พอดีไปอ่านเจอกระทู้นี้ "ตาร้อน!!! ยูเนสโก ขึ้นทะเบียน อาหารญี่ปุ่น ให้เป็นมรดกโลก!!!"
http://pantip.com/topic/31339906
ผมจึงนำบทความของนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งมาแลกเปลี่ยน ท่านชื่อ อาจารย์กานดา นาคน้อย จบ ดร. จาก Stanford ปัจจุบันสอนอยู่ต่างประเทศ ซึ่งท่านเคยเขียนบทความวิเคราะห์เกี่ยวกับผัดไทย กับการสร้างมูลค่า branding ในเชิงวัฒนธรรมอาหาร น่าสนใจดีครับ ผัดไทยเราก็ใช่ย่อยในเวทีโลก
ปล. ขอแท็กหมวด เศรษฐศาสตร์และหน้าต่างโลกด้วยนะครับ เนื่องจากเป็นการวิเคราะห์วัฒนธรรมในแง่มุมเศรษฐศาสตร์และ เป็นการวิเคราะห์จากโลกภายนอกมองลงมาที่วัฒนธรรมไทยของเรา นอกจากนี้ในบทความยังมีการเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ มากมาย
ทางสายผัดไทย โดย กานดา นาคน้อย
1. โลกาภิวัฒน์
กระแสต่อต้านโลกาภิวัฒน์ในปัจจุบันยังไม่อ่อนตัวลง ทั้งๆที่โลกาภิวัฒน์มีบทบาทในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมตั้งแต่สมัยอยุธยา เจ้าพระยาวิชาเยนทร์นายกรัฐมนตรีในสมัยพระนารายณ์เป็นคนกรีกและเคยทำงานให้บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ทางรถไฟสายแรกของสยามก็สร้างด้วยเงินกู้จากตลาดทุนที่อังกฤษ ทางหลวงแผ่นดินที่ได้มาตรฐานสากลสายแรกสร้างด้วยเงินช่วยเหลือทางการทหารจากสหรัฐ แม้แต่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรและบิดาแห่งศิลปะไทยร่วมสมัยก็เป็นคนอิตาลี
วิถีชีวิตของคนไทยเกี่ยวข้องกับโลกาภิวัฒน์อย่างแนบแน่นตั้งแต่ตื่นยันหลับ คนกรุงชอบใส่เสื้อแขนยาว เสื้อนอกและกางเกงยีนส์เหมือนอยู่เมืองฝรั่ง ทำให้ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศแรงๆให้เปลืองไฟฟ้า ชอบพูดภาษาไทยปนอังกฤษ ชอบไปเที่ยวและเรียนเมืองนอก คนต่างจังหวัดเห็นวิถีชีวิตคนกรุงในทีวีในหนังในละครก็อยากทำตามบ้าง แต่มักโดนคนกรุงคอยกำราบว่าอย่าฟุ้งเฟ้อ คนกรุงตีความว่าเป็นความผิดของโลกาภิวัฒน์ที่คนต่างจังหวัดอยากได้อยากมี ทั้งๆที่ความต้องการของคนต่างจังหวัดไม่ต่างจากคนกรุง
โลกาภิวัฒน์คือการแลกเปลี่ยนสินค้า บริการ และปัจจัยการผลิตข้ามประเทศ โลกาภิวัฒน์เป็นกลไกที่ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสบริโภคสินค้าที่ผู้ผลิตในประเทศไม่มีเทคโนโลยีผลิต และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและนวัตกรรม ถ้าไม่มีโลกาภิวัฒน์ก็จะไม่มีน้ำแข็งหรือตู้เย็น (ต้องกินน้ำฝนลอยดอกมะลิและต้องถนอมอาหารด้วยการหมักดองหรือตากแห้ง) ไม่มีพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ (ต้องนุ่งน้อยห่มน้อยเหมือนคนโบราณ) ไม่มีชุดชั้นใน (ต้องใช้ผ้าคาดเอา) ไม่มีอินเตอร์เนตหรือมือถือ (ต้องส่งข่าวด้วยนกพิราบ) ไม่มีเครื่องพิมพ์ (ต้องคัดสำเนาด้วยมือทีละตัวอักษร) ไม่มีรถถัง (จะทำรัฐประหารก็ต้องใช้ปืนใหญ่และดาบ) ไม่มีรถยนต์ เรือยนต์ และเครื่องบิน (ต้องนั่งเกวียนหรือพายเรือ) ไม่มีตึกรามและปราสาทราชวัง (เพราะสถาปนิกรุ่นแรกเป็นคนยุโรปและการผลิตปูนซีเมนต์เป็นเทคโนโลยีต่างชาติ) ไม่มียาและเครื่องมือแพทย์ (ต้องกินยาหม้อ) ฉะนั้นประโยชน์ของโลกาภิวัฒน์ก็มีอยู่ไม่น้อย เมื่ออยากได้ประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์ก็จำเป็นต้องส่งออกเพื่อนำรายได้มานำเข้าสินค้าและเทคโนโลยี
2. ยี่ห้อประเทศ
ปัจจุบันการส่งออกของไทยในตลาดโลกเน้นการแข่งขันด้วยราคามากกว่าแข่งขันด้วยคุณภาพหรือยี่ห้อ การส่งออกด้วยวิธีนี้สร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อย ประกอบกับปัญหาการกระจายรายได้และปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดกระแสต่อต้านว่าโลกาภิวัฒน์ทำให้ประเทศไทยขาดทุนจากโลกาภิวัฒน์
ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญ แต่จะให้รณรงค์ให้เลิกขับรถยนต์แล้วมานั่งเกวียนแทนกันไหมคงไม่มีใครเอา จะรณรงค์ให้เลิกใช้เครื่องปรับอากาศกันไหมก็คงไม่เลิกกันเท่าไร ถ้าไม่ยอมนั่งเกวียนหรือเลิกใช้เครื่องปรับอากาศก็เอาปัญหาสิ่งแวดล้อมมาเป็นเหตุผลปฏิเสธโลกาภิวัฒน์ไม่ได้ ต้องแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมกันไปด้วยวิธีการต่างๆ จะออกกฎหมายให้ยกระดับเทคโนโลยีเพื่อให้ควันพิษลดลงก็ว่ากันไป
ส่วนปัญหาการกระจายรายได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นที่สำคัญกว่าโลกาภิวัฒน์มากมายโดยเฉพาะระบบภาษี ถ้าไม่ปฏิรูประบบภาษีก็แก้ปัญหานี้ไม่ได้แม้จะปิดประเทศไล่โลกาภิวัฒน์ออกไป ถ้าอยากได้กำไรจากโลกาภิวัฒน์ก็ต้องแข่งขันในตลาดโลกด้วยยี่ห้อประเทศเพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มให้สินค้า เช่นเดียวกับวิธีทำกำไรจากธุรกิจทั่วไป ประเทศต่างๆทั่วโลกมียี่ห้อประเทศแตกต่างกันไป มีทั้งยี่ห้อผู้ผลิต และตัวสินค้าขึ้นชื่อว่าเป็นสินค้าคุณภาพและสินค้าวัฒนธรรม
(1) ในทวีปอเมริกา สหรัฐอเมริกามีกางเกงยีนส์ โค้ก เป๊ปซี่ เบียร์ หนังฮอลลีวูด เครื่องบินโบอิ้ง ยา เครื่องสำอางค์ ไนกี้ ซอฟแวร์ ธนาคารและอาวุธ แคนาดามีเนื้อวัว อาหารแปรรูปจากเมเปิล แร่ธาตุและอาวุธ บราซิลมีกาแฟ เนื้อวัว แร่เหล็ก
(2) ในทวีปยุโรป อังกฤษมีเช็คสเปียร์ ทีมฟุตบอล วิสกี้ ตลาดเงินลอนดอน น้ำมันบีพี และอาวุธ ฝรั่งเศสมีไวน์ แฟชั่น น้ำหอม เครื่องสำอางค์ ศิลปะ อาหารหรูหราบริโภคปุ๊บมีอารยธรรมปั๊บ เครื่องบินแอร์บัสและอาวุธ เยอรมันมีบีเอ็มดับบลิว โฟล์คส์วาร์เกน ยา โอเปรา ดนตรีคลาสสิคและอาวุธ อิตาลีมีพาสต้า แฟชั่น เครื่องสำอางค์ โอเปรา ดนตรีคลาสสิคและอาวุธ สวิสเซอร์แลนด์มีธนาคาร นาฬิกา ยา อาวุธ เนเธอร์แลนด์มีธนาคาร น้ำมันเชลล์และอาวุธ เบลเยียมมีธนาคาร เบียร์ สวีเดนมีอิริคสัน เฟอร์นิเจอร์ไอเกียและอาวุธ ฟินแลนด์มีโนเกียและอาวุธ สาธารณรัฐเชคมีเครื่องแก้วคริสตัลและอาวุธ โปแลนด์มีอาวุธ
(3) ในทวีปเอเชีย จีนมีเซรามิก ฝรั่งเรียกภาชนะเซรามิกชั้นดีว่า bone china และเริ่มทำเซรามิกเพื่อเลียนแบบจีน มีผ้าไหม เป็ดปักกิ่ง ขายอาวุธและยิงจรวดได้ ไชนาทาวน์ตามเมืองใหญ่ทั่วโลกช่วยส่งออกวัฒนธรรมจีน อินเดียมีหนังอินเดีย ข้าวแกงกะหรี่อินเดียเป็นอาหารขายดีที่อังกฤษและญี่ปุ่น ไหนจะรับจ้างเขียนซอฟแวร์ให้ประเทศตะวันตก มีบริษัทผลิตเหล็กกล้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก อาวุธบางอย่างก็ทำได้ ส่วนญี่ปุ่นมีผ้าไหม ชาเขียว ไข่มุก โตโยต้า ฮอนด้า โซนี่ การ์ตูน และเกมส์นินเทนโด อาหารญี่ปุ่นแพร่หลายไปทั่วโลก เกาหลีมีโสมและเนื้อย่างเกาหลี มีละคร ซัมซุง แอลจี และอาวุธ สิงคโปร์มีธนาคารและตลาดทุน รัสเซียมีน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและอาวุธ
สินค้าขึ้นชื่อของไทยในตลาดโลกคือข้าว ผ้าไหมและเครื่องดื่มยี่ห้อกระทิงแดง แต่ผ้าไหมและเครื่องดื่มกระทิงแดงไม่ใช่สินค้าส่งออกหลัก สินค้าส่งออกหลักคืออุปกรณ์อิเล็คโทรนิคและชิ้นส่วนรถยนต์ซึ่งผลิตด้วยเทคโนโลยีต่างชาติ อาหารแช่แข็ง ข้าว อัญมณี และเซรามิก เซรามิกคุณภาพสูงที่วางขายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำในต่างประเทศมาจากโรงงานไทยไม่น้อย แต่เซรามิกเหล่านั้นใช้ยี่ห้อต่างชาติเหมือนอุปกรณ์อิเล็คโทรนิค
อุปสรรคสำคัญในการสร้างสินค้าไฮเทคยี่ห้อไทยเพื่อแข่งขันในตลาดโลกคือการขาดแคลนทรัพยากรบุคคล และวัฒนธรรมการเรียนรู้ไม่ส่งเสริมให้ตั้งคำถามและค้นคว้าทดลอง น่าเสียดายที่”นายเลิศ”ไม่ได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยเทคนิคเพื่อเผยแพร่นิสัยชอบค้นคว้าและทดลอง (นายเลิศ เศรษฐบุตรเป็นผู้บุกเบิกกิจการรถโดยสารในประเทศ ทดลองทำน้ำแข็งเพื่อทดแทนการนำเข้าจากสิงคโปร์จนสำเร็จ ชอบคิดค้นและทดลองเหมือนนายโทมัส เอดิสันนักประดิษฐ์ชาวอเมริกันผู้บุกเบิกระบบผลิตและจ่ายไฟฟ้า)
ด้านอุตสาหกรรมอัญมณี แม้ไทยเป็นผู้ส่งออกอัญมณีรายใหญ่ของโลก คนตะวันตกและญี่ปุ่นไม่นิยมประดับบารมีด้วยอัญมณีกันมากมาย อัญมณีที่ได้รับความนิยมที่สุดคือเพชรไม่ใช่อัญมณีมีสี ปัจจุบันไทยไม่ใช่ผู้ผลิตเพชร ถ้าจะผลิตก็ต้องให้สัมปทานต่างชาติเพราะไทยไม่มีเทคโนโลยีขุดเจาะเพชร นอกจากนี้องค์กรตีตรามาตรฐานเพชรเป็นของต่างประเทศทั้งหมด บริษัทเดอเบียรส์ กุมอำนาจตลาดเพชรเหมือนกลุ่มประเทศส่งออกน้ำมัน (OPEC) กุมอำนาจตลาดน้ำมัน ฉะนั้นความฝันของคนไทยที่จะมีเพชรไทยไม่เป็นจริงง่ายๆ
นอกจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมหนึ่งที่มีศักยภาพในการสร้างยี่ห้อประเทศไทยคืออุตสาหกรรมอาหาร
(มีต่อครับ ตัวอักษรเกินที่เว็บกำหนดไว้)
"ผัดไทย" กับการสร้างแบรนด์วัฒนธรรมไทยในเวทีโลก
ผมจึงนำบทความของนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งมาแลกเปลี่ยน ท่านชื่อ อาจารย์กานดา นาคน้อย จบ ดร. จาก Stanford ปัจจุบันสอนอยู่ต่างประเทศ ซึ่งท่านเคยเขียนบทความวิเคราะห์เกี่ยวกับผัดไทย กับการสร้างมูลค่า branding ในเชิงวัฒนธรรมอาหาร น่าสนใจดีครับ ผัดไทยเราก็ใช่ย่อยในเวทีโลก
ปล. ขอแท็กหมวด เศรษฐศาสตร์และหน้าต่างโลกด้วยนะครับ เนื่องจากเป็นการวิเคราะห์วัฒนธรรมในแง่มุมเศรษฐศาสตร์และ เป็นการวิเคราะห์จากโลกภายนอกมองลงมาที่วัฒนธรรมไทยของเรา นอกจากนี้ในบทความยังมีการเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ มากมาย
ทางสายผัดไทย โดย กานดา นาคน้อย
1. โลกาภิวัฒน์
กระแสต่อต้านโลกาภิวัฒน์ในปัจจุบันยังไม่อ่อนตัวลง ทั้งๆที่โลกาภิวัฒน์มีบทบาทในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมตั้งแต่สมัยอยุธยา เจ้าพระยาวิชาเยนทร์นายกรัฐมนตรีในสมัยพระนารายณ์เป็นคนกรีกและเคยทำงานให้บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ทางรถไฟสายแรกของสยามก็สร้างด้วยเงินกู้จากตลาดทุนที่อังกฤษ ทางหลวงแผ่นดินที่ได้มาตรฐานสากลสายแรกสร้างด้วยเงินช่วยเหลือทางการทหารจากสหรัฐ แม้แต่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรและบิดาแห่งศิลปะไทยร่วมสมัยก็เป็นคนอิตาลี
วิถีชีวิตของคนไทยเกี่ยวข้องกับโลกาภิวัฒน์อย่างแนบแน่นตั้งแต่ตื่นยันหลับ คนกรุงชอบใส่เสื้อแขนยาว เสื้อนอกและกางเกงยีนส์เหมือนอยู่เมืองฝรั่ง ทำให้ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศแรงๆให้เปลืองไฟฟ้า ชอบพูดภาษาไทยปนอังกฤษ ชอบไปเที่ยวและเรียนเมืองนอก คนต่างจังหวัดเห็นวิถีชีวิตคนกรุงในทีวีในหนังในละครก็อยากทำตามบ้าง แต่มักโดนคนกรุงคอยกำราบว่าอย่าฟุ้งเฟ้อ คนกรุงตีความว่าเป็นความผิดของโลกาภิวัฒน์ที่คนต่างจังหวัดอยากได้อยากมี ทั้งๆที่ความต้องการของคนต่างจังหวัดไม่ต่างจากคนกรุง
โลกาภิวัฒน์คือการแลกเปลี่ยนสินค้า บริการ และปัจจัยการผลิตข้ามประเทศ โลกาภิวัฒน์เป็นกลไกที่ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสบริโภคสินค้าที่ผู้ผลิตในประเทศไม่มีเทคโนโลยีผลิต และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและนวัตกรรม ถ้าไม่มีโลกาภิวัฒน์ก็จะไม่มีน้ำแข็งหรือตู้เย็น (ต้องกินน้ำฝนลอยดอกมะลิและต้องถนอมอาหารด้วยการหมักดองหรือตากแห้ง) ไม่มีพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ (ต้องนุ่งน้อยห่มน้อยเหมือนคนโบราณ) ไม่มีชุดชั้นใน (ต้องใช้ผ้าคาดเอา) ไม่มีอินเตอร์เนตหรือมือถือ (ต้องส่งข่าวด้วยนกพิราบ) ไม่มีเครื่องพิมพ์ (ต้องคัดสำเนาด้วยมือทีละตัวอักษร) ไม่มีรถถัง (จะทำรัฐประหารก็ต้องใช้ปืนใหญ่และดาบ) ไม่มีรถยนต์ เรือยนต์ และเครื่องบิน (ต้องนั่งเกวียนหรือพายเรือ) ไม่มีตึกรามและปราสาทราชวัง (เพราะสถาปนิกรุ่นแรกเป็นคนยุโรปและการผลิตปูนซีเมนต์เป็นเทคโนโลยีต่างชาติ) ไม่มียาและเครื่องมือแพทย์ (ต้องกินยาหม้อ) ฉะนั้นประโยชน์ของโลกาภิวัฒน์ก็มีอยู่ไม่น้อย เมื่ออยากได้ประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์ก็จำเป็นต้องส่งออกเพื่อนำรายได้มานำเข้าสินค้าและเทคโนโลยี
2. ยี่ห้อประเทศ
ปัจจุบันการส่งออกของไทยในตลาดโลกเน้นการแข่งขันด้วยราคามากกว่าแข่งขันด้วยคุณภาพหรือยี่ห้อ การส่งออกด้วยวิธีนี้สร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อย ประกอบกับปัญหาการกระจายรายได้และปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดกระแสต่อต้านว่าโลกาภิวัฒน์ทำให้ประเทศไทยขาดทุนจากโลกาภิวัฒน์
ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญ แต่จะให้รณรงค์ให้เลิกขับรถยนต์แล้วมานั่งเกวียนแทนกันไหมคงไม่มีใครเอา จะรณรงค์ให้เลิกใช้เครื่องปรับอากาศกันไหมก็คงไม่เลิกกันเท่าไร ถ้าไม่ยอมนั่งเกวียนหรือเลิกใช้เครื่องปรับอากาศก็เอาปัญหาสิ่งแวดล้อมมาเป็นเหตุผลปฏิเสธโลกาภิวัฒน์ไม่ได้ ต้องแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมกันไปด้วยวิธีการต่างๆ จะออกกฎหมายให้ยกระดับเทคโนโลยีเพื่อให้ควันพิษลดลงก็ว่ากันไป
ส่วนปัญหาการกระจายรายได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นที่สำคัญกว่าโลกาภิวัฒน์มากมายโดยเฉพาะระบบภาษี ถ้าไม่ปฏิรูประบบภาษีก็แก้ปัญหานี้ไม่ได้แม้จะปิดประเทศไล่โลกาภิวัฒน์ออกไป ถ้าอยากได้กำไรจากโลกาภิวัฒน์ก็ต้องแข่งขันในตลาดโลกด้วยยี่ห้อประเทศเพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มให้สินค้า เช่นเดียวกับวิธีทำกำไรจากธุรกิจทั่วไป ประเทศต่างๆทั่วโลกมียี่ห้อประเทศแตกต่างกันไป มีทั้งยี่ห้อผู้ผลิต และตัวสินค้าขึ้นชื่อว่าเป็นสินค้าคุณภาพและสินค้าวัฒนธรรม
(1) ในทวีปอเมริกา สหรัฐอเมริกามีกางเกงยีนส์ โค้ก เป๊ปซี่ เบียร์ หนังฮอลลีวูด เครื่องบินโบอิ้ง ยา เครื่องสำอางค์ ไนกี้ ซอฟแวร์ ธนาคารและอาวุธ แคนาดามีเนื้อวัว อาหารแปรรูปจากเมเปิล แร่ธาตุและอาวุธ บราซิลมีกาแฟ เนื้อวัว แร่เหล็ก
(2) ในทวีปยุโรป อังกฤษมีเช็คสเปียร์ ทีมฟุตบอล วิสกี้ ตลาดเงินลอนดอน น้ำมันบีพี และอาวุธ ฝรั่งเศสมีไวน์ แฟชั่น น้ำหอม เครื่องสำอางค์ ศิลปะ อาหารหรูหราบริโภคปุ๊บมีอารยธรรมปั๊บ เครื่องบินแอร์บัสและอาวุธ เยอรมันมีบีเอ็มดับบลิว โฟล์คส์วาร์เกน ยา โอเปรา ดนตรีคลาสสิคและอาวุธ อิตาลีมีพาสต้า แฟชั่น เครื่องสำอางค์ โอเปรา ดนตรีคลาสสิคและอาวุธ สวิสเซอร์แลนด์มีธนาคาร นาฬิกา ยา อาวุธ เนเธอร์แลนด์มีธนาคาร น้ำมันเชลล์และอาวุธ เบลเยียมมีธนาคาร เบียร์ สวีเดนมีอิริคสัน เฟอร์นิเจอร์ไอเกียและอาวุธ ฟินแลนด์มีโนเกียและอาวุธ สาธารณรัฐเชคมีเครื่องแก้วคริสตัลและอาวุธ โปแลนด์มีอาวุธ
(3) ในทวีปเอเชีย จีนมีเซรามิก ฝรั่งเรียกภาชนะเซรามิกชั้นดีว่า bone china และเริ่มทำเซรามิกเพื่อเลียนแบบจีน มีผ้าไหม เป็ดปักกิ่ง ขายอาวุธและยิงจรวดได้ ไชนาทาวน์ตามเมืองใหญ่ทั่วโลกช่วยส่งออกวัฒนธรรมจีน อินเดียมีหนังอินเดีย ข้าวแกงกะหรี่อินเดียเป็นอาหารขายดีที่อังกฤษและญี่ปุ่น ไหนจะรับจ้างเขียนซอฟแวร์ให้ประเทศตะวันตก มีบริษัทผลิตเหล็กกล้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก อาวุธบางอย่างก็ทำได้ ส่วนญี่ปุ่นมีผ้าไหม ชาเขียว ไข่มุก โตโยต้า ฮอนด้า โซนี่ การ์ตูน และเกมส์นินเทนโด อาหารญี่ปุ่นแพร่หลายไปทั่วโลก เกาหลีมีโสมและเนื้อย่างเกาหลี มีละคร ซัมซุง แอลจี และอาวุธ สิงคโปร์มีธนาคารและตลาดทุน รัสเซียมีน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและอาวุธ
สินค้าขึ้นชื่อของไทยในตลาดโลกคือข้าว ผ้าไหมและเครื่องดื่มยี่ห้อกระทิงแดง แต่ผ้าไหมและเครื่องดื่มกระทิงแดงไม่ใช่สินค้าส่งออกหลัก สินค้าส่งออกหลักคืออุปกรณ์อิเล็คโทรนิคและชิ้นส่วนรถยนต์ซึ่งผลิตด้วยเทคโนโลยีต่างชาติ อาหารแช่แข็ง ข้าว อัญมณี และเซรามิก เซรามิกคุณภาพสูงที่วางขายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำในต่างประเทศมาจากโรงงานไทยไม่น้อย แต่เซรามิกเหล่านั้นใช้ยี่ห้อต่างชาติเหมือนอุปกรณ์อิเล็คโทรนิค
อุปสรรคสำคัญในการสร้างสินค้าไฮเทคยี่ห้อไทยเพื่อแข่งขันในตลาดโลกคือการขาดแคลนทรัพยากรบุคคล และวัฒนธรรมการเรียนรู้ไม่ส่งเสริมให้ตั้งคำถามและค้นคว้าทดลอง น่าเสียดายที่”นายเลิศ”ไม่ได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยเทคนิคเพื่อเผยแพร่นิสัยชอบค้นคว้าและทดลอง (นายเลิศ เศรษฐบุตรเป็นผู้บุกเบิกกิจการรถโดยสารในประเทศ ทดลองทำน้ำแข็งเพื่อทดแทนการนำเข้าจากสิงคโปร์จนสำเร็จ ชอบคิดค้นและทดลองเหมือนนายโทมัส เอดิสันนักประดิษฐ์ชาวอเมริกันผู้บุกเบิกระบบผลิตและจ่ายไฟฟ้า)
ด้านอุตสาหกรรมอัญมณี แม้ไทยเป็นผู้ส่งออกอัญมณีรายใหญ่ของโลก คนตะวันตกและญี่ปุ่นไม่นิยมประดับบารมีด้วยอัญมณีกันมากมาย อัญมณีที่ได้รับความนิยมที่สุดคือเพชรไม่ใช่อัญมณีมีสี ปัจจุบันไทยไม่ใช่ผู้ผลิตเพชร ถ้าจะผลิตก็ต้องให้สัมปทานต่างชาติเพราะไทยไม่มีเทคโนโลยีขุดเจาะเพชร นอกจากนี้องค์กรตีตรามาตรฐานเพชรเป็นของต่างประเทศทั้งหมด บริษัทเดอเบียรส์ กุมอำนาจตลาดเพชรเหมือนกลุ่มประเทศส่งออกน้ำมัน (OPEC) กุมอำนาจตลาดน้ำมัน ฉะนั้นความฝันของคนไทยที่จะมีเพชรไทยไม่เป็นจริงง่ายๆ
นอกจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมหนึ่งที่มีศักยภาพในการสร้างยี่ห้อประเทศไทยคืออุตสาหกรรมอาหาร
(มีต่อครับ ตัวอักษรเกินที่เว็บกำหนดไว้)