ช่วงนี้เป็นเวลาใกล้ๆถึงเวลาปีใหม่ ทำให้ผมมีเวลาได้คิดทบทวนถึงหลายๆเรื่องที่ผ่านมาในอดีต .........ย้อนกลับไป เมื่อแปดปีก่อน ผมขยายกิจการ ย้ายโชว์รูมที่ผมทำธุรกิจมาที่ใหม่ซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น กิจการในตอนนั้นของผมมี 2 ส่วน ซึ่งงานในอีก line เป็นงานที่ทำผลกำไรให้กับผมอย่างมาก แต่ผลกำไรที่ได้มาย่อมต้องแลกด้วยลักษณะงานที่มีความจำเป็นต้องเครียดและประชุมถี่ๆ ไม่รวมถึงโทรศัพท์ที่อาจจะดังได้ทั้งกลางคืน หรือ แม้แต่ในวันอาทิตย์ ส่วนอีกงานจะเป็นงานขายสินค้าอย่างเดียวซึ่งผลกำไรน้อยกว่างานซึ่งมีการเพิ่มมูลค่าเสริมอย่างงานที่ผมเอ่ยถึงในงานแรกเป็นอย่างมาก ช่วงแรกๆที่ย้ายมา ผมและภรรยาทำงานหนักมาก อีกทั้งยังต้องบริหารกระแสเงินสดให้รองรับกับกิจการ และ การลงทุนของเรา ซึ่งถือว่าโชคดีที่ถึงแม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่เราก็สามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นไปได้
อย่างไรก็ดี งานในส่วนที่ำทำกำไรเยอะได้ดูดเอาเวลาของผมและครอบครับไปเป็นอย่างมาก บางครั้งผมไม่สามารถไปพักผ่อนได้โดยไม่ต้องคอยรับโทรศัพท์ แม้กระทั้งเวลาที่ไปเที่ยว ตปท.กับครอบครัว ผมยังต้องรับ message หรือ ต้องโทรกลับเมืองไทยเพื่อสั่งงาน หรือ คุยกับลูกค้า ช่วงเวลานั้น ผมมีบางช่วงที่ผมจะเกิดอาการเครียดเวลาที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในแต่ละครั้ง บางครั้งกำลังทานข้าวกับลูกๆก็จะมีโทรศัพท์ด่วนเข้ามาผมก็ต้องคุยไปเรื่อยจนลูกๆทานข้าวกันเสร็จแล้ว มาดูอีกทีหนึ่งเรายังคุยโทรศัพท์ไม่เสร็จเลย ที่ตามมาอีกอย่างก็คือ นน.ตัวผมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กางเกงที่เคยใส่ได้ ต้องเปลี่ยนขนาดให้ใหญ่ขึ้น เนื่องจากขาดการออกกำลังกาย และ กินอาหารไม่เป็นเวลา.......
เรื่องต่างๆก็จะดำเนินอย่างนี้ไปจนเมื่อประมาณ ปีก่อนน้ำท่วม (3 ปี ที่แล้ว) ช่วงนั้นผมโหมทำงานใหญ่ๆหลายงาน และ เครียดมากจนบางครั้งนอนหลับไม่ค่อยสนิท จนมีอยู่คืนหนึ่งภรรยาผมแนะนำว่าให้ปิดโทรศัพท์ซักวันเพื่อที่ผมจะได้นอนพักผ่อนในตอนกลางคืน และ ตื่นมาลุยงานต่อในวันรุ่งขึ้น คืนนั้นผมเลยปิดเสียงมือถือ และ โทรศัพท์ เมื่อผมตื่นมาในตอนเช้า มีข้อความฝากจากแม่แฟนผม และ จากน้องๆ พี่ๆ หลายข้อความมากๆ จึงได้ทราบต่อมาว่า พ่อของแฟนผมป่วยหนักในคืนนั้นและต้องเข้าห้อง ICU ในคืนนั้นเลย แฟนผมเสียใจมากที่เราปิดมือถือไปในคืนนั้นโดยลืมนึกไปว่าครอบครัวของเราอาจจะมีเหตุฉุกเฉินขึ้นได้ นับว่าโชคดีที่เราผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้และคุณพ่อของแฟนผมก็หายดีในเวลาต่อมา
จากหลายๆเหตุการณ์ที่รวมๆกัน ทำให้ผมและภรรยามานั่งคิดและรู้ว่าเราได้ทำงานมาถึงจุดทางแยกที่ผมต้องเลือกระหว่าง ความท้าทาย และ ความทะเยอทะยานส่วนตัวของเรา กับสิ่งที่เราต้องแลก เพื่อได้มันมา ณ.ตอนนั้น ผมสามารถปลดภาระไปได้หมดแล้ว เพียงแต่ว่าเงินเก็บที่เป็นเงินสดยังอยู่ในช่วงที่เริ่มสะสมได้ ตอนนั้นก็อยู่ที่ 7 หลักเกือบๆถึง 8 หลัก ซึ่งเราคำนวนว่าหากอดทนทำไปอีก 10-15 ปี ก็คงจะสามารถเกษียณและวางมือได้ แต่เมื่อมาถึงตอนนั้น สุขภาพของเราจะเป็นอย่างไร ลูกๆของเราจะเป็นอย่างไร เราจะมีเวลาได้ไปหาพ่อ-แม่ ไปดูแลท่านได้บ่อยแค่ไหน???.........คำถามเหล่านี้อยู่ในความคิดของเราโดยตลอด
ผมและภรรยาจึงสรุปว่าเราเลือกที่จะหยุดทำธุรกิจส่วนที่ทำกำไรให้กับเรามากที่สุด (ผมคำนวนว่าน่าจะ 70% ของกำไรโดยรวมมาจากส่วนนี้) เพื่อที่เราจะได้มีเวลาให้ในสิ่งที่เราเห็นว่าสำคัญที่สุดสำหรับเรา จริงๆ ผมเคยมีความฝันว่าเราจะทำได้ดีกว่านี้ มีเงินมากกว่านี้ มีคฤหาสน์หลังโตๆ อยากขับ Supercar ฯลฯ หลังจากวันนั้นที่ผมเลือกที่จะเดินทางเส้นนี้ ผมและภรรยา ต้องตอบคำถามจากญาติๆ และ เพื่อนๆ ที่สงสัยที่เราหยุดทำงานในสายนั้น แต่เรากลับรู้สึกพอใจกับเวลาที่ผมมีให้กับครอบครัวอย่างมาก
ทุกวันนี้ผมและภรรยา มีเวลาที่จะไปส่งลูกๆไปโรงเรียนในตอนเช้า และ ไปรับลูกๆในตอนเย็น สามารถไปเยี่ยมพ่อ-แม่ ได้บ่อยขึ้น ผมได้มีโอกาสพาลูกๆท่องเที่ยวเยอะขึ้น จริงอยู่ที่รายได้ขาเดียวที่ผมได้รับจะน้อยกว่าในส่วนที่ผมเคยได้รับมานับป็นเท่าตัว แต่ผมกลับมีความสุขมากขึ้นกับชีวิตครอบครัวและไม่นับถึงสุขภาพของผมที่ดีขึ้น ผมมีเวลาออกกำลังกายบ่อยขึ้น
ผมอาจจะโชคดีที่มีทางเลือก และ สามารถเลือกที่จะหยุดได้ แต่ผมเชื่อว่าทุกๆคนคงอาจจะเคยมาถึงทางเลือกที่อาจจะต้องตัดสินใจ ระหว่างรายได้ และ เวลาที่เราจะมีให้กับครอบครัว หรือ ความฝันของเรา สุดท้ายแล้วเงินอาจจะไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อถึงวันนั้นที่คุณจะต้องเลือกในแนวทางของคุณเอง เมื่อถึงตอนนั้น เราอาจจะต้องถามใจเราเองว่าจะเลือกอะไร........
อยากให้เพื่อนๆที่มีประสพการณ์ที่ต้องเลือกลองมาแชร์ความคิดเห็นกันได้นะครับ เพราะผมเองก็อาจจะตัดสินใจผิดก็ได้ โอกาสผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเลยครับ
บางครั้ง ความทะเยอทะยาน อาจต้องแลกด้วยหลายๆสิ่ง เมื่อถึงเวลานั้น คุณเองต้องเลือกและตัดสินใจ....
อย่างไรก็ดี งานในส่วนที่ำทำกำไรเยอะได้ดูดเอาเวลาของผมและครอบครับไปเป็นอย่างมาก บางครั้งผมไม่สามารถไปพักผ่อนได้โดยไม่ต้องคอยรับโทรศัพท์ แม้กระทั้งเวลาที่ไปเที่ยว ตปท.กับครอบครัว ผมยังต้องรับ message หรือ ต้องโทรกลับเมืองไทยเพื่อสั่งงาน หรือ คุยกับลูกค้า ช่วงเวลานั้น ผมมีบางช่วงที่ผมจะเกิดอาการเครียดเวลาที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในแต่ละครั้ง บางครั้งกำลังทานข้าวกับลูกๆก็จะมีโทรศัพท์ด่วนเข้ามาผมก็ต้องคุยไปเรื่อยจนลูกๆทานข้าวกันเสร็จแล้ว มาดูอีกทีหนึ่งเรายังคุยโทรศัพท์ไม่เสร็จเลย ที่ตามมาอีกอย่างก็คือ นน.ตัวผมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กางเกงที่เคยใส่ได้ ต้องเปลี่ยนขนาดให้ใหญ่ขึ้น เนื่องจากขาดการออกกำลังกาย และ กินอาหารไม่เป็นเวลา.......
เรื่องต่างๆก็จะดำเนินอย่างนี้ไปจนเมื่อประมาณ ปีก่อนน้ำท่วม (3 ปี ที่แล้ว) ช่วงนั้นผมโหมทำงานใหญ่ๆหลายงาน และ เครียดมากจนบางครั้งนอนหลับไม่ค่อยสนิท จนมีอยู่คืนหนึ่งภรรยาผมแนะนำว่าให้ปิดโทรศัพท์ซักวันเพื่อที่ผมจะได้นอนพักผ่อนในตอนกลางคืน และ ตื่นมาลุยงานต่อในวันรุ่งขึ้น คืนนั้นผมเลยปิดเสียงมือถือ และ โทรศัพท์ เมื่อผมตื่นมาในตอนเช้า มีข้อความฝากจากแม่แฟนผม และ จากน้องๆ พี่ๆ หลายข้อความมากๆ จึงได้ทราบต่อมาว่า พ่อของแฟนผมป่วยหนักในคืนนั้นและต้องเข้าห้อง ICU ในคืนนั้นเลย แฟนผมเสียใจมากที่เราปิดมือถือไปในคืนนั้นโดยลืมนึกไปว่าครอบครัวของเราอาจจะมีเหตุฉุกเฉินขึ้นได้ นับว่าโชคดีที่เราผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้และคุณพ่อของแฟนผมก็หายดีในเวลาต่อมา
จากหลายๆเหตุการณ์ที่รวมๆกัน ทำให้ผมและภรรยามานั่งคิดและรู้ว่าเราได้ทำงานมาถึงจุดทางแยกที่ผมต้องเลือกระหว่าง ความท้าทาย และ ความทะเยอทะยานส่วนตัวของเรา กับสิ่งที่เราต้องแลก เพื่อได้มันมา ณ.ตอนนั้น ผมสามารถปลดภาระไปได้หมดแล้ว เพียงแต่ว่าเงินเก็บที่เป็นเงินสดยังอยู่ในช่วงที่เริ่มสะสมได้ ตอนนั้นก็อยู่ที่ 7 หลักเกือบๆถึง 8 หลัก ซึ่งเราคำนวนว่าหากอดทนทำไปอีก 10-15 ปี ก็คงจะสามารถเกษียณและวางมือได้ แต่เมื่อมาถึงตอนนั้น สุขภาพของเราจะเป็นอย่างไร ลูกๆของเราจะเป็นอย่างไร เราจะมีเวลาได้ไปหาพ่อ-แม่ ไปดูแลท่านได้บ่อยแค่ไหน???.........คำถามเหล่านี้อยู่ในความคิดของเราโดยตลอด
ผมและภรรยาจึงสรุปว่าเราเลือกที่จะหยุดทำธุรกิจส่วนที่ทำกำไรให้กับเรามากที่สุด (ผมคำนวนว่าน่าจะ 70% ของกำไรโดยรวมมาจากส่วนนี้) เพื่อที่เราจะได้มีเวลาให้ในสิ่งที่เราเห็นว่าสำคัญที่สุดสำหรับเรา จริงๆ ผมเคยมีความฝันว่าเราจะทำได้ดีกว่านี้ มีเงินมากกว่านี้ มีคฤหาสน์หลังโตๆ อยากขับ Supercar ฯลฯ หลังจากวันนั้นที่ผมเลือกที่จะเดินทางเส้นนี้ ผมและภรรยา ต้องตอบคำถามจากญาติๆ และ เพื่อนๆ ที่สงสัยที่เราหยุดทำงานในสายนั้น แต่เรากลับรู้สึกพอใจกับเวลาที่ผมมีให้กับครอบครัวอย่างมาก
ทุกวันนี้ผมและภรรยา มีเวลาที่จะไปส่งลูกๆไปโรงเรียนในตอนเช้า และ ไปรับลูกๆในตอนเย็น สามารถไปเยี่ยมพ่อ-แม่ ได้บ่อยขึ้น ผมได้มีโอกาสพาลูกๆท่องเที่ยวเยอะขึ้น จริงอยู่ที่รายได้ขาเดียวที่ผมได้รับจะน้อยกว่าในส่วนที่ผมเคยได้รับมานับป็นเท่าตัว แต่ผมกลับมีความสุขมากขึ้นกับชีวิตครอบครัวและไม่นับถึงสุขภาพของผมที่ดีขึ้น ผมมีเวลาออกกำลังกายบ่อยขึ้น
ผมอาจจะโชคดีที่มีทางเลือก และ สามารถเลือกที่จะหยุดได้ แต่ผมเชื่อว่าทุกๆคนคงอาจจะเคยมาถึงทางเลือกที่อาจจะต้องตัดสินใจ ระหว่างรายได้ และ เวลาที่เราจะมีให้กับครอบครัว หรือ ความฝันของเรา สุดท้ายแล้วเงินอาจจะไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อถึงวันนั้นที่คุณจะต้องเลือกในแนวทางของคุณเอง เมื่อถึงตอนนั้น เราอาจจะต้องถามใจเราเองว่าจะเลือกอะไร........
อยากให้เพื่อนๆที่มีประสพการณ์ที่ต้องเลือกลองมาแชร์ความคิดเห็นกันได้นะครับ เพราะผมเองก็อาจจะตัดสินใจผิดก็ได้ โอกาสผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเลยครับ