มาอีกตอนแบบติดๆ ^^
แอบเนื้อหาเยอะนิดนึงนะคะ ต้องปูพื้นเรื่องบ้านเมืองกับประวัติศาสตร์กันก่อนน่ะ
ความเดิมจ๊ะ
http://pantip.com/topic/31446104
###
บทที่ ๓ ศัตรูที่เปิดเผย
กว่าห้าศตวรรษแล้วที่คฤหาสน์เสตาลัญฉน์ตั้งตระหง่านอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงอุษณบุรี อันเป็นราชธานีแห่งแคว้นอากัณห์
คฤหาสน์หลังนี้เป็นอาคารโบราณขนาดใหญ่ สูงสามชั้น หันหน้าไปทางทิศตะวันออก วัสดุที่ใช้ก่อสร้างล้วนเป็นหินแกรนิต จึงมีความคงทน แม้จะผ่านการบูรณะบ้างเป็นครั้งคราว หากแต่ความแข็งแกร่งที่มองเห็นจากภายนอกนั้น สะท้อนถึงความเข้มแข็งองอาจของผู้ซึ่งอาศัยอยู่ภายในได้เป็นอย่างดี
คฤหาสน์แห่งนี้มีผังอาคารที่ค่อนข้างซับซ้อน แบ่งเป็นปีกอาคารทิศต่างๆ ทางเดินภายในก็ค่อนข้างลึกลับวกวน หากไม่อยู่จนคุ้นเคยก็อาจหลงทางได้ง่ายๆ
ความจริง อาคารแห่งนี้มีห้องหับกว่าห้าร้อยห้อง ทว่าที่ใช้งานจริงกลับไม่ถึงหนึ่งในสี่
หลังสิ้นสุดยุคของกาเยน เสตาลัญฉน์ ผู้คนที่เคยอาศัยอยู่จำนวนหนึ่งได้แยกย้ายออกไป ยิ่งหลังวิกฤตการณ์ราดิศเมื่อยี่สิบปีก่อน คนจำนวนไม่น้อยก็เห็นว่าคฤหาสน์เสตาลัญฉน์ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง จึงแยกย้ายไปเสียเป็นจำนวนมาก
คีตากำลังแต่งตัวอยู่ภายในห้องของตน ซึ่งอยู่ชั้นบนสุดของปีกอาคารด้านทิศใต้ หนึ่งวันหนึ่งคืนที่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ทำให้อาการปวดแผลทุเลาลงมาก และคาดว่าคงหายสนิทภายในหนึ่งสัปดาห์
...บาดแผลที่เขาได้รับจากการต่อสู้กับชาวเมยาดิค ไม่ว่าจะมีพิษหรือไม่ ล้วนแล้วแต่จะหายสนิทภายในหนึ่งสัปดาห์ทั้งสิ้น
ร่างกายซึ่งฟื้นคืนสภาพได้เร็วเช่นนี้เองที่พิฆานชื่นชมหนักหนา เขาเห็นว่ามันเป็นของขวัญจากเทพเจ้าแห่งแสง เทพเจ้าที่พวกเขา...ชาวอุตตราศูร นับถือบูชาอย่างสูงสุด
คีตาเปิดประตูห้องออกมา ก้าวไปตามทางเดินด้วยฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง ผนังห้องซึ่งกั้นปิดทางเดินทั้งสองด้านนั้นเรียบง่ายตามแบบสถาปัตยกรรมโบราณ ไม่ได้มีการสลักลวดลายอย่างสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ทว่าก็ทำให้ทางเดินดูมืดทึบ แม้จะมีคบไฟตามทางเป็นระยะก็ตาม
เสียงรองเท้าหนังสีดำกระทบพื้นหินดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คีตายังคงอยู่ในชุดสีดำล้วน บนหน้าผากคาดผ้าสีดำอันเป็นสัญลักษณ์ของกองกำลังเสตาลัญฉน์ ที่ผ้าคาดเอวของเขาเสียบอสิกรซึ่งซ่อนคมทั้งสองด้านอยู่ในปลอกหนังสีดำ
ครั้นออกมาถึงลานหน้าคฤหาสน์ เขาก็พบพิฆานรออยู่ที่นั่นพร้อมกับผู้ติดตามอีกสี่ห้าคน ทุกคนคาดดาบยาวที่ผ้าคาดเอว จูงม้าพันธุ์ดีจากคอกเสตาลัญฉน์ คอกม้าซึ่งอยู่ทางด้านหลังของคฤหาสน์
พวกเขาทั้งหมดขึ้นม้า แล้วควบขับออกจากคฤหาสน์ ดำเนินไปตามเส้นทาง มุ่งสู่ค่ายฝึกของกองกำลังเสตาลัญฉน์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ภายในเขตของกองทัพ
กองกำลังเสตาลัญฉน์ ก่อตั้งขึ้นโดย ศิษฎี เสตาลัญฉน์ ตั้งแต่เมื่อสี่ร้อยปีก่อน เชื่อกันว่าเขาได้รับพรจากเทพเจ้าแห่งแสง พร้อมกับรับประทานอสิกร เพื่อปกป้องชาวอุตตราศูร ต่อต้านการโจมตีอย่างหนักหน่วงของปิศาจเมยาดิคในเวลานั้น
เสตาลัญฉน์เป็นเพียงกองกำลังพิเศษ ซึ่งไม่สังกัดกองทัพ ไม่ขึ้นกับหน่วยงานใด ไม่มีกฎระเบียบอย่างทหาร ไม่มีเครื่องแบบ มีเพียงผ้าคาดหน้าผากสีดำเป็นสัญลักษณ์เท่านั้น ในระยะแรก พวกเขาใช้พื้นที่ว่างในเขตของคฤหาสน์เสตาลัญฉน์เป็นค่ายฝึก หากเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า กองกำลังมีขนาดใหญ่ขึ้น จึงจำเป็นต้องขยับขยายออกไปใช้พื้นที่ของกองทัพ และหยิบยืมม้ากับอาวุธบางส่วนจากกองทัพด้วย
นอกจากนี้ ในเมืองที่ห่างไกลจากกรุงอุษณบุรีออกไป ยังมีหน่วยย่อยของกองกำลัง ที่จะคอยช่วยเหลือ หรืออพยพชาวบ้านได้ ในยามที่ถูกจู่โจม โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตผู้นำอีกด้วย ทั้งยังมีม้าเร็วคอยส่งข่าวรายงานสถานกการณ์เป็นระยะ หากต้องการกำลังเสริมเมื่อใด ก็สามารถส่งไปได้ทันที
แม้กระนั้นกองกำลังเสตาลัญฉน์ก็ยังคงเป็นหน่วยงานอิสระ หากมีความสำคัญถึงขั้นที่ราชาผู้ปกครองแคว้นในสมัยก่อน รับสั่งให้เข้าร่วมในการประชุมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของบ้านเมืองอยู่เสมอ จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้
ในยุคสมัยหนึ่ง ราวสามร้อยปีก่อน ราชาผู้ปกครองแคว้นมีนามว่า อติราช ทรงเห็นความสำคัญของกองกำลังเสตาลัญฉน์ จึงมีดำริจะให้กองกำลังเป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดของกองทัพ ทว่าผู้นำกองกำลังในสมัยนั้นซึ่งเป็นคนตระกูลเสตาลัญฉน์ ทูลแสดงความเห็นว่า พวกเมยาดิคมักทำสงครามแบบกองโจร จึงจำเป็นต้องมีกองกำลังอิสระที่มีความคล่องตัว หากกองกำลังเสตลัญฉน์ไปขึ้นอยู่กับกองทัพก็จะเป็นการรวมศูนย์อำนาจ ทำให้กองกำลังขาดความคล่องตัว ปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่สะดวก การช่วยเหลือชาวบ้านก็จะทำได้ไม่รวดเร็ว
ราชาอติราชทรงสดับแล้วก็ทรงเห็นด้วย กองกำลังเสตาลัญฉน์จึงยังคงเป็นหน่วยงานอิสระเรื่อยมา
ทว่าก็มีบางคราวที่เสตาลัญฉน์ดูจะมีความสำคัญมากเกินไป...
หลังจากราชาอติราชสวรรคต ราชาอติรัชต์ขึ้นครองแคว้นสืบต่อ พระองค์มีจิตริษยาตระกูลเสตาลัญฉน์มาแต่แรก จึงทรงมีรับสั่งให้ยุบกองกำลังเสตาลัญฉน์เสีย และให้ตระกูลเสตาลัญฉน์ยุติความเคลื่อนไหวใดๆ ก็ตามที่ล่วงล้ำหน้าที่พลเมืองสามัญ ทั้งนี้เพราะองค์ราชาเกรงกลัวว่าเสตาลัญฉน์จะทำรัฐประหาร ยึดอำนาจชิงราชบัลลังก์ของพระองค์
ทว่าเนื่องจากเสตาลัญฉน์มีประชาชนหนุนหลัง การยุบกองกำลังจึงถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจนกลายเป็นเหตุการณ์จราจล ราชาอติรัชต์จึงต้องยกเลิกคำสั่ง และไม่ทรงกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อเสตาลัญฉน์อีก จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในอีกไม่กี่ปีต่อมา
บทเรียนครั้งนั้นทำให้ ไม่มีราชาองค์ใดคิดล้มล้างเสตาลัญฉน์อีกเลย อย่าว่าแต่เสตาลัญฉน์ก็ได้พิสูจน์ความสัตย์ซื่อ ด้วยการทำหน้าที่ปกป้องชาวอุตตราศูรอย่างดีที่สุด
อีกสาเหตุหนึ่งที่เสตาลัญฉน์ได้รับการสนับสนุนจากชาวบ้านอย่างมากมาย ก็เพราะนักรบในกองกำลังทั้งชายและหญิง โดยมากเป็นผู้คนที่สูญเสียบ้าน สูญเสียญาติมิตรจากการโจมตีของพวกเมยาดิค บางคนอาสาเข้ามาเอง บางคนได้รับความช่วยเหลือจากเสตาลัญฉน์ พักพิงอาศัยอยู่ใต้ปีกเสตาลัญฉน์ พวกเขาจึงต้องการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพื่อทดแทนบุญคุณอันนี้ และเพื่อความอยู่เป็นสุขของรุ่นลูกรุ่นหลาน แต่ไม่ว่าจะมีกำลังมากเพียงใด พวกเขาก็ยังไม่อาจกำจัดปิศาจเมยาดิคให้หมดไปได้
ปิศาจเมยาดิค...คำที่ชาวบ้านต่างเรียกขานชนเผ่าพื้นเมืองอันลึกลับและดุร้าย พวกมันไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ทราบแต่ว่าพวกมันเปลี่ยนร่างเป็นสัตว์ได้ เปลี่ยนเป็นสัตว์ร้ายที่มีขนาดใหญ่ พวกมันเข้าทำลายชีวิต ทำลายบ้านเรือน เป็นปิศาจร้ายที่ต้องกำจัด
นับแต่อดีตมา ชาวอุตตราศูรต้องอกสั่นขวัญหายจากการโจมตีของชาวเมยาดิค แม้แต่ในกรุงอุษณบุรีเอง ซึ่งน่าจะเป็นเมืองที่ปลอดภัยที่สุด เพราะเป็นเมืองหลวงที่มีทหารคุ้มกันแน่นหนา ก็ยังมีพวกเมยาดิคเล็ดลอดเข้ามาก่อความวุ่นวายให้ชาวเมืองต้องแตกตื่นหลายต่อหลายครั้ง
หลายคนกล่าวว่า แคว้นอากัณห์คงเป็นแคว้นที่สงบมาก หากปราศจากปิศาจเหล่านี้ เนื่องเพราะแคว้นเล็กๆ แห่งนี้ ตั้งอยู่ในทวีปซึ่งเป็นแหลมยื่นลงไปในทะเล มีความอุดมสมบูรณ์ และหาสงครามได้ยาก ด้วยมีปราการทางธรรมชาติกั้นขวางอยู่ทุกทิศทาง คือมีทะเลกว้างใหญ่โอบล้อมตลอดรอบด้าน ส่วนที่ติดกับแผ่นดินคือทิศเหนือ ก็มีเทือกเขาสูงกั้นขวางไว้ เรียกว่าเทือกเขาเสียดฟ้า
หากแม้นเทือกเขาสูงใหญ่ปานนั้น ในอดีตกาลราวหกร้อยปีล่วงมา ก็ยังมีกลุ่มคนบุกฝ่าลงมาได้ บุคคลกลุ่มนี้เรียกตนเองว่า ชาวอุตตราศูร ซึ่งแปลว่านักรบผู้กล้าจากแดนเหนือ พวกเขามีความเข้มแข็ง กล้าหาญ และอดทน ด้วยถูกเคี่ยวกรำจากภูมิประเทศที่เคยอยู่ ซึ่งเป็นดินแดนที่ราบสูงอันกันดารและหนาวเย็น พวกเขาอพยพลงมาทางใต้ ลัดเลาะผ่านเทือกเขาสูงนั้น จนกระทั่งมาพบดินแดนอันอบอุ่นและอุดมสมบูรณ์ที่แหลมแห่งนี้ จึงพากันตั้งบ้านตั้งเมือง จวบจนกลายมาเป็นแคว้นอากัณห์ในปัจจุบัน
ส่วนพวกเมยาดิค ชนเผ่าพื้นเมืองก็ถูกผลักดันให้ถอยร่น จนต้องหลบลี้อยู่ในป่า โดยเฉพาะป่ากว้างใหญ่ที่อยู่ทางทิศใต้ของแคว้น อันเป็นจุดใต้สุดของแหลม เป็นป่าอันดำมืดที่ไม่มีผู้ใดกล้าเฉียดกรายเข้าใกล้ ผู้คนต่างเรียกป่าแห่งนั้นว่า...ป่าปิศาจ
กองกำลังเสตาลัญฉน์เคยส่งคนไปสำรวจที่ป่าแห่งนั้นหลายครั้ง หากพวกเขาก็ได้แต่สำรวจเพียงแนวชายป่า ไม่สามารถเข้าไปลึกถึงภายในได้ ด้วยถูกดักซุ่มโจมตีจนต้องถอยร่นกลับออกมาเสียทุกครั้ง
มีเพียงคีตาเท่านั้นที่เคยเข้าไปถึงภายใน...มีเพียงคีตาเท่านั้น
ชายหนุ่มตวัดเท้าลงจากหลังม้าหน้าอาคารไม้หลังหนึ่ง ซึ่งใช้เป็นศูนย์บัญชาการของกองกำลัง แปลกใจเล็กน้อยที่เห็นม้าสีขาวถูกผูกให้กินหญ้าอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าอาคาร หากแต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ บางทีอาจเป็นของใครสักคนที่แวะผ่านมา
คีตาส่งสายจูงม้าให้ผู้ติดตาม แล้วจึงก้าวเท้าขึ้นบันไดอาคาร ได้ยินเสียงฝึกซ้อมดังมาจากทางด้านหลัง สุ้มเสียงมีพลังฮึกเหิม แสดงถึงจิตใจองอาจห้าวหาญ พร้อมที่จะต่อสู้กับศัตรูได้ทุกเมื่อ
หากแต่เมื่อก้าวขึ้นไปได้เพียงสองก้าว ชายหนุ่มก็ต้องยั้งเท้าไว้ ทั้งนี้เพราะที่หัวบันได หน้าประตูทางเข้า มีคนผู้หนึ่งยืนอยู่
---
[ต่อด้านล่างฮับ]
คำสาปเสตาลัญฉน์ บทที่ ๓ ศัตรูที่เปิดเผย
แอบเนื้อหาเยอะนิดนึงนะคะ ต้องปูพื้นเรื่องบ้านเมืองกับประวัติศาสตร์กันก่อนน่ะ
ความเดิมจ๊ะ
http://pantip.com/topic/31446104
###
บทที่ ๓ ศัตรูที่เปิดเผย
กว่าห้าศตวรรษแล้วที่คฤหาสน์เสตาลัญฉน์ตั้งตระหง่านอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงอุษณบุรี อันเป็นราชธานีแห่งแคว้นอากัณห์
คฤหาสน์หลังนี้เป็นอาคารโบราณขนาดใหญ่ สูงสามชั้น หันหน้าไปทางทิศตะวันออก วัสดุที่ใช้ก่อสร้างล้วนเป็นหินแกรนิต จึงมีความคงทน แม้จะผ่านการบูรณะบ้างเป็นครั้งคราว หากแต่ความแข็งแกร่งที่มองเห็นจากภายนอกนั้น สะท้อนถึงความเข้มแข็งองอาจของผู้ซึ่งอาศัยอยู่ภายในได้เป็นอย่างดี
คฤหาสน์แห่งนี้มีผังอาคารที่ค่อนข้างซับซ้อน แบ่งเป็นปีกอาคารทิศต่างๆ ทางเดินภายในก็ค่อนข้างลึกลับวกวน หากไม่อยู่จนคุ้นเคยก็อาจหลงทางได้ง่ายๆ
ความจริง อาคารแห่งนี้มีห้องหับกว่าห้าร้อยห้อง ทว่าที่ใช้งานจริงกลับไม่ถึงหนึ่งในสี่
หลังสิ้นสุดยุคของกาเยน เสตาลัญฉน์ ผู้คนที่เคยอาศัยอยู่จำนวนหนึ่งได้แยกย้ายออกไป ยิ่งหลังวิกฤตการณ์ราดิศเมื่อยี่สิบปีก่อน คนจำนวนไม่น้อยก็เห็นว่าคฤหาสน์เสตาลัญฉน์ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง จึงแยกย้ายไปเสียเป็นจำนวนมาก
คีตากำลังแต่งตัวอยู่ภายในห้องของตน ซึ่งอยู่ชั้นบนสุดของปีกอาคารด้านทิศใต้ หนึ่งวันหนึ่งคืนที่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ทำให้อาการปวดแผลทุเลาลงมาก และคาดว่าคงหายสนิทภายในหนึ่งสัปดาห์
...บาดแผลที่เขาได้รับจากการต่อสู้กับชาวเมยาดิค ไม่ว่าจะมีพิษหรือไม่ ล้วนแล้วแต่จะหายสนิทภายในหนึ่งสัปดาห์ทั้งสิ้น
ร่างกายซึ่งฟื้นคืนสภาพได้เร็วเช่นนี้เองที่พิฆานชื่นชมหนักหนา เขาเห็นว่ามันเป็นของขวัญจากเทพเจ้าแห่งแสง เทพเจ้าที่พวกเขา...ชาวอุตตราศูร นับถือบูชาอย่างสูงสุด
คีตาเปิดประตูห้องออกมา ก้าวไปตามทางเดินด้วยฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง ผนังห้องซึ่งกั้นปิดทางเดินทั้งสองด้านนั้นเรียบง่ายตามแบบสถาปัตยกรรมโบราณ ไม่ได้มีการสลักลวดลายอย่างสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ทว่าก็ทำให้ทางเดินดูมืดทึบ แม้จะมีคบไฟตามทางเป็นระยะก็ตาม
เสียงรองเท้าหนังสีดำกระทบพื้นหินดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คีตายังคงอยู่ในชุดสีดำล้วน บนหน้าผากคาดผ้าสีดำอันเป็นสัญลักษณ์ของกองกำลังเสตาลัญฉน์ ที่ผ้าคาดเอวของเขาเสียบอสิกรซึ่งซ่อนคมทั้งสองด้านอยู่ในปลอกหนังสีดำ
ครั้นออกมาถึงลานหน้าคฤหาสน์ เขาก็พบพิฆานรออยู่ที่นั่นพร้อมกับผู้ติดตามอีกสี่ห้าคน ทุกคนคาดดาบยาวที่ผ้าคาดเอว จูงม้าพันธุ์ดีจากคอกเสตาลัญฉน์ คอกม้าซึ่งอยู่ทางด้านหลังของคฤหาสน์
พวกเขาทั้งหมดขึ้นม้า แล้วควบขับออกจากคฤหาสน์ ดำเนินไปตามเส้นทาง มุ่งสู่ค่ายฝึกของกองกำลังเสตาลัญฉน์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ภายในเขตของกองทัพ
กองกำลังเสตาลัญฉน์ ก่อตั้งขึ้นโดย ศิษฎี เสตาลัญฉน์ ตั้งแต่เมื่อสี่ร้อยปีก่อน เชื่อกันว่าเขาได้รับพรจากเทพเจ้าแห่งแสง พร้อมกับรับประทานอสิกร เพื่อปกป้องชาวอุตตราศูร ต่อต้านการโจมตีอย่างหนักหน่วงของปิศาจเมยาดิคในเวลานั้น
เสตาลัญฉน์เป็นเพียงกองกำลังพิเศษ ซึ่งไม่สังกัดกองทัพ ไม่ขึ้นกับหน่วยงานใด ไม่มีกฎระเบียบอย่างทหาร ไม่มีเครื่องแบบ มีเพียงผ้าคาดหน้าผากสีดำเป็นสัญลักษณ์เท่านั้น ในระยะแรก พวกเขาใช้พื้นที่ว่างในเขตของคฤหาสน์เสตาลัญฉน์เป็นค่ายฝึก หากเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า กองกำลังมีขนาดใหญ่ขึ้น จึงจำเป็นต้องขยับขยายออกไปใช้พื้นที่ของกองทัพ และหยิบยืมม้ากับอาวุธบางส่วนจากกองทัพด้วย
นอกจากนี้ ในเมืองที่ห่างไกลจากกรุงอุษณบุรีออกไป ยังมีหน่วยย่อยของกองกำลัง ที่จะคอยช่วยเหลือ หรืออพยพชาวบ้านได้ ในยามที่ถูกจู่โจม โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตผู้นำอีกด้วย ทั้งยังมีม้าเร็วคอยส่งข่าวรายงานสถานกการณ์เป็นระยะ หากต้องการกำลังเสริมเมื่อใด ก็สามารถส่งไปได้ทันที
แม้กระนั้นกองกำลังเสตาลัญฉน์ก็ยังคงเป็นหน่วยงานอิสระ หากมีความสำคัญถึงขั้นที่ราชาผู้ปกครองแคว้นในสมัยก่อน รับสั่งให้เข้าร่วมในการประชุมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของบ้านเมืองอยู่เสมอ จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้
ในยุคสมัยหนึ่ง ราวสามร้อยปีก่อน ราชาผู้ปกครองแคว้นมีนามว่า อติราช ทรงเห็นความสำคัญของกองกำลังเสตาลัญฉน์ จึงมีดำริจะให้กองกำลังเป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดของกองทัพ ทว่าผู้นำกองกำลังในสมัยนั้นซึ่งเป็นคนตระกูลเสตาลัญฉน์ ทูลแสดงความเห็นว่า พวกเมยาดิคมักทำสงครามแบบกองโจร จึงจำเป็นต้องมีกองกำลังอิสระที่มีความคล่องตัว หากกองกำลังเสตลัญฉน์ไปขึ้นอยู่กับกองทัพก็จะเป็นการรวมศูนย์อำนาจ ทำให้กองกำลังขาดความคล่องตัว ปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่สะดวก การช่วยเหลือชาวบ้านก็จะทำได้ไม่รวดเร็ว
ราชาอติราชทรงสดับแล้วก็ทรงเห็นด้วย กองกำลังเสตาลัญฉน์จึงยังคงเป็นหน่วยงานอิสระเรื่อยมา
ทว่าก็มีบางคราวที่เสตาลัญฉน์ดูจะมีความสำคัญมากเกินไป...
หลังจากราชาอติราชสวรรคต ราชาอติรัชต์ขึ้นครองแคว้นสืบต่อ พระองค์มีจิตริษยาตระกูลเสตาลัญฉน์มาแต่แรก จึงทรงมีรับสั่งให้ยุบกองกำลังเสตาลัญฉน์เสีย และให้ตระกูลเสตาลัญฉน์ยุติความเคลื่อนไหวใดๆ ก็ตามที่ล่วงล้ำหน้าที่พลเมืองสามัญ ทั้งนี้เพราะองค์ราชาเกรงกลัวว่าเสตาลัญฉน์จะทำรัฐประหาร ยึดอำนาจชิงราชบัลลังก์ของพระองค์
ทว่าเนื่องจากเสตาลัญฉน์มีประชาชนหนุนหลัง การยุบกองกำลังจึงถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจนกลายเป็นเหตุการณ์จราจล ราชาอติรัชต์จึงต้องยกเลิกคำสั่ง และไม่ทรงกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อเสตาลัญฉน์อีก จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในอีกไม่กี่ปีต่อมา
บทเรียนครั้งนั้นทำให้ ไม่มีราชาองค์ใดคิดล้มล้างเสตาลัญฉน์อีกเลย อย่าว่าแต่เสตาลัญฉน์ก็ได้พิสูจน์ความสัตย์ซื่อ ด้วยการทำหน้าที่ปกป้องชาวอุตตราศูรอย่างดีที่สุด
อีกสาเหตุหนึ่งที่เสตาลัญฉน์ได้รับการสนับสนุนจากชาวบ้านอย่างมากมาย ก็เพราะนักรบในกองกำลังทั้งชายและหญิง โดยมากเป็นผู้คนที่สูญเสียบ้าน สูญเสียญาติมิตรจากการโจมตีของพวกเมยาดิค บางคนอาสาเข้ามาเอง บางคนได้รับความช่วยเหลือจากเสตาลัญฉน์ พักพิงอาศัยอยู่ใต้ปีกเสตาลัญฉน์ พวกเขาจึงต้องการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพื่อทดแทนบุญคุณอันนี้ และเพื่อความอยู่เป็นสุขของรุ่นลูกรุ่นหลาน แต่ไม่ว่าจะมีกำลังมากเพียงใด พวกเขาก็ยังไม่อาจกำจัดปิศาจเมยาดิคให้หมดไปได้
ปิศาจเมยาดิค...คำที่ชาวบ้านต่างเรียกขานชนเผ่าพื้นเมืองอันลึกลับและดุร้าย พวกมันไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ทราบแต่ว่าพวกมันเปลี่ยนร่างเป็นสัตว์ได้ เปลี่ยนเป็นสัตว์ร้ายที่มีขนาดใหญ่ พวกมันเข้าทำลายชีวิต ทำลายบ้านเรือน เป็นปิศาจร้ายที่ต้องกำจัด
นับแต่อดีตมา ชาวอุตตราศูรต้องอกสั่นขวัญหายจากการโจมตีของชาวเมยาดิค แม้แต่ในกรุงอุษณบุรีเอง ซึ่งน่าจะเป็นเมืองที่ปลอดภัยที่สุด เพราะเป็นเมืองหลวงที่มีทหารคุ้มกันแน่นหนา ก็ยังมีพวกเมยาดิคเล็ดลอดเข้ามาก่อความวุ่นวายให้ชาวเมืองต้องแตกตื่นหลายต่อหลายครั้ง
หลายคนกล่าวว่า แคว้นอากัณห์คงเป็นแคว้นที่สงบมาก หากปราศจากปิศาจเหล่านี้ เนื่องเพราะแคว้นเล็กๆ แห่งนี้ ตั้งอยู่ในทวีปซึ่งเป็นแหลมยื่นลงไปในทะเล มีความอุดมสมบูรณ์ และหาสงครามได้ยาก ด้วยมีปราการทางธรรมชาติกั้นขวางอยู่ทุกทิศทาง คือมีทะเลกว้างใหญ่โอบล้อมตลอดรอบด้าน ส่วนที่ติดกับแผ่นดินคือทิศเหนือ ก็มีเทือกเขาสูงกั้นขวางไว้ เรียกว่าเทือกเขาเสียดฟ้า
หากแม้นเทือกเขาสูงใหญ่ปานนั้น ในอดีตกาลราวหกร้อยปีล่วงมา ก็ยังมีกลุ่มคนบุกฝ่าลงมาได้ บุคคลกลุ่มนี้เรียกตนเองว่า ชาวอุตตราศูร ซึ่งแปลว่านักรบผู้กล้าจากแดนเหนือ พวกเขามีความเข้มแข็ง กล้าหาญ และอดทน ด้วยถูกเคี่ยวกรำจากภูมิประเทศที่เคยอยู่ ซึ่งเป็นดินแดนที่ราบสูงอันกันดารและหนาวเย็น พวกเขาอพยพลงมาทางใต้ ลัดเลาะผ่านเทือกเขาสูงนั้น จนกระทั่งมาพบดินแดนอันอบอุ่นและอุดมสมบูรณ์ที่แหลมแห่งนี้ จึงพากันตั้งบ้านตั้งเมือง จวบจนกลายมาเป็นแคว้นอากัณห์ในปัจจุบัน
ส่วนพวกเมยาดิค ชนเผ่าพื้นเมืองก็ถูกผลักดันให้ถอยร่น จนต้องหลบลี้อยู่ในป่า โดยเฉพาะป่ากว้างใหญ่ที่อยู่ทางทิศใต้ของแคว้น อันเป็นจุดใต้สุดของแหลม เป็นป่าอันดำมืดที่ไม่มีผู้ใดกล้าเฉียดกรายเข้าใกล้ ผู้คนต่างเรียกป่าแห่งนั้นว่า...ป่าปิศาจ
กองกำลังเสตาลัญฉน์เคยส่งคนไปสำรวจที่ป่าแห่งนั้นหลายครั้ง หากพวกเขาก็ได้แต่สำรวจเพียงแนวชายป่า ไม่สามารถเข้าไปลึกถึงภายในได้ ด้วยถูกดักซุ่มโจมตีจนต้องถอยร่นกลับออกมาเสียทุกครั้ง
มีเพียงคีตาเท่านั้นที่เคยเข้าไปถึงภายใน...มีเพียงคีตาเท่านั้น
ชายหนุ่มตวัดเท้าลงจากหลังม้าหน้าอาคารไม้หลังหนึ่ง ซึ่งใช้เป็นศูนย์บัญชาการของกองกำลัง แปลกใจเล็กน้อยที่เห็นม้าสีขาวถูกผูกให้กินหญ้าอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าอาคาร หากแต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ บางทีอาจเป็นของใครสักคนที่แวะผ่านมา
คีตาส่งสายจูงม้าให้ผู้ติดตาม แล้วจึงก้าวเท้าขึ้นบันไดอาคาร ได้ยินเสียงฝึกซ้อมดังมาจากทางด้านหลัง สุ้มเสียงมีพลังฮึกเหิม แสดงถึงจิตใจองอาจห้าวหาญ พร้อมที่จะต่อสู้กับศัตรูได้ทุกเมื่อ
หากแต่เมื่อก้าวขึ้นไปได้เพียงสองก้าว ชายหนุ่มก็ต้องยั้งเท้าไว้ ทั้งนี้เพราะที่หัวบันได หน้าประตูทางเข้า มีคนผู้หนึ่งยืนอยู่
---
[ต่อด้านล่างฮับ]