ขอบคุณสวรรค์ ผมจะรีบตักตวงเวลาครึ่งชั่วโมงแห่งความสุขให้เต็มที่เลยทีเดียว

ซิลเวียร์ สวอร์นยังคงดูสวยงามอย่างไม่มีที่ติ ในขณะเดียวกันก็ดูสูงส่งเกินคนทั่วไปจะสามารถสัมผัสถึงเหมือนในความทรงจำของผมทุกๆครั้ง  ชุดเกราะเต็มยศถูกออกแบบให้พอเหมาะพอเจาะกับรูปร่างผอมบางแต่แข็งแกร่งของเธอ หมวกเหล็กประดับด้วยภู่สีแดงยาวจรดพื้นวางอยู่บนอ้อมแขนของเธออย่างงามสง่า เธอเดินตรงมาหาผมด้วยท่าทีที่ดูน่าเกรงขามแบบที่คุณแทบจะต้องหลบตาทันทีที่เห็น (ใช่ๆ ที่ผมหลบตาเพราะความน่าเกรงขามของเธอ ไม่เกี่ยวอะไรกับความสวยงามของเธอหรอกนะ)

“นายคงยืนยันคำเดิมสินะ” เธอเริ่มพูดกับผมหลังจากที่นั่งลงบนเก้าอี้สอบสวน โดยมีรามิเรสยืนเอาอกเอาใจอยู่ด้านหลัง

“มันจะเป็นการดีกว่า หากพระองค์จะไม่ทรงเสียเวลากับสายลับรายนี้นานเกินไป…ให้กระหม่อมได้จัดการในวิธีของกระหม่อมเถิด” รามิเรสเริ่มใช้ทักษะนักโต้วาทีของเขาเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง

“มันจะเป็นการดีกว่า หากข้ามีเวลาเพียงพอที่จะสอบถามเจ้าหนุ่มนี่ด้วยตัวข้าเองมากกว่านี้” องค์หญิงสวนรามิเรสกลับไปทันควัน “เจ้าหนุ่มนี่เหรอ” เธอพูดเหมือนผมเป็นเด็กน้อยทั้งๆที่หากเทียบจากหน้าตาของเธอแล้ว ผมเชื่อว่าเธอเองก็ไม่ได้มีอายุที่มากกว่าผมสักเท่าไหร่เลย ผมอยากจะเถียงเธอกลับจริงๆ แต่ก็ตัดสินใจกลืนคำถกเถียงต่างๆไว้ดีกว่า แค่รับมือกับผู้คุมจอมบ้ากำลังนี่มันก็มากพอแล้ว  ผมไม่อยากเสียพลังงานที่มีอยู่น้อยนิดของผมไปกับการต่อร้องต่อเถียงกับองค์หญิงจอมบ้างานผู้นี้อีกคน

“เอาล่ะ หน่วยลาดตระเวนของเราได้ออกลาดตระเวนบริเวณที่เจ้าอ้างถึงการมาถึงดินแดนแห่งนี้ รวมถึงบริเวณหน้าผาที่เจ้าคิดว่าเจ้าได้ผ่านการต่อสู้กับพวกนกเงือกและฝูงหมาป่ามา” เธอเริ่มกล่าวต่อ

“แล้ว ?” ผมถามต่อและรู้สึกผิดนิดๆที่ใช้น้ำเสียงกวนประสาทเกินความจำเป็น
องค์หญิงซิลเวียร์ สวอร์น เชิดริมฝีปากขึ้นแสดงให้เห็นความกังวลและความไม่สบายใจเป็นอย่างมาก “โชคร้ายที่พวกเขาไม่ได้กลับมาอีกเลย  เราจึงไม่สามารถระบุได้ว่านายมาจากที่นั่นจริงๆ หรือเกิดการต่อสู้ขึ้นจริงๆหรือไม่”

ผมยอมรับรับว่าผมคอตกเล็กน้อย มันคงยากที่องค์หญิงจะยอมเสี่ยงส่งหน่วยลาดตระเวนของนางออกไปหาคำตอบอีก ในเมื่อพวกเขาไม่เคยกลับมาเลย ซึ่งนั่นก็แปลว่าชีวิตผมใกล้จะจบลงด้วยการโดนตัดหัวมากขึ้นทุกๆวินาที

“สำหรับตอนนี้นายควรจะ…” เธอยังพูดไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำ  นายทหารในชุดเกราะซึ่งเต็มไปด้วยเลือดก็วิ่งแจ้นเข้ามา เขามีลูกธนูดอกหนึ่งปักอยู่บนหมวกเหล็กของเขาด้วย

“องค์หญิง ศัตรูโจมตีที่ป้อมอีลีบุสต์พะย่ะค่ะ …แม่ทัพเธซีอุสขอกำลังเสริมโดยด่วน” เมื่อทหารรายนั้นรายงานจบเขาก็ล้มลงไปนอนนิ่งแทบจะทันที องค์หญิงรีบรุดไปประคองเขาขึ้นมา

“หมอ ! เรียกหมอมาที่นี่ด่วนเลย”เธอออกคำสั่งและรีบลุกขึ้น คว้าหมวกเหล็กของเธอออกไป
ผมไม่แน่ใจว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่ผมก็คิดว่าผมเห็นเธอเหลือบตามามองผม เหมือนเธอจะรู้สึกได้ถึงบาดแผลและรอยเลือดที่ถูกเช็ดออกจากใบหน้าของผมก่อนเธอจะเข้ามาทุกครั้ง

“รามิเรส เจ้ามากับข้า” นางหันมาสั่งแม่ทัพรามิเรสอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกจากห้องไป แม่ทัพรามิเรสและพวกผู้คุมที่เหลือเร่งรุดตามองค์หญิงออกไปทันที เหลือไว้เพียงผมกับผู้คุมอีกรายเท่านั้น  ผมคงจะไม่คิดเข้าข้างตัวเองมากไปใช่ไหมหากผมรู้สึกว่าองค์หญิงซิลเวียร์ สวอร์นพยายามจะช่วยผมมากที่สุดเท่าที่เธอสามารถจะทำได้แล้ว

“เหลือแค่นายกับฉันสินะ…เราคงมีเวลาสนุกๆด้วยกันอีกเยอะเลยทีเดียว” ทหารผู้คุมพูดกับผมด้วยใบหน้าดูมีความสุขเกินความจำเป็นสุดๆ เขาเดินอย่างสบายๆกลับไปที่โต๊ะอาหารเช้าก่อนจะหยิบโถน้ำมาดื่มยกใหญ่

น้ำ…ผมไม่ได้กินน้ำเต็มที่ขนาดนั้นนานแค่ไหนแล้วนะ ตั้งแต่ผมถูกขังอยู่ที่นี่นอกจากอาหารอันสกปรกและน้อยนิดแล้ว แม้แต่น้ำเองผมก็แทบจะไม่ได้แตะเลยด้วยซ้ำ

“ขอน้ำหน่อยเถอะ” ผมพูดออกมาและเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองโหยหามันมากกว่าที่ตัวเองเคยคิดไว้

“น้ำเหรอ…ได้สิเจ้าสายลับ” ผู้คุมหันมาหาผม เขามีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะค่อยๆเทน้ำทั้งหมดทิ้งลงพื้น

“ข้าว่าในนรกยังมีน้ำรอเจ้าอีกมากนะ รีบๆตายซะ เชื่อข้าเถอะว่ามันจะสบายกว่าตอนนี้เยอะ” เขาพูดจบก็เดินออกไปเพื่อปิดประตูห้องขัง ทิ้งให้ผมหมดเรี่ยวแรงอยู่บนเก้าอี้ต่อไป

บอกตามตรงว่านั่นเป็นการทำลายขวัญกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ต่อของผมที่ได้ผลดีทีเดียว ร่างกายและจิตใจผมเริ่มอยากจะยอมแพ้ จิตใจของผมรู้สึกถึงความแตกสลาย ตาของผมปิดและลมหายใจก็เริ่มขาดห้วง ผมคงใกล้จะตายเต็มที่ถึงขั้นเห็นภาพหลอน  ไม่ใช่แค่เห็นแต่ผมรู้สึกถึงมันได้เลยด้วยซ้ำไป  น้ำ…มีน้ำกำลังค่อยๆถูกลำเลียงเข้าสู่ริมฝีปากของผม ผมค่อยๆลืมตาขึ้นและพบว่ามีมือหนึ่งกำลังประคองโถใส่น้ำจรดปากของผมอยู่  มือของผู้หญิงอายุราวๆ 30-40 ปี แต่มันแปลกกว่ามือของผู้หญิงทั่วไปตรงที่มันมีเกล็ดเล็กๆมีเขียวอมส้มปกคลุมอยู่รอบผิวหนัง

ผมค่อยๆกลืนน้ำลงไป จนพอจะมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง จึงเชิดหน้าขึ้นเพื่อสบตาผู้มีพระคุณของผม แต่เธอกลับแฝงกายอยู่ในชุดเสื้อคลุมผ้าสักกะหลาดสีเขียวขี้ม้า ผ้าคลุมศรีษะของเธอได้ปกปิดใบหน้าเอาไว้จนหมดสิ้น

“ดื่มซะ เด็กน้อย บทบาทของเจ้าสำคัญนักต่อโลกของเรา และเจ้าไม่สมควรจะมาตายตรงนี้ โดยเฉพาะต่อหน้าเรา” เสียงของเธอทรงพลังและทุ้มลึก มันเหมือนเป็นทั้งคำสั่งและคำปลอบใจอย่างอบอุ่นในเวลาเดียวกัน ผมรู้สึกเหมือนต้องมนต์สะกดจากน้ำเสียงของเธอเลยทีเดียว หรืออาจเป็นเพราะถึงเธอจะเป็นกระเทยแก่ๆที่เอาน้ำมาให้ผมตอนนี้ผมก็คงจะปฏิเสธไม่ลงจริงๆก็เป็นได้

“เฮ้ย ! แกเป็นใครน่ะ เข้ามาในนี้ได้ยังไง” ทหารผู้คุมตะโกนออกมาอย่างไม่เชื่อสายตา เขาชักดาบขนาดใหญ่ซึ่งผมเชื่อว่ามันน่าจะสูงกว่าตัวผมเสียอีกออกมาจากกลางหลัง และเดินตรงรี่เข้ามา พร้อมทั้งเริ่มกลายร่างเป็นครึ่งคนครึ่งกอลิร่า (อย่าให้ผมบรรยายต่อเลย เอาเป็นว่ามันน่าเกลียดมากละกัน)

“อันตราย ! หลบเร็ว” ผมพยายามจะเตือนผู้หญิงปริศนา ผู้มีพระคุณของผม แต่ดูเธอไม่ได้กังวลใจต่อกอริล่าถือดาบที่หมายจะปลิดชีวิตของเธอแม้แต่น้อย เธอค่อยๆลุกขึ้นยืนและถอดผ้าคลุมศรีษะออก  และแม้เธอจะหันหลังให้ผมซึ่งทำให้ผมมองเห็นเพียงแต่ผมหยิกลอนยาวสีบลอนด์ทองของเธอเท่านั้น แต่มันก็ฉายแสงเจิดจรัดจนทำให้ผมถึงกับต้องหรี่ตาแทบจะทันที ผู้คุมกอริล่าถึงกับอึ้งไปเลยทีเดียวที่ได้เห็นใบหน้าของเธอ เขาค่อยๆทิ้งดาบและคุกเข่าลง ตัวเขาสั่นเทิ้มไปด้วยความเกรงกลัว

“โอ้…ท่าน…ท่าน   หม่อมฉันผิดไปแล้ว ได้โปรดอภัยให้ด้วย” เขาพูดออกมาอย่างยากเย็น  ร่างกายเขาคล่อยๆกลับกลายเป็นคนปกติโดยอัตโนมัติเหมือนความกลัวและความตกใจได้ทำให้ร่างกายเขาลัดวงจรขึ้นมายังไงยังงั้น  และผมก็ไม่รู้สึกผิดแม้แต่นิดเดียวที่กำลังสะใจที่เห็นเขากลัวจนตัวสั่นเหมือนเด็กทารกขนาดนี้

“ท่านผู้คุม” เธอพูดขึ้น “ข้าไม่ยักจำได้ว่าการสอบสวนผู้ต้องสงสัย มันป่าเถื่อนถึงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”

“โอ้..ท่าน..ข้าน้อยผิดไปแล้ว มันเป็นคำสั่งของแม่ทัพรามิเรสขอรับ”  โอเคตอนนี้ผมรู้แล้วว่าทหารกอริล่าผู้นี้มีความซื่อสัตย์กับแม่ทัพรามิเรสแบบสุดขั้วหัวใจจริงๆ

อ่านต่อ comment ต่อไปนะครับ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่