คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 4
จาก "แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรังในประเทศไทย ปี พ.ศ.2555"
"ผู้ป่วยที่ยังไม่มีข้อบ่งชี้ในการรักษาควรได้รับการตรวจติดตามและประเมินการเปลี่ยนแปลงของตับเป็นระยะทุก 3-6 เดือน"
*** เหตุผลสำคัญคือคนไข้บางกลุ่มไม่ได้จำเป็นต้องรักษา การรักษามีความเสี่ยงสำคัญคือการดื้อยาซึ่งสัมพันธ์กับระยะเวลาที่รักษา ดังนั้นหากยังไม่มีความจำเป็นแต่เริ่มรักษาแล้วมันดื้อยา พอถึงจุดที่จำเป็นจะไม่มียาที่ช่วยได้อีก อาจส่งผลให้ตับแข็งและเป็ยมะเร็งตับได้
"ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง ที่ควรได้รับการรักษา"
ผู้ที่มีคุณสมบัติสมควรได้รับการรักษามีดังต่อไปนี้
ผู้ป่วยที่ตรวจซีรั่ม HBeAg ให้ผลบวก
1. ตรวจพบ HBsAg ในเลือดไม่ต่ากว่า 6 เดือน
2. ปริมาณ HBV DNA ในเลือดมากกว่าหรือเท่ากับ 20,000 IU/ml
3. ระดับซีรั่ม ALT มากกว่าหรือเท่ากับ 2 เท่าของค่าปกติ อย่างน้อย 2 ครั้ง ในระยะเวลานานกว่า 3 เดือนขึ้นไป
4. ผู้ป่วยที่ตรวจพบหลักฐานว่ามีพังผืดในตับมากแล้ว โดยพบ fibrosis stage 3-4 หรือ มีลักษณะทางคลินิกที่จะเกิดภาวะ hepatic decompensation ร่วมกับตรวจพบ HBV DNA ในเลือด ควรให้การรักษาแม้พบว่าระดับซีรั่ม ALT อยู่ในเกณฑ์ปกติ
5. ผู้ป่วยที่ตรวจพบระดับซีรั่ม ALT สูงผิดปกติแต่น้อยกว่า 2 เท่าของค่าปกติ ควรมีการตรวจพยาธิสภาพของตับด้วยการตรวจชิ้นเนื้อตับหรือวิธีอื่นๆ เพื่อยืนยันว่าภาวะตับอักเสบมีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ร่วมกับมีลักษณะทางพยาธิวิทยาบ่งชี้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงภายในเนื้อตับอยู่ในระยะที่สมควรให้การรักษา โดยตรวจพบมีการอักเสบทาลายเนื้อตับ (necroinflammation) ตามระบบ HAI มากกว่าหรือเท่ากับ 4 หรือ ระบบ Metavir มากกว่าหรือเท่ากับ 2 หรือมีลักษณะบ่งชี้โรคตับเรื้อรังโดยพบพังผืดในเนื้อตับ (significant fibrosis) ตามระบบ Metavir มากกว่าหรือเท่ากับ 2 หรือ ระบบ Ishak มากกว่าหรือเท่ากับ 3 หรือตรวจพบความยืดหยุ่นของตับสูงกว่า 7 kPa
6. ผู้ป่วยที่ตรวจพบระดับซีรั่ม ALT อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับเรื้อรัง ได้แก่ เป็นผู้ชาย อายุมากกว่า 40 ปี มีประวัติโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับในครอบครัว ตรวจร่างกายพบลักษณะทางคลินิกบ่งชี้โรคตับเรื้อรัง (chronic liver stigmata) ควรตรวจประเมินพยาธิสภาพของตับด้วยการตรวจชิ้นเนื้อตับหรือวิธีอื่นๆ เพื่อเพื่อยืนยันว่าผู้ป่วยมีโรคตับอยู่ในระยะที่ควรให้การรักษา โดยตรวจพบมีการอักเสบทาลายเนื้อตับตามระบบ HAI มากกว่าหรือเท่ากับ 4 หรือ ระบบ Metavir มากกว่าหรือเท่ากับ 2 หรือมีลักษณะบ่งชี้โรคตับเรื้อรังโดยพบพังผืดในเนื้อตับตามระบบ Metavir มากกว่าหรือเท่ากับ 2 หรือ ระบบ Ishak มากกว่าหรือเท่ากับ 3 หรือตรวจพบความยืดหยุ่นของตับสูงกว่า 7 kPa
7. ตรวจ HCV Ab, HIV Ab และ HAV Ab ในเลือดก่อนการรักษาทุกราย
8. ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ควรงดดื่มแอลกอฮอล์
ผู้ป่วยที่ตรวจ HBeAg ให้ผลลบ
1. ตรวจพบ HBsAg ในเลือดไม่ต่ากว่า 6 เดือน
2. ปริมาณ HBV DNA ในเลือดมากกว่าหรือเท่ากับ 2,000 IU/ml
3. ระดับซีรั่ม ALT มากกว่าหรือเท่ากับ 2 เท่าของค่าปกติ อย่างน้อย 2 ครั้ง ในระยะเวลานานกว่า 3 เดือนขึ้นไป
4. ผู้ป่วยที่ตรวจพบหลักฐานว่ามีพังผืดในตับมากแล้ว โดยพบ fibrosis stage 3-4 หรือ มีลักษณะทางคลินิกที่จะเกิดภาวะ hepatic decompensation ร่วมกับการตรวจพบ HBV DNA ในเลือด ควรให้การรักษาแม้พบระดับซีรั่ม ALT อยู่ในเกณฑ์ปกติ
5. ผู้ป่วยที่ตรวจพบระดับซีรั่ม ALT สูงผิดปกติแต่น้อยกว่า 2 เท่าของค่าปกติ ควรมีการตรวจพยาธิสภาพของตับด้วยการตรวจชิ้นเนื้อตับหรือวิธีอื่นๆ เพื่อยืนยันว่าภาวะตับอักเสบมีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ร่วมกับมีลักษณะทางพยาธิวิทยาบ่งชี้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงภายในเนื้ออยู่ในระยะที่ควรให้การรักษา โดยพบมีการอักเสบทาลายเนื้อตับ (necroinflammation) ตามระบบ HAI มากกว่าหรือเท่ากับ 4 หรือ ระบบ Metavir มากกว่าหรือเท่ากับ 2 หรือมีลักษณะบ่งชี้โรคตับเรื้อรังโดยพบพังผืดในเนื้อตับ (significant fibrosis) ตามระบบ Metavir มากกว่าหรือเท่ากับ 2 หรือ ระบบ Ishak มากกว่าหรือเท่ากับ 3 หรือตรวจพบความยืดหยุ่นของตับสูงกว่า 7 kPa
6. ผู้ป่วยที่ตรวจพบระดับซีรั่ม ALT อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับเรื้อรัง ได้แก่ เป็นผู้ชาย อายุมากกว่า 40 ปี มีประวัติตับแข็งหรือมะเร็งตับในครอบครัว ตรวจร่างกายพบลักษณะทางคลินิกบ่งชี้โรคตับเรื้อรัง (chronic liver stigmata) ควรตรวจประเมินพยาธิสภาพของตับด้วยการตรวจชิ้นเนื้อตับหรือวิธีอื่นๆ เพื่อเพื่อยืนยันว่าผู้ป่วยมีโรคตับอยู่ในระยะที่ควรให้การรักษาโดยตรวจพบมีการอักเสบทาลายเนื้อตับตามระบบ HAI มากกว่าหรือเท่ากับ 4 หรือ ระบบ Metavir มากกว่าหรือเท่ากับ 2 หรือมีลักษณะบ่งชี้โรคตับเรื้อรังโดยพบพังผืดในเนื้อตับตามระบบ Metavir มากกว่าหรือเท่ากับ 2 หรือ ระบบ Ishak มากกว่าหรือเท่ากับ 3 หรือตรวจพบความยืดหยุ่นของตับสูงกว่า 7 kPa
7. ตรวจ HCV Ab, HIV Ab และ HAV Ab ในเลือดก่อนการรักษาทุกราย
8. ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ควรงดดื่มแอลกอฮอล์
ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง
ผู้ป่วยที่มีหลักฐานว่ามีตับแข็งและ/หรือมะเร็งตับ ให้การรักษาเมื่อตรวจพบ HBV DNA ในเลือดถึงแม้มีระดับซีรั่ม ALT อยู่ในเกณฑ์ปกติ ยกเว้นผู้ป่วยที่รอการผ่าตัดเปลี่ยนตับควรให้ยาต้านไวรัสตับอักเสบบีแม้ว่าตรวจไม่พบ HBV DNA ในเลือด เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้าของไวรัสตับอักเสบบีภายหลังผ่าตัดปลูกถ่ายตับ
ดังนั้นหากมั่นใจว่าการรักษาไม่เป็นไปตามมาตรฐานก็ร้องเรียนได้ทั้งกับแพทยสภาและสำนักงานประกันสังคมครับ
"ผู้ป่วยที่ยังไม่มีข้อบ่งชี้ในการรักษาควรได้รับการตรวจติดตามและประเมินการเปลี่ยนแปลงของตับเป็นระยะทุก 3-6 เดือน"
*** เหตุผลสำคัญคือคนไข้บางกลุ่มไม่ได้จำเป็นต้องรักษา การรักษามีความเสี่ยงสำคัญคือการดื้อยาซึ่งสัมพันธ์กับระยะเวลาที่รักษา ดังนั้นหากยังไม่มีความจำเป็นแต่เริ่มรักษาแล้วมันดื้อยา พอถึงจุดที่จำเป็นจะไม่มียาที่ช่วยได้อีก อาจส่งผลให้ตับแข็งและเป็ยมะเร็งตับได้
"ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง ที่ควรได้รับการรักษา"
ผู้ที่มีคุณสมบัติสมควรได้รับการรักษามีดังต่อไปนี้
ผู้ป่วยที่ตรวจซีรั่ม HBeAg ให้ผลบวก
1. ตรวจพบ HBsAg ในเลือดไม่ต่ากว่า 6 เดือน
2. ปริมาณ HBV DNA ในเลือดมากกว่าหรือเท่ากับ 20,000 IU/ml
3. ระดับซีรั่ม ALT มากกว่าหรือเท่ากับ 2 เท่าของค่าปกติ อย่างน้อย 2 ครั้ง ในระยะเวลานานกว่า 3 เดือนขึ้นไป
4. ผู้ป่วยที่ตรวจพบหลักฐานว่ามีพังผืดในตับมากแล้ว โดยพบ fibrosis stage 3-4 หรือ มีลักษณะทางคลินิกที่จะเกิดภาวะ hepatic decompensation ร่วมกับตรวจพบ HBV DNA ในเลือด ควรให้การรักษาแม้พบว่าระดับซีรั่ม ALT อยู่ในเกณฑ์ปกติ
5. ผู้ป่วยที่ตรวจพบระดับซีรั่ม ALT สูงผิดปกติแต่น้อยกว่า 2 เท่าของค่าปกติ ควรมีการตรวจพยาธิสภาพของตับด้วยการตรวจชิ้นเนื้อตับหรือวิธีอื่นๆ เพื่อยืนยันว่าภาวะตับอักเสบมีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ร่วมกับมีลักษณะทางพยาธิวิทยาบ่งชี้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงภายในเนื้อตับอยู่ในระยะที่สมควรให้การรักษา โดยตรวจพบมีการอักเสบทาลายเนื้อตับ (necroinflammation) ตามระบบ HAI มากกว่าหรือเท่ากับ 4 หรือ ระบบ Metavir มากกว่าหรือเท่ากับ 2 หรือมีลักษณะบ่งชี้โรคตับเรื้อรังโดยพบพังผืดในเนื้อตับ (significant fibrosis) ตามระบบ Metavir มากกว่าหรือเท่ากับ 2 หรือ ระบบ Ishak มากกว่าหรือเท่ากับ 3 หรือตรวจพบความยืดหยุ่นของตับสูงกว่า 7 kPa
6. ผู้ป่วยที่ตรวจพบระดับซีรั่ม ALT อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับเรื้อรัง ได้แก่ เป็นผู้ชาย อายุมากกว่า 40 ปี มีประวัติโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับในครอบครัว ตรวจร่างกายพบลักษณะทางคลินิกบ่งชี้โรคตับเรื้อรัง (chronic liver stigmata) ควรตรวจประเมินพยาธิสภาพของตับด้วยการตรวจชิ้นเนื้อตับหรือวิธีอื่นๆ เพื่อเพื่อยืนยันว่าผู้ป่วยมีโรคตับอยู่ในระยะที่ควรให้การรักษา โดยตรวจพบมีการอักเสบทาลายเนื้อตับตามระบบ HAI มากกว่าหรือเท่ากับ 4 หรือ ระบบ Metavir มากกว่าหรือเท่ากับ 2 หรือมีลักษณะบ่งชี้โรคตับเรื้อรังโดยพบพังผืดในเนื้อตับตามระบบ Metavir มากกว่าหรือเท่ากับ 2 หรือ ระบบ Ishak มากกว่าหรือเท่ากับ 3 หรือตรวจพบความยืดหยุ่นของตับสูงกว่า 7 kPa
7. ตรวจ HCV Ab, HIV Ab และ HAV Ab ในเลือดก่อนการรักษาทุกราย
8. ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ควรงดดื่มแอลกอฮอล์
ผู้ป่วยที่ตรวจ HBeAg ให้ผลลบ
1. ตรวจพบ HBsAg ในเลือดไม่ต่ากว่า 6 เดือน
2. ปริมาณ HBV DNA ในเลือดมากกว่าหรือเท่ากับ 2,000 IU/ml
3. ระดับซีรั่ม ALT มากกว่าหรือเท่ากับ 2 เท่าของค่าปกติ อย่างน้อย 2 ครั้ง ในระยะเวลานานกว่า 3 เดือนขึ้นไป
4. ผู้ป่วยที่ตรวจพบหลักฐานว่ามีพังผืดในตับมากแล้ว โดยพบ fibrosis stage 3-4 หรือ มีลักษณะทางคลินิกที่จะเกิดภาวะ hepatic decompensation ร่วมกับการตรวจพบ HBV DNA ในเลือด ควรให้การรักษาแม้พบระดับซีรั่ม ALT อยู่ในเกณฑ์ปกติ
5. ผู้ป่วยที่ตรวจพบระดับซีรั่ม ALT สูงผิดปกติแต่น้อยกว่า 2 เท่าของค่าปกติ ควรมีการตรวจพยาธิสภาพของตับด้วยการตรวจชิ้นเนื้อตับหรือวิธีอื่นๆ เพื่อยืนยันว่าภาวะตับอักเสบมีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ร่วมกับมีลักษณะทางพยาธิวิทยาบ่งชี้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงภายในเนื้ออยู่ในระยะที่ควรให้การรักษา โดยพบมีการอักเสบทาลายเนื้อตับ (necroinflammation) ตามระบบ HAI มากกว่าหรือเท่ากับ 4 หรือ ระบบ Metavir มากกว่าหรือเท่ากับ 2 หรือมีลักษณะบ่งชี้โรคตับเรื้อรังโดยพบพังผืดในเนื้อตับ (significant fibrosis) ตามระบบ Metavir มากกว่าหรือเท่ากับ 2 หรือ ระบบ Ishak มากกว่าหรือเท่ากับ 3 หรือตรวจพบความยืดหยุ่นของตับสูงกว่า 7 kPa
6. ผู้ป่วยที่ตรวจพบระดับซีรั่ม ALT อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับเรื้อรัง ได้แก่ เป็นผู้ชาย อายุมากกว่า 40 ปี มีประวัติตับแข็งหรือมะเร็งตับในครอบครัว ตรวจร่างกายพบลักษณะทางคลินิกบ่งชี้โรคตับเรื้อรัง (chronic liver stigmata) ควรตรวจประเมินพยาธิสภาพของตับด้วยการตรวจชิ้นเนื้อตับหรือวิธีอื่นๆ เพื่อเพื่อยืนยันว่าผู้ป่วยมีโรคตับอยู่ในระยะที่ควรให้การรักษาโดยตรวจพบมีการอักเสบทาลายเนื้อตับตามระบบ HAI มากกว่าหรือเท่ากับ 4 หรือ ระบบ Metavir มากกว่าหรือเท่ากับ 2 หรือมีลักษณะบ่งชี้โรคตับเรื้อรังโดยพบพังผืดในเนื้อตับตามระบบ Metavir มากกว่าหรือเท่ากับ 2 หรือ ระบบ Ishak มากกว่าหรือเท่ากับ 3 หรือตรวจพบความยืดหยุ่นของตับสูงกว่า 7 kPa
7. ตรวจ HCV Ab, HIV Ab และ HAV Ab ในเลือดก่อนการรักษาทุกราย
8. ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ควรงดดื่มแอลกอฮอล์
ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง
ผู้ป่วยที่มีหลักฐานว่ามีตับแข็งและ/หรือมะเร็งตับ ให้การรักษาเมื่อตรวจพบ HBV DNA ในเลือดถึงแม้มีระดับซีรั่ม ALT อยู่ในเกณฑ์ปกติ ยกเว้นผู้ป่วยที่รอการผ่าตัดเปลี่ยนตับควรให้ยาต้านไวรัสตับอักเสบบีแม้ว่าตรวจไม่พบ HBV DNA ในเลือด เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้าของไวรัสตับอักเสบบีภายหลังผ่าตัดปลูกถ่ายตับ
ดังนั้นหากมั่นใจว่าการรักษาไม่เป็นไปตามมาตรฐานก็ร้องเรียนได้ทั้งกับแพทยสภาและสำนักงานประกันสังคมครับ
แสดงความคิดเห็น
โรงพยาบาลที่อยู่ในประกันสังคมปฎิเสธการรักษา ไวรัสตับอักเสบบี