siek Ep 1 Round 2

กระทู้สนทนา
เหมือนเดิมครับ ต่อจาก http://pantip.com/topic/31425326/comment9-1

ตอนนี้เห็นการที่มีการตั้งคณะกรรมการสรรหา สภาปฏิรูปประเทศ ยังพอใจในระดับหนึ่ง แต่เนื้อหาที่ "สภาปฏิรูปประเทศ" จะออกมาผมยังไม่กล้าตั้งธง แต่ถ้าเป็นไปได้อยากให้ท่านที่มีคุณวุฒิลองเอาเรื่องของผมไปพิจารณา ดัดแปลงไปไม่ว่า แต่อย่าให้เป็นประโยชน์ส่วนตัวก็พอ

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 8
อ่านมาทั้งหมด เหมือนจะสรุปสั้นๆ ว่า ทางแก้อยู่ที่การใช้เครื่องมือที่ทันสมัย จะสามารถลดการโกง หรือทุจริตในการเลือกตั้งได้? (จริงหรือ?)

ปัญหาของไทยเรา จริงๆ มันก็ไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น หากไล่เรียงประวัติศาสตร์ เพียงแต่รูปแบบและเครื่องมือที่ถูกใช้ มันเปลี่ยนแปลงไปตาม
ยุคสมัยก็แค่นั้นเอง..

จุดสำคัญในเรื่องประชาธิปไตย หลักๆ ไม่ว่าจะเป็นมุมไหนๆ ของโลก น่าจะอยู่ที่.. (เหตุแห่งปัญหาที่เป็นรากเหง้าของปัญหา) ปัญหา 5 ประการ

1. ความรู้ของประชาชนฯ ไม่เท่าเทียมกัน หรืออาจถูกชักนำ, ปิดกั้น, แม้กระทั่งถูกปลูกฝัง ทั้งโดยการวางแผน และหรือบังเอิญก็ตาม

2. ตัวสื่อที่กระจายความรู้ ถูกชักจูงจากผู้นำฝ่ายต่างๆ ด้วยเหตุแห่งปัจจัยสามประการ.
2.1 กลัวผลกระทบจากการรับรู้
2.2 กลัวเสียการควบคุมด้านข้อมูลข่าวสาร
และ 2.3 ผลประโยชน์

3. จิตสำนึกในด้านคุณธรรมของมวลชนฯ (ไว้จะขยายมูลเหตุให้ฟังอีกที)

4. หากศีกษา ขอบเขตของประชาธิปไตย ในประวัติศาสตร์โลก จะพบว่า มีข้อเสียในเรื่อง "เสียงข้างมากที่ไม่มีคุณธรรม" แต่ชุมชนฯ ต้องยอมรับ
เพื่อความอยู่รอด พูดให้ชัดๆ ที่สุดของประชาธิปไตยที่แท้จริงสำหรับมนุษย์บนโลกนี้ ยังไม่สามารถที่จะเป็นจริงได้ เพราะเรายังมองจากมุมของ
ทุนนิยมเป็นตัวตั้ง สุดท้ายระบบจะตีกลับกลายสภาพเป็นการมองเรื่องความสามารถของคนเรา เพราะหลักประชาธิปไตย ในตอนนี้ยังไม่สามารถ
เอื้อเฟื้อแบ่งปันได้ (มนุษย์เรายังไม่หลุดกรอบนี้)

และสุดท้าย
5.เครื่องมือและหรืออุปกรณ์ ที่ใช้มีข้อจำกัดเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ยุคใดๆ เช่นนี้แล้ว ต่อให้จะสามารถมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่านี้อีกสัก
ร้อยเท่า ก็ไม่อาจลบการมุ่งประสงค์การทุจริตของมนุษย์เราได้ ด้วยข้อจำกัดนี้ (จากสิ่งที่มนุษย์สร้าง) และเชื่อว่า ไม่มีผลด้วย

กฏสังคมใดๆ ที่เกิดขึ้น เป็นเพียงหลักเพื่อให้สังคมยึดถือเป็นแบบอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนๆ ก็ตาม และควรเป็นเหตุปัจจัยแบบเอกฉันท์
เช่นนั้น แล้วสังคมจึงจะเดินหน้าได้ หรือพูดให้ง่ายๆ การที่เราจะเดินไปข้างหน้าได้ ขาทั้งสองข้างต้องพร้อมใจที่จะก้าวไปด้วยกัน แม้ว่า
จะมีขาข้างหนึ่งข้างใดบาดเจ็บไม่พร้อมก็ตาม. (กฏธรรมชาติแบบร่วมทางเดิน)

ความคิดเห็นนี้เป็นมุมมองของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว. ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ หากคำตอบที่ให้อาจไม่ถูกใจท่านผู้อ่านฯ
ตอบกลับ
0 0   
nuynui  
-----------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 7-1
การที่ใช้การลงคะแนนผ่านระบบอินเตอร์เน็ท เป็นวิธีการที่จะได้ประชาธิปไตยจริงๆมาใช้ครับ (แค่อีเล็กทรอนิกส์อย่างเดียวไม่พอ)
และปัญหา ในลัทธิบูชาผลไม่สนใจของเหตุในการเริ่มต้นจะเริ่มจาก
- ผลร้ายที่เกิด ท.
- เหตุของผลร้าย ส.
- ผลดีที่ต้องการ น.
- เหตุนำพาให้เกิดผลดี ม.

ท.
เริ่มจากการใช้วาทะกรรมที่ว่า "3 แสนเสียงของกทม.แต่เป็นเสียงที่มีคุณภาพ ย่อมดีกว่า 15 ล้านเสียงในตจว. แต่ไร้คุณภาพ"
ส.
เพราะัดูเหมือนคนตจว.มีการศึกษาน้อยใช้เวลาในการหาเลี้ยงชีวิต ก็จะหมดเวลาไปในหนึ่งวันแล้ว แต่บางครั้งคนกทม.ก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ในเรื่องทุจริตที่มีผลประโยชน์กับตัวเอง แต่คนทั้งสองจำพวกเรียกได้ว่าขาดคำ "หน้าที่พลเมือง" ที่ต้องสนใจเรื่องราวในสภาเมืองด้วยกันทั้งคู่ และจะออกมาเรียกร้องเวลาที่เกิดผลเสียกับตนเท่านั้น
น.
ให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับสภาเมืองให้มากพอ แต่ไม่เป็นภาระที่หนักเกินไป ผมเคยคิดให้มีการโหวตสัปดาห์ละครั้งด้วยซ้ำ เพื่อการแสดงการรับผิดชอบ แต่พระภิกษุมีประเพณีที่ต้องมาลงโรงอุโบสถ์ปักษ์ ละหนึ่งครั้ง เพื่อฟังและทบทวนพระวินัยแม้ในระดับพระพุทธเจ้าก็ต้องมาลง ดังนั้นหากมีการรักษาสิทธิด้วยการมาโหวตทุกปักษ์ ปีหนึ่ง 26 ครั้ง รัฐบาลวาระหนึ่ง จะมีการโหวตแบบนี้ ๑๐๔ ครั้ง ขาดหนึ่งครั้งถูกตัดสิทธิจนกว่าจะมีการยุบสภา  ก็จะเป็นการแสดงได้ว่า 3 แสนเสียงของกทม. กับ 15 ล้านเสียงในตจว. เสียงของคนจำพวกไหนรับผิดชอบต่อสภาเมืองมากกว่ากัน
ม.
จำต้องมีระบบเลือกตั้งที่ถูก จัดได้ ๑๐๔ ครั้ง ในวงเงิน 3,817 ล้านบาท และการที่เปิดให้ลงคะแนนเวลา ๑๒ นาฬิกา จนถึง ๑๘ นาฬิกา ทุกวัน ตลอดปักษ์ จำนวนหนึ่งคูหาอาจรับรองประชาชนได้มากกว่า ๕๐๐ คน ตีเสียว่า วันละ ๑๐๐ คน ๑๕ วัน ๑,๕๐๐ จำนวนคูหาที่ต้องการอาจไม่ถึง ๑ แสนหน่วยเลือกตั้ง แบบการเลือกตั้งปกติ

คราวนี้ลองมาตอบปัญหากัน
ข้อที่๑ "ความเชื่อมั่นในระบบ"
อินเตอร์เน็ทถูกใช้เพียงให้ประชาชนมีความสะดวกไม่ต้องกลับไปในพื้นที่เท่านั้น โดยการส่งข้อมูลยืนยันบอกว่านายคนนี้ได้มาเลือกตั้งแล้ว และ SMS ไปบอกเพื่อการยืนยัน ๒ ชั้น ในเบื้องต้น แต่ระบบบันทึกคะแนนยังเป็นกระดาษอยู่ แต่อำนวยความสะดวกในคอมพิวเตอร์สามารถอ่านได้ด้วยเท่านั้น และเพิ่มความเชื่อมั่นด้วยการให้ตู้อัพโหลดผลคะแนนรวมไปทุก ๒-๓ ชั่วโมงหรือมีคนมาลงคะแนนในระดับหนึ่ง และท้ายที่สุดหากผลสองอย่างไม่ตรงกันจริงๆ ก้ยังสามารถใช้คนนับ เป็นผลตัดสิน ๒ ใน ๓ ได้ครับ และคนนับก็ไม่จำเป็นต้องนับทุกตู้ ทำให้ประหยัดงบประมาณไปได้อีกส่วนหนึ่ง

ข้อที่๒ โดยตั้งอยู่บนสมมุติฐานของ"พลวัติ"
เรื่องการเลือกตั้งทางตรงมันเป็นเพียงประตูบานแรก ของระบอบการปกครองใหม่ ที่เปลี่ยนอธิปไตย ๓ ให้กลายเป้นอธิปไตย ๕ อันประกอบด้วย ความสัทธาไม่เกรงกลัวต่อการชี้นำสังคม อำนาจการปกครอง อำนาจในการตักเตือน อำนาจในการตรวจสอบ และอำนาจในการตัดสินความคิด แต่อำนาจทั้ง ๕ ล้วนต้อง เสนอชื่อ สะกด ค้านอำนาจ และปกป้อง กันและกันอยู่ในที ที่สำคัญ ระบอบใหม่ที่ว่าจะอยู่ไม่ได้หากประชาชนไม่เอาด้วย ด้วยการมีการเสนอชื่อไม่ไว้วางใจ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่นอกจากต้องรักษาฐานคะแนนแล้ว ยังต้องรักษาคุณภาพ ไม่ให้ฐา่นคะแนนโดดไม่ไปลงใช้สิทธิอีกด้วย ดังนั้น คำว่า "พลวัติ" ไม่เพียงพอ แต่ต้องมีคำว่า "หน้าที่" ตามพระราชดำรัสด้วย

ข้อที่๓ การเลือกตั้ง การทำประชาพิจารณ์
ใช่ครับเพียงเรื่อง การเลือกตั้ง (ทั้งท้องถิ่นและทั่วประเทศ) การทำประชาพิจารณ์ และการสำรวจความนิยมของสส. และเรื่องการลงมติไม่ไว้วางใจก็น่าจะเพียงพอแล้ว
พรบ. เป็นไม้ตายสุดท้ายของรัฐบาลที่จะใช้ออกมา ในกรณีที่รัฐบาลเป็นเสียงข้างน้อย เลยในเสียงหนุนจากประชาชนโดยตรง (ไม่มีผู้แทนคนไหนออกกฏหมายมาทำร้ายตัวเองหรอก)
และการไม่วางใจ ก็เป็นไม้ตายสุดท้ายของฝ่ายค้าน ในกรณีที่เป็นเสียงข้างน้อย แต่หลักฐานตีแสกหน้าจริงๆ และรัฐบาลโมเมจนเอาตัวรอดจากระบบรัฐสภามาได้ มันจะเป็นเผด็จศึกเด็จขาด โดยไม่ต้องทำการเลือกตั้งใหม่ แต่ให้เปลี่ยนนายกที่ไม่จำเป็นเสียงข้างมากในการสนับสนุน แต่นโยบายตรงใจประชาชนจริงๆ
ตอบกลับ
0 0   
จิตตะวุฑฒ์

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 8
อ่านมาทั้งหมด เหมือนจะสรุปสั้นๆ ว่า ทางแก้อยู่ที่การใช้เครื่องมือที่ทันสมัย จะสามารถลดการโกง หรือทุจริตในการเลือกตั้งได้? (จริงหรือ?)

ปัญหาของไทยเรา จริงๆ มันก็ไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น หากไล่เรียงประวัติศาสตร์ เพียงแต่รูปแบบและเครื่องมือที่ถูกใช้ มันเปลี่ยนแปลงไปตาม
ยุคสมัยก็แค่นั้นเอง..

จุดสำคัญในเรื่องประชาธิปไตย หลักๆ ไม่ว่าจะเป็นมุมไหนๆ ของโลก น่าจะอยู่ที่.. (เหตุแห่งปัญหาที่เป็นรากเหง้าของปัญหา) ปัญหา 5 ประการ

1. ความรู้ของประชาชนฯ ไม่เท่าเทียมกัน หรืออาจถูกชักนำ, ปิดกั้น, แม้กระทั่งถูกปลูกฝัง ทั้งโดยการวางแผน และหรือบังเอิญก็ตาม

2. ตัวสื่อที่กระจายความรู้ ถูกชักจูงจากผู้นำฝ่ายต่างๆ ด้วยเหตุแห่งปัจจัยสามประการ.
2.1 กลัวผลกระทบจากการรับรู้
2.2 กลัวเสียการควบคุมด้านข้อมูลข่าวสาร
และ 2.3 ผลประโยชน์

3. จิตสำนึกในด้านคุณธรรมของมวลชนฯ (ไว้จะขยายมูลเหตุให้ฟังอีกที)

4. หากศีกษา ขอบเขตของประชาธิปไตย ในประวัติศาสตร์โลก จะพบว่า มีข้อเสียในเรื่อง "เสียงข้างมากที่ไม่มีคุณธรรม" แต่ชุมชนฯ ต้องยอมรับ
เพื่อความอยู่รอด พูดให้ชัดๆ ที่สุดของประชาธิปไตยที่แท้จริงสำหรับมนุษย์บนโลกนี้ ยังไม่สามารถที่จะเป็นจริงได้ เพราะเรายังมองจากมุมของ
ทุนนิยมเป็นตัวตั้ง สุดท้ายระบบจะตีกลับกลายสภาพเป็นการมองเรื่องความสามารถของคนเรา เพราะหลักประชาธิปไตย ในตอนนี้ยังไม่สามารถ
เอื้อเฟื้อแบ่งปันได้ (มนุษย์เรายังไม่หลุดกรอบนี้)

และสุดท้าย
5.เครื่องมือและหรืออุปกรณ์ ที่ใช้มีข้อจำกัดเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ยุคใดๆ เช่นนี้แล้ว ต่อให้จะสามารถมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่านี้อีกสัก
ร้อยเท่า ก็ไม่อาจลบการมุ่งประสงค์การทุจริตของมนุษย์เราได้ ด้วยข้อจำกัดนี้ (จากสิ่งที่มนุษย์สร้าง) และเชื่อว่า ไม่มีผลด้วย

กฏสังคมใดๆ ที่เกิดขึ้น เป็นเพียงหลักเพื่อให้สังคมยึดถือเป็นแบบอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนๆ ก็ตาม และควรเป็นเหตุปัจจัยแบบเอกฉันท์
เช่นนั้น แล้วสังคมจึงจะเดินหน้าได้ หรือพูดให้ง่ายๆ การที่เราจะเดินไปข้างหน้าได้ ขาทั้งสองข้างต้องพร้อมใจที่จะก้าวไปด้วยกัน แม้ว่า
จะมีขาข้างหนึ่งข้างใดบาดเจ็บไม่พร้อมก็ตาม. (กฏธรรมชาติแบบร่วมทางเดิน)

ความคิดเห็นนี้เป็นมุมมองของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว. ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ หากคำตอบที่ให้อาจไม่ถูกใจท่านผู้อ่านฯ
๐ ๐
nuynui
-------------------------------------------------------
เครื่องมือที่ทันสมัย เป็นปัจจัยให้ประชาธิปไตยทางตรงสะดวกขึ้นเท่านั้น

คำแก้เรื่อง จุดสำคัญ
ข้อที่๑ อินเตอร์เน็ท เทียบได้กับการเริ่มเทคโนโลยีการพิมพ์ หาก 3G 4G และการกระจายเคเบิลใยแก้ไปในระดับที่ที่แหล่งประชุมของชุมชน ไม่ว่าจะเป็น วัด มัสยิต หรือโบสถ์ รวมถึงที่ประชุมหมู่บ้าน โดยการนำพาไปของตู้คูหาเลือกตั้ง มันจะเป็นการยากที่จะปกปิดบางสิ่งบางอย่างไม่ให้ทุกคนได้รู้ แต่ที่สำคัญต้องระมัดระวังเรื่องการชี้นำสังคม แต่การชี้นำสังคมนั้นผมมีมาตราการรองรับไว้แล้ว แต่ต้องรอให้ก้าวแรกคือการเริ่มประชาธิปไตยทางตรงเริ่มเดินเสียก่อน

ข้อที่๒ ใช่ครับถ้าเป็นสื่อในยุคแรก แต่หลังจากเริ่มยุค WEB 2.0 ทุกสิ่งเริ่มเปลี่ยนไป การออกมาไม่เนียนพอ อาจเป็นควายที่โดยดักได้โดยง่าย และการก่อตั้งสภาอาชีพที่ต่อไปจะมีการบังคับให้ทุกอาชีพจำต้องมีใบอนุญาต มันจะเป็นค้านงัดอีกอันหนึ่งที่มีพลังมาพอที่จะจำแนกความลวงออกจากความจริงได้

ข้อที่๓ รัชกาลที่ ๖ เคยประทานคำปฏิญญาณของเหล่าลูกเสือเอาไว้ว่า เสียชีพอย่าเสียสัตย์ แต่สมัยนี้คนไทยลืมกันไปหมดแล้ว

ข้อที่๔ ประชาธิปไตยที่ผมรู้จัก คือ เสียงคนเพียงคนเดียว หากมีมูลเหตุ ๓ ประการ ก็สามารถหยุดคำตัดสินของคนทั้งหมดได้ นี่เป็นพระวินัยในพุทธศาสนา ที่แม้พรบ.เผด็จการที่ใช้ในตอนนี้ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่การกำเนิดของมหาเถรสมาคม เป็นสิ่งที่มีกฏหมายรับรองและสามารถก้าวล่วงพระวินัยได้ สังเกตได้จากการปลดพระพิมลธรรมในสมัยธนะรัตน์ได้

ข้อที่๕ ผมไม่ได้บอกว่าระบบป้องกันได้หมด แต่หัวใจสำคัญคือพื้นที่ไหนปลอดจาการทุจริต แม้แต่เพียงสงสัย ประชาชนสามารถที่จะไม่ต้องเดินทางไปที่ตู้คูหาเลือกตั้งก็ได้ เพียงเปิดระบบที่กกต.รับรองเอาไว้ หมายถึงพื้นที่จังหวัดไหนไม่เคยเกิดการทุจริตเลย การกระจายอำนาจก็จะทำได้เต็มที่ จนบางที่ ตำแหน่งผู้ว่า อาจจะกลยเป็นตำแหน่งที่นั่งตบยุงในศาลากลางจังหวัดเลยก็เป็นได้

การใช้ประขาธิปไตยทางตรง มันเป็นกุญแจที่จะเปิดไปสู่ความเป็นไปได้อื่นๆอีกมากมาย และมันอาจเป็ก้าวแรกที่ทดสอบการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง
๐ ๐
จิตตะวุฑฒ์
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่