กลับตัวก็ไม่ได้ ต้องไปต่อไปให้ถึง

กระทู้สนทนา
ชนชั้นกลางต้องการอะไร?
คนที่จน ต้องการฐานะทางเศรษฐกิจ
คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจแล้วล่ะ เขาต้องการอะไร?

เขาต้องการฐานะทางสังคมครับ
มีเงินแล้ว  ก็ต้องมีหน้าตาในสังคม มีคุณค่าในสังคม
ซึ่งหมายถึง ได้รับการยอมรับในคุณงามความดี ในสติปัญญาความสามารถ  ในรสนิยม ในความคิดความเชื่อ และศรัทธาทางการเมือง
เครื่องบ่งชี้ฐานะนั้น หลายๆอย่างใช้เงินซื้อได้ แต่หลายๆอย่างใช้เงินซื้อไม่ได้

แต่สิ่งที่ไม่ว่าคนมีเงินระดับไหนๆ ก็หาซื้อไม่ได้ นั่นคือ "การเป็นคนดี"  ซื้อไม่ได้จริงๆ
การเป็นคนดีนั้นเป็นนามธรรม ไม่ปรากฏว่ามีสีสันยังไง สัญลักษณ์อะไร

ประกอบกับการเป็นชนชั้นกลางในเมือง สังคมมันเกาะกันหลวมๆ ไม่มีใครสนใจใคร
บางทีอยู่กันมาเป็นปีๆ ไม่รู้จักข้างบ้าน ข้างห้อง ด้วยซ้ำไป  
ต่อให้มีความดีอะไร มีความสามารถอะไร มีความกิ๊บเก๋อะไร แล้วจะไปแสดงออกตรงไหน
อย่างมากก็แค่กลุ่มคนที่เราต้องพบเจอตัวเป็นๆในแต่ละวันเท่านั้น

Facebook มันมาเติมช่องตรงนี้ให้ชนชั้นกลางในเมือง
มันมาช่วยให้เขาแสดงออกถึงสิ่งต่างๆที่จะบ่งชี้สถานะทางสังคม
ความคิด ความเชื่อ ความชอบ ความดี  

ถ้าตัดเฟสบุคออกไปจากชีวิต จำนวนผู้รับรู้ความมีตัวตนของคุณจะเท่ากับ คนจริงๆที่คุณได้พบเจอในแต่ละวัน
ครึ่งหนึ่งคงเป็นการรู้จักเพื่อธุรกิจการงาน คงไม่ใช่กลุ่มคนที่จะมาสนใจฟังอะไรจากคุณมากนัก
หันมาดูเพื่อนร่วมงาน ก็นับที่คุยกันได้จริงๆคงไม่ถึง 5 คน

คนหลายล้านคนในเมืองนั้น
การกลับบ้านของเขาคือกลับเข้าห้องที่ไม่มีใครอยู่

นี่คือรูปแบบหนึ่งของชีวิตที่ตัดเฟสบุคออกไป

แต่เมื่อมีเฟสบุค มันอุดทุกช่อง
มันทำให้อานุภาพการสื่อสารอัตลักษณ์ของคนเหล่านี้ขยายได้อย่างไร้ชีดจำกัด
มันสามารถมอบทุกสิ่งทุกอย่างที่ขาดหายไปให้ได้

แล้ววิธีการเป็นคนดีของชนชั้นกลางในเมือง จะทำยังไง how?
แล้วจะแสดงออกถึงความดีนั้นได้ยังไง
พูดง่ายๆก้คือ จะแชร์ความดีทางเฟสบุคให้คนเห็นได้ยังไง?

ถ้าคุณสังเกตุให้ดี สังคมที่ยิ่งห่างจากเมืองเท่าไหร่ ก็จะไม่หวือหวากับการรวมตัวกันนัก
เพราะพวกเขาเกาะกันอย่างเหนียวแน่นอยู่แล้ว

แต่สังคมที่ยิ่งเข้าใกล้เมืองเท่าไหร่ (สังคมยิ่งหลวมมากเท่าไหร่ )
คนในสังคมนั้น ก็มักจะชอบสร้างปรากฏการณ์การรวมตัวใหญ่ขึ้น
เช่นนัดกันเคาท์ดาวน์ เอาคนเยอะๆ ชอบภาพที่คนเยอะๆ
คนเรายิ่งขาดอะไร มันจะต้องการการฃดเชยสิ่งนั้นมาก
คนเมืองก็ทำนองนี้  

ตอนนี้เรามี
คนเมือง+ ที่ต้องการมีฐานะทางสังคม + ต้องการการยอมรับคุณค่า + ความต้องการรวมกลุ่ม + facebook + ...  และตัวแปรสุดท้าย "ความดี"

มาพูดเรื่องความดีกัน
เอาความดีแบบไหนไปใส่ในสมการคนเมืองกันดี

ถ้าคุณทำความดีประเภทใส่ซอง ปล่อยปลา ไหว้พระ....
มันเป็นความดีที่ไม่มีคนสนใจอะไรกับคุณมากนัก เพราะทุกคนก็ทำ ทำใครทำมัน
พูดง่ายๆ มันเป็นความดีที่ไม่ Social เท่าไหร่

แล้วความดีแบบไหนล่ะ ที่มัน Social

โอว นั่นไง! ...  ความดีสำเร็จรูป ฉีกซองใช้ได้เลย!
เสิร์ฟปลายนิ้วเขี่ย ไม่ต้องไปหาจากไหน ไม่ต้องสร้างขึ้นมาเอง
คำพูด แนวคิด วาทะกรรมอะไร  ก็มีคนประดิษฐ์ให้หมดแล้ว อะไรจะพร้อมใช้ขนาดนี้
แชร์ก็ง่าย  กดไลค์ก็ง่าย  

ภาพลักษณ์ก็ดูดี มีแต่ไฮโซ มีแต่คนมีการศึกษา ดารา โอ้ว มันเยี่ยมจริงๆ เกร๋กู้ดถูกจริต
ช่วยให้เราเป้นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์อันนี้

สตอรี่ก็เยี่ยม  มีฝ่ายเทพ ฝ่ายมาร ชัดเจน
เราเล่นเป็นวีรบุรุษตัวเล็กๆที่ต่อกรกับมารร้ายระดับโลก เพื่อช่วยเหลือนางเอกที่ถูกจองจำไว้ในปราสาท
ยิ่งมาร ร้ายมากเท่าไหร่ เรายิ่งดูมีคุณค่ามากขึ้นเท่านั้น
แล้วเขาก็พากันสร้างภาพให้มารตัวนี่น่ากลัวเหนือจินตการเข้าไว้
เราจึงเห็นผู้คนออกเล่นเป็นบทชุเปอร์ฮีโร่กันเต็มบ้านเต็มเมือง

การเข้าใจผิด ยังไม่ร้ายเท่ากับการจงใจสร้างเรื่องเท็จขึ้นมา
หลอกตัวเอง หลอกพวกเดียวกันเอง เขาเป็นกันมากขนาดนั้น
อย่าแปลกใจถ้าได้ยินเรื่องเว่อร์ๆไม่น่าเชื่อ
และอย่าแปลกใจว่ามันเป็นเรื่องที่เล่นกับความกลัว
เพราะความกลัวจะทำให้พวกเขารวมตัวกันมากขึ้น แน่นแฟ้นขึ้น และยิ่งเชื่ออะไรได้ง่ายขึ้น

พวกเขาถลำตัวไปมาก ไปถึงจุดที่เรียกว่า กลับตัวก็ไม่ได้ ต้องไปต่ออย่างเดียว
เมื่อไหร่ที่เขามีความคิดสวนกระแสของกลุ่ม แม้แต่แว่บเดียว พวกเขาก็เลือกที่จะเพิกเฉย มองไม่เห็น ไม่สนใจ เพราะเขากลัวว่ามันจะเป้นความจริง กลัวว่ามันจำทำลายโลกทั้งหมดที่พวกเขาเป็นฮีโร่ ทิ้งสังคมที่พวกเขาได้รับการยอมรับนับถือ เขาไม่ต้องการให้ใครมาบอกว่า คุณกำลังอยู่ในความฝัน  
เขารู้ว่าเขาอาจจะกำลังฝันอยู่แต่เขาแค่ ใจไม่แข็งพอที่จะตื่นมารับกับความเป็นจริง

ง่ายๆครับ ถ้ามีคนอื่นมาบอกว่า คนที่คุณรักมากๆคนหนึ่ง แท้จริงแล้วได้ทำเรื่องเลวร้ายเอาไว้
สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคุณทันทีคือ คุณจะไม่เชื่อ
และเมื่อมีการพิสูจน์.... คุณก็จะบอกว่ามันไม่จริง
และเมื่อการพิสุจน์มันชัดเจนจนไม่รู้จะปฏิเสธยังไง ... คุณก็จะบอกว่า เขาไม่ตั้งใจ
และเมื่อเขารับสารภาพว่าเขาตั้งใจ ..... คุณก็จะบอกว่า ทำไปเพราะความจำเป็นใช่ไหม ใครบังคับ
เมื่อเขาบอกว่าไม่มีใครบังคับ เขาทำเอง.... คุณก็จะบอกว่า เลวร้ายกับใครยังไงก็ช่าง แต่คุณดีกับฉัน มันจึงไม่เกี่ยวกับฉัน



( งานเขียนชิ้นนี้ไม่ได้มุ่งโจมตีหรือดูถูกการใช้เฟสบุค หรือโจมตีวิถีชีวิตคนเมือง ผมถือว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ  ไม่ใช่สิ่งที่ต้องละอาย งานเขียนนี้ไม่มีหลักวิชาการรองรับอะไรทั้งสิ้น เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลล้วนๆ โปรดใช้วิจารณญาน)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่