"เซียนหุ้นพันธุ์ผสม" "กระทรวง จารุศิระ"

กระทู้สนทนา
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



ก่อนคว้า “แชมป์สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ตลาดหุ้นไทย 2013” “กระทรวง จารุศิระ”โลดแล่นบนสังเวียนหุ้นมา 10 ปี ทุนตั้งต้น “หลักแสน” วันนี้ "หลักสิบล้าน"

ความรอบรู้เรื่องหุ้นของ “ซัน-กระทรวง จารุศิระ” เจ้าของพอร์ตหุ้น “หลักสิบล้านบาท” ถูกการันตีด้วยรางวัล “แชมป์สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ตลาดหุ้นไทย 2013” “ชายวัย 34 ปี” ลงทุนมา 10 ปี ปัจจุบันถูก “ป้อม-ปิยพันธ์ วงศ์ยะรา” ประธานกรรมการบริหาร Stock2Morrow ฉกเข้าสังกัดเรียบร้อยแล้ว และมีแผนจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนเพื่อเป็นวิทยาทานแก่เม่าน้อยมือใหม่

“ผมเป็นพี่ชายคนโต จากจำนวนพี่น้อง 2 คน น้องสาวคนสุดท้องทำอาชีพ “ทันตแพทย์” ตอนเด็กๆคุณพ่อเปิดร้านขายของชำ ส่วนคุณแม่ทำร้านทอง จังหวัดชลบุรี เมื่อห้างแม็คโครมาเปิดสาขาในจังหวัดชลบุรี ทำให้ร้านขายของชำของคุณพ่อจำต้องปิดกิจการ ส่งผลให้เหลือเพียงธุรกิจร้านทองเพียงอย่างเดียว วันไหนท่านไปต่างประเทศจะไปช่วยดูแลแทน “นักลงทุนพันธุ์ผสม” เล่าประวัติให้ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ฟัง

เริ่มรู้จักตลาดหุ้นในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 ตอนนั้นกำลังเรียนปริญญาตรีคณะบริหารธุรกิจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำได้ว่า มีคนรู้จักของญาติ “ขาดทุนหุ้น” ในปี 2540 “หนัก” ถึงขั้นนำปืนมายิงจ่อปากตัวเองหน้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตอนนั้นเป็นข่าวใหญ่โต เราเห็นแบบนี้ทำให้ไม่รู้สึกอยากเล่นหุ้น “ตลาดหุ้นอันตราย” อดีตเคยคิดเช่นนั้น

เคยเห็นดัชนีตั้งแต่ “สูงสุด” 1,700 จุด และ “ต่ำสุด” 200 จุด ตอนนั้นแอบเสียดายเพราะยังไม่สนใจตลาดหุ้น ช่วงนั้นราคาหุ้นแต่ละตัวถูกมาก ยกตัวอย่าง หุ้น เซ็นทรัลพัฒนา หรือ CPN ราคาต่ำแค่ 0.10 บาท สมัยนั้นถือเป็นหุ้นในฝันของนักลงทุนหลายๆคน ปัจจุบันหุ้น CPN ถือเป็นหุ้นที่ทำให้พอร์ตของเราทะยานแตะ “หลักสิบล้านบาท” ต้นทุนเฉลี่ย 20 กว่าบาท

“จุดเริ่มต้นการลงทุน” เกิดขึ้นช่วงเรียนปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยความที่ต้องคลุกคลีกับวิชาวิเคราะห์ราคาหลักทรัพย์ขั้นพื้นฐาน ทำให้ตัดสินใจสมัครแข่งขันโครงการ “มันนี แมเนจเม้นท์ อวอร์ดส์” ซึ่งเป็นโครงการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่จัดขึ้นเป็นปีแรก

เชื่อหรือไม่!! รายการนี้ยากกว่าไปแข่งขันรายการ “แฟนพันธ์แท้” อีก เพราะว่าเป็นการรวบรวมผู้เข้าแข่งขันที่มีความรู้เรื่องการเงินล้วนๆ แถมมีการแข่งกันหลายรอบ ผลปรากฎว่า เราได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทำให้มีโอกาสไปดูงานที่เกาะฮ่องกง 10 วัน และได้รางวัลเป็นหน่วยลงทุนมูลค่า 100,000 บาท ถือหน่วยลงทุนแค่วันเดียว เช้ารุ่งขึ้นขายทิ้งทันที

“กระทรวง” เล่าต่อว่า เมื่อปี 2546 ได้รวบรวมเงินที่ได้จากการขายหน่วยลงทุน 100,000 บาท และเงินเก็บอีกเล็กน้อยมาซื้อ หุ้น ชิน คอร์ปอเรชั่น หรือ INTUCH ราคา 23 บาท และขายในราคา 32 บาท ใช้ระยะเวลาประมาณ 4 เดือน “ประทับใจมาก” ช่วงนั้นแอบคิดในใจ “เล่นหุ้นง่ายจัง”

ผ่านไป 1-2 ปี พอร์ตลงทุนโตเป็น 300,000 บาท ตอนนั้นเน้นลงทุนหุ้นพื้นฐานอย่างเดียว หลักการที่ใช้เป็นแนววีไอล้วนๆ ตอนนั้นยังไม่รู้จักเล่นเทคนิค วิธีการ คือ เน้นดูข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี แต่หากอยากวิเคราะห์ราคาหุ้นในอนาคตจริงๆ ทำเพียงย้อนดูข้อมูลคงไม่พอ เพราะราคาหุ้นมักตอบสนองข้อมูลในอดีตไปเกือบหมดแล้ว ฉะนั้นช่วงนั้นจึงต้องวิเคราะห์เกี่ยวกิจการด้วยว่า เขาสามารถสร้างกระแสเงินสดได้เท่าไหร่ แรกๆ ก็วิเคราะห์ผิดๆ ถูกๆ

“ชีวิตการลงทุนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ” เขาเกริ่นนำ เมื่อปี 2551 เกิดวิกฤติทางการเงิน ทำให้พอร์ตลงทุน “ขาดทุน 50 เปอร์เซ็นต์” ตอนนั้นเริ่มรู้สึกท้อแท้กับการลงทุนแนววีไอ แม้ราคาจะลดลงมากแต่ไม่ยอมขาย เพราะเชื่อว่าสุดท้ายราคาจะดีดขึ้นมาสู่พื้นฐานที่แท้จริง ซึ่งในความเป็นจริงเราควรขายก่อนแล้วมารอรับที่ราคาข้างล่างถึงจะถูกต้อง

ช่วงนั้นมีหุ้นอยู่ประมาณ 3 ตัว นั่นคือ หุ้น อินโอรามา เวนเจอร์ส หรือ IVL ซื้อราคา 12 บาท เมื่อเจอวิกฤติราคาลดลงมาอยู่ที่ 7 บาท นอกจากนั้นยังมี หุ้น ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBINK และ หุ้น ปตท.” หรือ PTT หุ้น 2 ตัวหลังจำราคาต้นทุนไม่ได้ ผ่านมานานแล้ว (หัวเราะ)

“ผมก็เหมือนนักลงทุนแนว VI ทั่วไป คือ ซื้อหนังสือของคนเก่งๆมาอ่าน อาทิ หนังสือตีแตก ของ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” และหนังสือแปลของ "ปีเตอร์ ลินซ์" และ “วอร์เรน บัฟเฟตต์”

ถามถึงหลักการลงทุนในปัจจุบัน “ชายวัย 34 ปี” เล่าว่า 70 เปอร์เซ็นต์จะหนักไปทางพอร์ตแนววีไอ ส่วนอีก 30 เปอร์เซ็นต์เป็นพอร์ตเก็งกำไรทางเทคนิค หุ้นในฝั่งวีไอไม่เคยคิดเรื่องผลตอบแทน แค่ได้ “เงินปันผล” ทุกปีรู้สึก “แฮปปี้” แล้ว เราต้องมองการลงทุนแนววีไอเหมือนลงทุน “สินทรัพย์ประเภทหนึ่ง”

ส่วนพอร์ตเทคนิค ขอยกให้เป็น “เครื่องจักรผลิตเงินสด” เมื่อเราได้ “กำไร” ต้องนำเงินก้อนนั้นไปเติมไว้ในพอร์ตวีไอทุกครั้ง เพิ่งมีโอกาสหันมาลงทุนแนวเทคนิคไม่นาน หลังเข้ามาอยู่ในสังกัด Stock2Morrow ลงทุนแนวนี้สนุกแต่ต้องหมั่นฝึกฝนฝีมือ เพราะต้องใช้พลังงานและเวลาค่อนข้างมาก บางครั้งเหนื่อย เพราะผลที่ออกมามีทั้งขาดทุนและกำไร

พักๆเริ่มหันมาลงทุนแนว “ไนท์เทรด” ลักษณะการลงทุน คือ หาโอกาสทำกำไรจากหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลในแต่ละวัน ตัวไหนสวิงมากๆเข้าไปเล่นได้เลย ปกตินักลงทุนเก็งกำไรเดย์เทรดมักจะขายหุ้นเวลา 16.00 น ของทุกวัน ซึ่งการขายหุ้นในแต่ละครั้งจะทำให้ราคาหุ้นตัวนั้นย่อตัวลงมาต่ำมากก่อนปิดตลาด นั่นแหละ คือ “จุดเข้าซื้อของผม” เรียกว่าเข้าไปสอยอีก 10 นาทีสุดท้ายก่อนตลาดหุ้นปิด

ยกตัวอย่าง มีหุ้น 1 ตัว ถูกลากจากราคา 0.60 บาท ขึ้นไปสูงสุดของวันที่ระดับ 0.90 บาท แต่เมื่อจบวันนักลงทุนที่เล่นหุ้นในบัญชี “เนตเซตเทิลเมนต์” จะต้องขายของออกมา ฉะนั้นราคาต้องย่อตัวลงมาปิดที่ 0.80 บาท เราสามารถซื้อตอนนี้ได้ เรียกว่าได้กำไรมากกว่านักลงทุนเดย์เทรดเยอะ

“การลงทุนแบบ “ไนท์เทรด” เปรียบเหมือนเครื่องจักรผลิตเงินสดรายวัน เขาย้ำ โดนวิกฤติเล่นงานพอร์ตยังไม่ขาดทุนเลย เพราะมีการ “ตัดขาดทุน” หรือ Cut Loss” ทุกครั้งที่ได้กำไรจากการเล่นแบบไนท์เทรดจะนำเงินมาเติมพอร์ตวีไอเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง”

ถามว่าลงทุนแบบไนท์เทรดเสี่ยงขาดทุนมากหรือไม่? เขาตอบว่า คนที่บอกว่ามีกำไรทุกวันเชื่อเถอะเขาโกหก แต่เราต้องพยายามทำให้ “ขาดทุนน้อยที่สุด” ถ้าราคาหุ้นลดลงมา 3-5 เปอร์เซ็นต์ ต้องรีบตัดขายทันที ส่วนวันที่กำไรต้องทำให้ได้กำไรมากที่สุดเช่นกัน ครั้งหนึ่งเคยทำกำไรมากสุด 400,000 บาทต่อวัน ส่วนใหญ่ใช้เงินลงทุนแนวนี้ประมาณ 4-5 ล้านบาทต่อวัน

“นักลงทุนพันธุ์ผสม” เล่าว่า ปัจจุบันมีหุ้นในพอร์ตวีไอ 8 ตัว ส่วนใหญ่เป็นหุ้นพื้นฐานที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของอุตสาหกรรมนั้นๆ อาทิเช่น หุ้น ปตท.หรือ PTT และ หุ้น กรุงเทพดุสิตเวชการ หรือ BGH พูดชื่อไปไม่มีใครไม่รู้จักโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้

นอกจากนั้นยังมี หุ้น เซ็นทรัลพัฒนา หรือ CPN เขาแข็งแกร่งในธุรกิจห้างสรรพสินค้า หุ้น ซีพี ออลล์ หรือ CPALL บริษัทเป็นเจ้าของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ “เซเว่น อีเลฟเว่น” และ หุ้น ท่าอากาศยานไทย หรือ AOT ไม่มีใครทำสนามบินแข่งกับ AOT ยกเว้นสนามบินสมุย ซึ่งเป็นของสายการบินบางกอกแอร์แวย์ แต่อยู่คนละแห่งไม่กระทบกับบริษัทอยู่แล้ว

“หุ้นทุกตัวในพอร์ตวีไอ ล้วนแล้วมี “จุดเด่น” ที่เหมือนกัน นั่นคือ “ผูกขาดธุรกิจพลังงาน” หรือ Monopoly ธุรกิจลักษณะนี้หากราคาหุ้นลดลงมาต้องรีบเก็บแล้วห้ามขาย ขาดทุนหุ้นต้องห้ามปล่อย ถ้าพื้นฐานยังดีอยู่”

“ซัน” ย้อนกลับไปพูดเรื่องการลงทุนแบบเทคนิคว่า ที่ผ่านมามักศึกษาหาข้อมูลจากการดูคลิปต่างชาติใน YouTube และอ่านหนังสือเทคนิคของต่างประเทศ กลยุทธ์เล่นหุ้นทางเทคนิค เราต้องดูก่อนว่า ภาพรวมของตลาดหุ้นเป็นอย่างไร หากตลาดหุ้นอยู่ในช่วง “ไซด์เวย์” เราต้องใช้วิธีการลงทุนแบบ “ซื้อที่แนวรับ และขายที่แนวต้าน”

หากตลาดหุ้นอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” เราต้องใช้วิธีลงทุนแบบ “ซื้อหุ้นที่ขึ้น และถือไว้จนกว่าหุ้นตัวนั้นจะหลุดเส้นกราฟ 15 วัน” สุดท้ายคือ หากตลาดหุ้นอยู่ในช่วง “ขาลง” เราจะใช้วิธี “ไม่ลงทุนอะไรเลย” แต่ถ้าคันมือให้หันไปซื้อตลาดอนุพันธ์ (TFEX) แทน

พอร์ตลงทุนส่วนตัวยังเน้นกระจายความเสี่ยงออกไปในสินทรัพย์อื่นๆ อาทิเช่น คอนโดมิเนียม ซื้อมาแล้วหากได้ราคาดีจะรีบขายทันที นอกจากนั้นยังมีการลงทุนทำธุรกิจหากได้กำไรจะขายทำกำไรเหมือนกัน บังเอิญเป็นคนไม่ชอบอยู่นิ่งๆ

“ผมอยู่วงการหุ้นมา 10 ปี มองตลาดหุ้นเป็นแหล่งอำนวยความสะดวกให้เวลาซื้อขายตลาดหุ้นเป็นสถาบันที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้เรามีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของกิจการที่ “สุดยอด” สมมุติ มีคนโยนเงินให้ไปตั้งบริษัทเหมือนปตท.บอกเลย

“ทำไม่ได้” เพราะว่าเราไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีความรู้ ทำธุรกิจแข่งกับคนปตท.ทำให้ตายก็สู้ไม่ได้
ตรงข้ามกัน การที่เราเป็นนักลงทุน เราสามารถเป็นเจ้าของปตท.ได้ ด้วยการซื้อหุ้น PTT อยากให้นักลงทุนคิดว่า ตลาดหุ้นเป็นแบบนี้ ส่วนการเก็งกำไร อยากให้คิดว่าเป็นการเพิ่มความรู้ในอีกมติหนึ่ง

“นักลงทุนแต่ละคนมีนิยามในการลงทุนไม่เหมือนกัน บางคนบอกว่าเป็น “แหล่งลงทุน” บางคนบอกว่าเป็น “แหล่งเก็งกำไร” ขณะที่บางคนบอกว่าเป็น “แหล่งการพนัน”

“เงินฝรั่ง” ตัวกำกับดัชนีปี 57

“กระทรวง จารุศิระ” บอกว่า ต้องจับตาดูตลาดหุ้นในปี 2557 โดยเฉพาะเรื่องการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ เราต้องยอมรับว่า เงินทุนของต่างชาติสามารถกำหนดทิศทางของตลาดหุ้นไทยได้ในระดับหนึ่ง ก่อนหน้านี้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยออกมา ซึ่งเขาคงไม่กลับมาซื้อง่ายๆ

ตลาดหุ้นปีหน้าจะเป็นช่วงของการเล่นอยู่ในกรอบดัชนี 1,200-1,600 จุด เชื่อว่าคงไม่ลงไปต่ำกว่า 1,200 จุด เพราะว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และไม่ได้มีวิกฤติอะไรที่รุนแรง ส่วนประเด็นเรื่องการเมืองเป็นเพียงการเปลี่ยนถ่ายอำนาจเท่านั้น เอกชนยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปอย่างปกติ

“มาตราการ QE และการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายรัฐบาลถูกใช้ไปหมดแล้ว ฉะนั้นโอกาสจะเห็นดัชนีปี 2557 ขึ้นไปสูงๆคงเป็นไปได้ยาก ผมไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย แต่ก็ไม่ได้มองโลกในแง่ดี”

เขา บอกว่า มีหุ้นบางกลุ่มที่มีแนวโน้ม “ฟื้นตัว” อาทิเช่น “กลุ่มค้าปลีก” ต่อให้เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร แต่คนต้องกินต้องใช้ “กลุ่มโรงพยาบาล” ใครไม่สบายต้องไปหาหมอ หากนักลงทุนอยากทำกำไรให้จับตาดู “กลุ่มคอมมูนิตี้” ราคาสินค้าอาจปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังราคาตกไปมากในช่วงที่ผ่านมา แต่อยากให้เลือกเป็นรายตัวมากกว่า

นอกจากนั้นยังมี “กลุ่มเดินเรือ- ปิโตรเคมี-ถ่านหิน” ที่มีแนวโน้มที่ดี ส่วน “กลุ่มเหล็ก” ยังไม่ค่อยดี เพราะอุตสาหกรรมเหล็กเมืองไทยยังแพ้เมืองจีน ฉะนั้นลงทุนกลุ่มนี้ต้องใช้ ”ความระมัดระวัง”

สิ่งสำคัญในการลงทุน อยากให้นักลงทุนศึกษาหาความรู้ก่อนเข้ามาในตลาดหุ้น ทุกวิถีแห่งการลงทุนมีทั้งข้อดีและไม่ดี แต่นิสัยของเราต่างหากที่จะเป็นตัวกำหนดว่า เราควรเป็นนักลงทุนประเภทไหน นักลงทุนบางคนใจร้อนลงทุนแนววีไอคงไม่รอด อยากเล่นหุ้นแต่ไม่มีความรู้อย่าเข้ามาเลย “สนามจริงโหดกว่าที่คิด”

“เลือกวิธีการที่เหมาะกับตัวเองแล้วจะมีความสุข”

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่