มนต์เมฆา ตอนที่ 10

กระทู้สนทนา
ตอนที่ 10

รวิวารเดินถ่ายรูปเล่นมาตามทางจนเมื่อมาถึงเต็นท์ของทีมงานกองถ่ายภาพยนตร์ ซึ่งมุมหนึ่งจัดเป็นโต๊ะอาหารเช้าสำหรับทีมงานและนักแสดง   เมื่อหญิงสาวในฐานะช่างภาพก้าวเข้ามาทักทายกับหลายๆคนซึ่งเคยทำความรู้จักกันมาบ้างแล้วก่อนหน้านี้  ผู้ชายที่โบกไม้โบกมือพร้อมรอยยิ้มกว้างขณะดื่มกาแฟไปด้วย  ก็ทำให้รวิวารต้องแปลกใจอีกครั้ง

“สิง  มาทำอะไรที่นี่”

“อ้าว ถามแปลกๆ  ฉันก็มาทำงานน่ะสิ  ไม่เชื่อลองถามพี่มดดู”

สิงหาตอบพลางยักคิ้วด้วยท่าทางอารมณ์ดีเหลือเกินกับการได้เห็นท่าทางเหมือนไม่อยากเชื่อว่าจะมาเจอเขาที่นี่ของเพื่อน

“พี่ลืมเล่าให้ป่านฟัง  คือพี่อยากได้ทีมงานด้านเทคนิคพิเศษมาเพิ่มน่ะ  แล้วบอสของป่านก็แนะนำสิงหามาให้ พอเห็นโปรไฟล์ของเขาแล้ว  พี่ว่าเขาก็เหมาะจะทำงานนี้ดี เลยชวนมาทำงานด้วย”

มนชญาอธิบายให้สาวรุ่นน้องฟัง

“โธ่ ก็นึกว่า จะมาเป็นหนึ่งในนักแสดงเรื่องนี้ด้วย เห็นพี่มดบ่นว่าขาดเอ็กซ์ตร้าไม่ใช่เหรอคะ”

หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะหยอกล้อเพื่อนร่วมงาน

“ดูถูกกันมากเกินไปแล้ว  ระดับฉันนะ ถ้าไม่ใช่บทพระเอก อย่าหวังว่าฉันจะยอมเล่น”

“สองคนนี้นี่เจอกันก็เปิดศึกแบบที่ทักษ์บอกไว้จริงๆเลย  เดี๋ยวทานข้าวแล้ว มาฟังบรีฟงานสัก 10 นาทีนะ  รอพี่ต้องผู้กำกับมาแล้วพี่จะมาเรียกอีกที”

มนชญาทำหน้าที่เป็นกรรมการห้ามแบบไม่จริงจังนัก สิงหากับรวิวารหันไปมองหน้ากันยิ้มๆ  

“ค่ะ พี่มด”

หญิงสาวรับคำแล้วเดินอ้อมไปนั่งตรงข้ามกับสิงหา  รอเวลาเริ่มทำงานอย่างเป็นทางการในวันนี้


เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้วตอนที่พฤกษ์ขับรถกลับมาไร่ทะเลเมฆหลังออกไปส่งวรินทร์ธารซึ่งวันนี้ต้องออกไปเป็นวิทยากรฝึกสอนอาชีพเสริมให้กับศูนย์การเรียนรู้ชุมชนที่อยู่ไม่ไกลจากไร่มากนัก และปกติรถตู้ของทางไร่จะทำหน้าที่ไปรับไปส่งหญิงสาว แต่วันนี้  คนขับรถตู้ลากลับบ้านชั่วคราว  เจ้าของไร่หนุ่มจึงไม่ลังเลที่จะอาสาทำหน้าที่นี้เอง

“คุณพฤกษ์   ดิฉันมีเรื่องจะรบกวนหน่อยค่ะ”

พฤกษ์เงยหน้ามองพยาบาลพิเศษของอิงอรที่เข้ามาหาขณะเขากำลังทานมื้อกลางวันด้วยท่าทางเกรงใจไม่น้อย

“มีอะไรเหรอครับ  เกิดอะไรขึ้นกับคุณน้ารึเปล่า”

เขาถามอย่างนึกเป็นห่วง

“คุณอิงอรไม่ได้เป็นอะไรหรอกค่ะ  เพียงแต่ เธอขอให้ดิฉันมาเรียนคุณพฤกษ์ว่าเธอมีธุระสำคัญอยากคุยด้วย ถ้าคุณพฤกษ์พอจะมีเวลาว่าง รบกวนให้แวะไปหาที่เรือนพักสักหน่อยค่ะ”

“ได้สิครับ ช่วงบ่ายนี้ผมพอมีเวลาว่าง  เอาเป็นว่าคุณกลับไปดูแลคุณน้าต่อเถอะ ฝากบอกด้วยว่า ขอไปดูแปลงปลูกสตรอเบอร์รี่ก่อน เสร็จแล้วจะแวะไปหา”

พยาบาลสาวยิ้มกว้างดีใจกับคำตอบที่ได้รับ

“ขอบคุณคุณพฤกษ์มากนะคะ”

หลังจากพยาบาลสาวกลับออกไปแล้ว  พฤกษ์ก็ทานอาหารมื้อกลางวันต่อไปและหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านอีกพักหนึ่ง จนกระทั่งไกวัลเดินเข้ามา

“นายใหญ่จะรับอะไรเพิ่มไหมครับ  แม่ครัวบอกทำขนมไว้หลายอย่าง”

“ไม่ดีกว่า  เดี๋ยวค่อยทานมื้อเย็นทีเดียว  แล้วกองถ่ายหนังเป็นไงบ้าง  มีปัญหาอะไรรึเปล่า”

“ถึงตอนนี้ก็ยังโอเคอยู่นะครับ พวกเขาทำตามเงื่อนไขและข้อตกลงของเราเป็นอย่างดี   ถ้าจะมีก็คงเป็นคนงานไร่ของเราที่ดูจะตื่นเต้นและชอบไปจับกลุ่มมุงดูกันบ่อยๆ”

พฤกษ์พยักหน้ารับรู้  

“ยังไงก็ฝากด้วยแล้วกันนะ  มีปัญหาอะไรบอกฉันได้ทันที”

“ครับนายใหญ่  ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวนะครับ”

ไกวัลออกไปได้ไม่นาน พฤกษ์ก็เตรียมตัวออกไปหาอิงอรที่เรือนพักด้านหลัง  ระหว่างทางที่เดิน เขาก็อดไม่ได้ที่จะชะเง้อมองไปยังเต๊นท์ของทีมงานกองถ่ายภาพยนตร์  ภาพหญิงสาวที่สะพายกล้องถ่ายรูปติดตัวไว้ตลอดเวลาเมื่อครั้งแรกที่เธอมาเยือนไร่ทะเลเมฆยังคงชัดเจนในความรู้สึก  ชายหนุ่มได้แต่หวังว่าจะได้พบเจอพูดคุยกับเธอบ้างระหว่างที่เธอมาทำงานอยู่ที่นี่


บริเวณสวนหน้าเรือนพักของอิงอรกับวรินทร์ธาร เมื่อพฤกษ์เดินมาถึง หลังออกมาจากเข้าไปดูแปลงทดลองปลูกสตรอเบอร์รี่  สาวใช้ซึ่งกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ก็รีบวิ่งมาต้อนรับ

“นายใหญ่มาหาคุณอิงอรเหรอคะ  เดี๋ยวหนูไปบอกให้”

“ไม่เป็นไร  ฉันเข้าไปหาคุณน้าข้างในเองดีกว่า”

พฤกษ์บอกและผลักบานประตูกระจกเข้าไปด้านใน   อิงอรซึ่งนอกอยู่บนเตียงพอเห็นผู้มาเยือนก็ลุกขึ้นนั่งด้วยท่าทางดีใจระคนเกรงใจไม่น้อย

“คุณพฤกษ์  น้าต้องขอโทษด้วยนะคะที่รบกวนให้มาหา น้าไม่รู้จะพึ่งใครแล้วจริงๆ”

“ไม่เป็นไรครับ  ผมยินดีเสมอ  คุณน้ามีเรื่องอะไรจะให้ผมช่วยก็บอกมาได้เลยครับ”

อิงอรหันไปมองพยาบาลสาว ที่ดูเหมือนจะเข้าใจความหมายได้ไม่ยากนัก

“ฉันขอคุยกับคุณพฤกษ์ตามลำพังสักครู่นะคะ”

“ได้ค่ะ  เชิญตามสบาย ขอตัวก่อนนะคะ”


พฤกษ์เดินไปนั่งที่เก้าอี้โยกข้างหน้าต่างแบบรอฟัง  หลังจากพยาบาลสาวออกไปจากห้องแล้ว

“น้าขอร้องคุณพฤกษ์ก่อนได้ไหมคะ  ว่าเรื่องที่น้าจะคุยกับคุณพฤกษ์  ขอให้เป็นความลับระหว่างเราสองคนเท่านั้น”

“ครับ ถ้าคุณน้าต้องการแบบนั้น”

อิงอรยังคงมีสีหน้าลำบากใจ เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน

“เมื่อเช้า ว่านพาน้าออกไปเดินเล่น  แล้วน้าก็ได้เจอกับ “

คนฟังทำหน้าสงสัย เมื่ออีกฝ่ายหยุดเล่าไปเฉยๆ  จนอดไม่ได้ต้องเป็นฝ่ายถามเอง

“เจอกับใครเหรอครับ”

“ว่านแนะนำว่าเธอเป็นเพื่อนกับคุณภู คุณพฤกษ์ แล้วก็มาทำงานกับกองถ่าย เป็นช่างกล้อง”

“คุณป่านเหรอครับ”

พฤกษ์ถามกลับทันที

“ใช่ค่ะ  แล้วนี่ก็คือเหตุผลที่น้าต้องขอให้คุณพฤกษ์มาหาในวันนี้”

แววตาที่มีน้ำตาเอ่อคลอของอิงอร สร้างความประหลาดใจระคนสงสัยให้พฤกษ์มากมาย  ทว่า เขาก็ใจเย็นพอและอดทนรอผู้อาวุโสที่เขานับถือไม่ต่างจากญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งยอมเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟังเองในที่สุด

เสียงเฮดังลั่นมาจากทีมงานและนักแสดงทันทีที่ผู้กำกับสั่งเลิกกองตอนเกือบสามทุ่ม  และหลังจากนัดหมายเวลาเริ่มงานวันถัดไปแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายไปที่พักของตัวเอง
  
“ป่าน  ไปหากาแฟกินกันไหม”

สิงหาเดินมาชวนรวิวารที่กำลังเก็บอุปกรณ์กล้องอยู่คนเดียวเงียบๆ    

“แกคิดว่าเราทำงานอยู่อ๊อฟฟิศกันเหรอ  ดึกขนาดนี้  ร้านอาหาร ร้านกาแฟในไร่ปิดไปหมดแล้ว ไปชงดื่มที่ห้องพักเอาเองละกัน”

“ดึกตรงไหน แค่สามทุ่มเอง  ปิดหมดแล้วจริงเหรอเนี่ย”

ชายหนุ่มบ่นอย่างเสียดาย  ระหว่างนั้น  ร่างสูงใหญ่ของภูผาก็เดินเข้ามาในเต็นท์พร้อมรอยยิ้มสดใส

“คุณป่าน   ดีใจจังครับที่ยังไม่กลับ  ผมรอจนคุณป่านเลิกงาน แล้วถึงแวะมาหา   เดี๋ยวผมช่วยถือของเดินไปส่งที่บ้านพักนะครับ เราจะได้คุยกันไปด้วย”

ชายหนุ่ม ไม่แม้แต่จะทักหรือแสดงท่าทางว่ามองเห็นสิงหาเลยสักนิด  และยังถือวิสาสะคว้ากระเป๋ากล้องของหญิงสาวมาถือไว้อีกด้วย

“ขอโทษนะครับ คือผมกับป่านกำลังจะไปทานข้าวด้วยกัน”

สิงหาพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ  ทว่า ภูผาก็ยังทำเหมือนอีกฝ่ายไม่มีตัวตนอีกเช่นเคย

“ไปครับ  เดี๋ยวพอเอาของไปเก็บแล้ว  เราจะได้ออกไปหาของอร่อยในตัวเมืองทานกัน”

“เอ่อ คุณภูคะ  สิงด้วย  ป่านเหนื่อยแล้วก็อยากกลับไปพักผ่อนมากกว่าค่ะ  มีงานอื่นค้างอยู่หลายอย่าง ข้าวเย็นก็เพิ่งทานไปช่วงหัวค่ะ ยังไม่หิวเลยค่ะ ต้องขอโทษจริงๆนะคะ”

หญิงสาวตอบปฏิเสธด้วยท่าทางอึดอัดก่อนจะเดินออกไปจากบริเวณ นั้น โดยมีภูผาก้าวเดินตามไปติดๆ  สิงหาจึงได้แต่มองตามและถอนใจยาวอย่างหนักใจ  เขาสู้อุตส่าห์ขอร้องพิทักษ์ให้ช่วยจนได้มาทำงานเป็นส่วนหนึ่งของกองถ่ายภาพยนตร์เพื่อจะได้อยู่ใกล้ๆ กับรวิวาร  ทว่า ดูเหมือนสิ่งที่เขากำลังพยายาม มันช่างไร้ความหมายยิ่งนัก หลายครั้งที่เขาอยากจะบอกความในใจที่มีต่อเธอให้เธอได้รับรู้ ทว่า ก็กลัวเหลือเกิน  กลัวว่ามันจะทำลายมิตรภาพของความเป็นเพื่อนที่มีต่อกันมานับปีให้พังทลายลงไป  ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น เขาคงทำใจยอมรับไม่ได้

สิ่งหาเดินเรื่อยเปื่อยไปทางเรือนต้อนรับด้านหน้า เพียงเพื่อจะมาดูให้แน่ใจ ว่าร้านขายกาแฟกับขนม รวมทั้งของฝากที่ระลึกของไร่ทะเลเมฆปิดแล้วจริงๆ  

“ขอโทษนะคะ  ร้านปิดแล้วค่ะ  คุณมีอะไรให้ทางไร่ทะเลเมฆช่วยเหลือรึเปล่า”

น้ำเสียงสุภาพที่ดังขึ้นทางด้านหลัง ทำให้สิงหาต้องหยุดเดินและหันกลับไปมอง แล้วก็ได้พบกับหญิงสาวรูปร่างบอบบางราวกับดอกไม้กลางลมหนาวกำลังยิ้มมองมาอย่างเป็นมิตร

“สวัสดีครับ  ผมชื่อสิงหา เป็นทีมงานของกองถ่ายหนังน่ะครับ  เลิกทำงานแล้วอยากเดินเล่น ก็เลยเดินมาเรื่อยๆ แล้วคุณ…”

“วรินทร์ธารค่ะ เรียกว่านก็ได้ เป็นผู้ดูแลไร่คนหนึ่ง  แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเจ้าของนะคะ  ปกติ ฉันจะดูคอยแลร้านกาแฟกับร้านขายขนม  แต่วันนี้ออกไปธุระข้างนอกเพิ่งกลับมา ทุกร้านในไร่ทะเลเมฆปิดไม่เกินสองทุ่ม  ยังไงลองแวะมาใหม่พรุ่งนี้แล้วกันค่ะ”

“อ๋อ ครับ  ขอบคุณมากครับคุณว่าน  พรุ่งนี้ผมจะหาโอกาสแวะมาทานกาแฟกับขนมที่นี่แน่นอน  ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”

“เช่นกันค่ะ  ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวก่อนนะคะ”

วรินทร์ธารบอกลาชายหนุ่มอย่างสุภาพแล้วเดินแยกไปอีกทาง   โดยที่สิงหายืนมองตามจนเธอหายลับสายตาไปในความมืด  ทั้งที่เป็นการพบกันครั้งแรก แต่รอยยิ้มกับดวงตาหวานปนเศร้าของหญิงสาวก็สร้างความประทับใจให้ชายหนุ่มผู้มาเยือนได้อย่างมากมาย  สิงหาบอกกับตัวเองว่าพรุ่งนี้เขาต้องตื่นแต่เช้าและแวะมาทานกาแฟที่นี่ให้ได้
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่