คุณสุเทพ
เป็นนักการเมืองเก่าแก่มานาน เรียกว่าอยู่ในรุ่นเดียวกับคุณเฉลิม อ่อนแก่พรรษากว่ากันไม่กี่มากน้อย
การเป็นนักการรเมืองมานาน ทำให้คุณสุเทพมีบารมีมากพอควร ยิ่งในพรรคประชาธิปัตย์
เคยขึ้นถึงตำแหน่ง เลขาธิการพรรค ซึ่งถือว่ามีบทบาทมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นผู้จัดการในรัฐบาลอภิสิทธ์เมื่อสี่ปีที่ผ่านมา
วันนี้ อะไรคือแรงผลักให้คุณสุเทพออกมายืนข้างนอก นำประชาชนออกมาประท้วงรัฐบาล
เหตุผลหนึ่งที่น่าจะเป็นไปได้ คือ "ความไม่มั่นคงทางอำนาจ"
นั่นเป็นเพราะ พรรคประชาธิปัตย์ มีฐานการเมืองที่ไม่มากพอจะผลักดันให้ก้าวสู่ทำเนียบได้อย่างมีความหวัง
เราเห็นประชาธิปัตย์ ยืนอยู่กับที่ ถอยหลัง และก้าวกลับมาอยู่ที่เดิม หลายต่อหลายครั้งในการเลือกตั้งที่ผ่านมา
ชัยชนะของพรรค มาจากคนกลุ่มเดิม คือฐานเสียงทางภาคใต้ ซึ่งมั่นคงกับพรรคมาโดยตลอด
ประชาธิปัตย์ ก้าวหน้ามากขึ้น เมื่อได้ฐานคนกรุงเทพ และภาคตะวันออกมาหนุนเป็นครั้งคราว
แต่ก็ไม่มั่นคง
คนกรุงเทพเทคะแนนให้กับการเลือกตั้ง เมื่อ มีนักการเมืองที่เป็นความหวังมาโดยตลอด
คุณจำลอง เมื่อครั้งที่ปฏิรูปกรุงเทพ แบบพลิกโฉม จนเทคะแนนให้พลังธรรมกวาดเกือบหม
คุณทักษิณ เมื่อคราวที่ยังใหม่และสดต่อการเมือง เก็บแต้มจากคนกรุงเทพเป็นกอบเป็นกำ
ถึงแม้ว่าวันนี้ คนกรุงเทพจะเทใจให้ประชาธิปัตย์ เพราะยืนตรงข้ามกับคุณทักษิณในหลายต่อหลายเรื่อง
แต่ก็ไม่แน่เสมอไป
คุณยิ่งลักษณ์เอง แม้จะดูไม่มีความสามารถเท่าพี่ชาย
แต่ยิ่งนานวัน ยิ่งแก่พรรษามากขึ้น
การแก้เกมส์ทางการเมืองค่อยๆแหลมคมขึ้น ทีละนิด
โดยเฉพาะ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องการชุมนุมคราวนี้ แม้จะไม่โดนใจฮาร์ดคอ แต่ก็แก้ปัญหาตรงจุด
นั่นคือ การผ่อน้ำหนักความตึงเครียด ลดความรุนแรงของสถานการณ์ ลงได้อย่างน่าแปลกใจ
เพราะ จุดสำคัญคือคนกรุงเทพ เบื่อหน่ายกับการชุมนุมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กำลังสลายการชุมนุม
คุณยิ่งลักษณ์ทำให้หลายคนแปลกใจและหันกลับมามอง
แม้ในใจ จะระลึกอยู่เสมอว่าส่วนหนึ่งของปัญหามาจากสมาชิกพรรคที่เร่งเร้าจะนำพี่ชายเธอกลับมาก็ตาม
ความที่เป็นผู้หญิง แต่กล้านั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหม ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา
การประสานระหว่างกองทัพ แม้จะไม่เข้ามาหนุนหลังรัฐบาลอย่างเต็มตัว แต่ก็ไม่ออกมายืนฝั่งตรงข้าม
น่าจะเป็นผลจากการที่คุณยิ่งลักษณ์พยายามประสานรอยร้าว ด้วยการทำงานคู่ขนานกับกองทัพมาโดยตลอด
จะเห็นได้จากการร่วมกับ ผบ.ทบ. ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมา
คนเราลองเห็นตั้งใจทำงาน ยังไงก็ต้องมีคะแนนตุนไว้บ้าง
การชุมนุมคราวนี้ กองทัพจึงวางบทบาทในฐานะผู้เฝ้าดูอย่างไม่เคอะเขิน
ยิ่งนานวันไป ไม้ไผ่ทื่อๆธรรมดา จะค่อยๆกลายเป็นหอกมากขึ้น สำหรับคุณสุเทพ
แล้วอะไร คือ เหตุแห่งความพ่ายแพ้
เพราะ คนกรุงเทพ คุ้นชินกับพรรคประชาธิปัตย์มานาน จนเหมือนรู้ทางกัน
แนวทางการดำเนินของพรรค ยึดถือทางสายกลางมากจนเกินไป ไม่ได้ก็ต้องไม่เสีย
เพราะโครงสร้างของพรรคอุดมไปด้วยนักกฏหมาย ที่ยึดถือตัวบทกฏหมาย
จนไม่มี ทางสร้างแนวคิดใหม่ๆ เชิงการตลาดหรือกลยุทธ์ใหม่ๆที่จะเอาชนะใจคน
ที่เรียกกันว่า นโยบาย
แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาหลายปีหลังนี้ จะเริ่มมีเลือดใหม่ทยอยเดินเข้าสู่พรรค แต่ก็เงียบหายไปตามระบบอันเก่าแก่และคร่ำครึ
เลือดใหม่ของประชาธิปัตย์ หลายต่อหลายคนเป็นคนเก่ง และ มีชื่อเสียง
คุณ กรณ์ จาติกวนิชย์ ,คุณ อภิรักษ์ โกษะโยธิน หรือแม้แต่คุณ อภิสิทธิ์ เองก็ตาม คนเหล่านี้เมื่อเข้าไปอยู่ในระบบ
ก็กลายไปอยู่ในวังวนเดิม
ทำให้ปรับตัวตามคู่แข่งไม่ทัน
การที่ต้องตามหลังคู่แข่งตลอดเวลา โดยอาศัยความชำนาญทางการเมืองเป็นจุดพลิกเกมส์
อาจจะไม่พอ สำหรับการแข่งขันทางการเมืองอีกต่อไป
พูดง่ายๆ ก็คือ โอกาสที่จะได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แทบจะไม่มีความหวังเลย
คุณสุเทพ ในวัยหกสิบกว่าๆ ซึ่งถือว่าเข้าโค้งสุดท้ายแล้ว จึงเหลือทางเลือกไม่มาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีชนักติดหลังเรื่องการเป็นรอง ศอฉ. เมื่อครั้งเป็นรัฐบาลที่ผ่านมา
จึงเหลือประตูทางการเมืองให้เลือกน้อยมาก
คลื่นลูกใหม่ในพรรคก็ค่อยๆแรงขึ้น การดำเนินคดีเรื่องคำสั่งก็งวดเข้าทุกขณะ ในขณะที่พรรคเองก็ยังเดินนโยบายแบบเดิม
โอกาสจะกลับมานั่งสั่งการเพื่อผลทางการเมือง ค่อยๆริบหรี่ลงตามเข็มนาฬิกา
นี่อาจจะเป็นเข็มที่แทงฉนวนให้ คุณสุเทพ เลือกเส้นทางการเมืองเช่นนี้
หยุดก็ย่ำอยู่กับที่ ออกแรงก็มีโอกาสได้ลุ้น ไม่ชนะก็แพ้
ชนะก็ประตูบานใหม่ สำหรับเปิดทางออก ทั้งเรื่องคดี เรื่องอื่นๆ และ มีโอกาสพลิกเกมส์ได้
แพ้ก็เท่าเดิม เพราะผลในคดีสลายการชุมนุม กับ ข้อหาก่อการ ก็ไม่ต่างกันมากนัก
แถมยังยื้อเวลาไปได้อีกสักพักใหญ่ เพราะมีตัวอย่างจากคดีกลุ่มพันธมิตร ที่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีคำตัดสินอะไร
เดิมพันนี้ มีเพียงแค่เล่น หรือ ไม่เล่น
ส่วนผล ก็ยังคาดเดาไม่ได้ แต่การเล่นย่อมมีโอกาส ไม่แพ้ก็ชนะ
เป็นใคร ใครก็เล่น
แถมต้องเล่นหมดหน้าตักซะด้วย
สุเทพ เมื่อวาน วันนี้ และ พรุ่งนี้
เป็นนักการเมืองเก่าแก่มานาน เรียกว่าอยู่ในรุ่นเดียวกับคุณเฉลิม อ่อนแก่พรรษากว่ากันไม่กี่มากน้อย
การเป็นนักการรเมืองมานาน ทำให้คุณสุเทพมีบารมีมากพอควร ยิ่งในพรรคประชาธิปัตย์
เคยขึ้นถึงตำแหน่ง เลขาธิการพรรค ซึ่งถือว่ามีบทบาทมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นผู้จัดการในรัฐบาลอภิสิทธ์เมื่อสี่ปีที่ผ่านมา
วันนี้ อะไรคือแรงผลักให้คุณสุเทพออกมายืนข้างนอก นำประชาชนออกมาประท้วงรัฐบาล
เหตุผลหนึ่งที่น่าจะเป็นไปได้ คือ "ความไม่มั่นคงทางอำนาจ"
นั่นเป็นเพราะ พรรคประชาธิปัตย์ มีฐานการเมืองที่ไม่มากพอจะผลักดันให้ก้าวสู่ทำเนียบได้อย่างมีความหวัง
เราเห็นประชาธิปัตย์ ยืนอยู่กับที่ ถอยหลัง และก้าวกลับมาอยู่ที่เดิม หลายต่อหลายครั้งในการเลือกตั้งที่ผ่านมา
ชัยชนะของพรรค มาจากคนกลุ่มเดิม คือฐานเสียงทางภาคใต้ ซึ่งมั่นคงกับพรรคมาโดยตลอด
ประชาธิปัตย์ ก้าวหน้ามากขึ้น เมื่อได้ฐานคนกรุงเทพ และภาคตะวันออกมาหนุนเป็นครั้งคราว
แต่ก็ไม่มั่นคง
คนกรุงเทพเทคะแนนให้กับการเลือกตั้ง เมื่อ มีนักการเมืองที่เป็นความหวังมาโดยตลอด
คุณจำลอง เมื่อครั้งที่ปฏิรูปกรุงเทพ แบบพลิกโฉม จนเทคะแนนให้พลังธรรมกวาดเกือบหม
คุณทักษิณ เมื่อคราวที่ยังใหม่และสดต่อการเมือง เก็บแต้มจากคนกรุงเทพเป็นกอบเป็นกำ
ถึงแม้ว่าวันนี้ คนกรุงเทพจะเทใจให้ประชาธิปัตย์ เพราะยืนตรงข้ามกับคุณทักษิณในหลายต่อหลายเรื่อง
แต่ก็ไม่แน่เสมอไป
คุณยิ่งลักษณ์เอง แม้จะดูไม่มีความสามารถเท่าพี่ชาย
แต่ยิ่งนานวัน ยิ่งแก่พรรษามากขึ้น
การแก้เกมส์ทางการเมืองค่อยๆแหลมคมขึ้น ทีละนิด
โดยเฉพาะ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องการชุมนุมคราวนี้ แม้จะไม่โดนใจฮาร์ดคอ แต่ก็แก้ปัญหาตรงจุด
นั่นคือ การผ่อน้ำหนักความตึงเครียด ลดความรุนแรงของสถานการณ์ ลงได้อย่างน่าแปลกใจ
เพราะ จุดสำคัญคือคนกรุงเทพ เบื่อหน่ายกับการชุมนุมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กำลังสลายการชุมนุม
คุณยิ่งลักษณ์ทำให้หลายคนแปลกใจและหันกลับมามอง
แม้ในใจ จะระลึกอยู่เสมอว่าส่วนหนึ่งของปัญหามาจากสมาชิกพรรคที่เร่งเร้าจะนำพี่ชายเธอกลับมาก็ตาม
ความที่เป็นผู้หญิง แต่กล้านั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหม ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา
การประสานระหว่างกองทัพ แม้จะไม่เข้ามาหนุนหลังรัฐบาลอย่างเต็มตัว แต่ก็ไม่ออกมายืนฝั่งตรงข้าม
น่าจะเป็นผลจากการที่คุณยิ่งลักษณ์พยายามประสานรอยร้าว ด้วยการทำงานคู่ขนานกับกองทัพมาโดยตลอด
จะเห็นได้จากการร่วมกับ ผบ.ทบ. ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมา
คนเราลองเห็นตั้งใจทำงาน ยังไงก็ต้องมีคะแนนตุนไว้บ้าง
การชุมนุมคราวนี้ กองทัพจึงวางบทบาทในฐานะผู้เฝ้าดูอย่างไม่เคอะเขิน
ยิ่งนานวันไป ไม้ไผ่ทื่อๆธรรมดา จะค่อยๆกลายเป็นหอกมากขึ้น สำหรับคุณสุเทพ
แล้วอะไร คือ เหตุแห่งความพ่ายแพ้
เพราะ คนกรุงเทพ คุ้นชินกับพรรคประชาธิปัตย์มานาน จนเหมือนรู้ทางกัน
แนวทางการดำเนินของพรรค ยึดถือทางสายกลางมากจนเกินไป ไม่ได้ก็ต้องไม่เสีย
เพราะโครงสร้างของพรรคอุดมไปด้วยนักกฏหมาย ที่ยึดถือตัวบทกฏหมาย
จนไม่มี ทางสร้างแนวคิดใหม่ๆ เชิงการตลาดหรือกลยุทธ์ใหม่ๆที่จะเอาชนะใจคน
ที่เรียกกันว่า นโยบาย
แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาหลายปีหลังนี้ จะเริ่มมีเลือดใหม่ทยอยเดินเข้าสู่พรรค แต่ก็เงียบหายไปตามระบบอันเก่าแก่และคร่ำครึ
เลือดใหม่ของประชาธิปัตย์ หลายต่อหลายคนเป็นคนเก่ง และ มีชื่อเสียง
คุณ กรณ์ จาติกวนิชย์ ,คุณ อภิรักษ์ โกษะโยธิน หรือแม้แต่คุณ อภิสิทธิ์ เองก็ตาม คนเหล่านี้เมื่อเข้าไปอยู่ในระบบ
ก็กลายไปอยู่ในวังวนเดิม
ทำให้ปรับตัวตามคู่แข่งไม่ทัน
การที่ต้องตามหลังคู่แข่งตลอดเวลา โดยอาศัยความชำนาญทางการเมืองเป็นจุดพลิกเกมส์
อาจจะไม่พอ สำหรับการแข่งขันทางการเมืองอีกต่อไป
พูดง่ายๆ ก็คือ โอกาสที่จะได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แทบจะไม่มีความหวังเลย
คุณสุเทพ ในวัยหกสิบกว่าๆ ซึ่งถือว่าเข้าโค้งสุดท้ายแล้ว จึงเหลือทางเลือกไม่มาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีชนักติดหลังเรื่องการเป็นรอง ศอฉ. เมื่อครั้งเป็นรัฐบาลที่ผ่านมา
จึงเหลือประตูทางการเมืองให้เลือกน้อยมาก
คลื่นลูกใหม่ในพรรคก็ค่อยๆแรงขึ้น การดำเนินคดีเรื่องคำสั่งก็งวดเข้าทุกขณะ ในขณะที่พรรคเองก็ยังเดินนโยบายแบบเดิม
โอกาสจะกลับมานั่งสั่งการเพื่อผลทางการเมือง ค่อยๆริบหรี่ลงตามเข็มนาฬิกา
นี่อาจจะเป็นเข็มที่แทงฉนวนให้ คุณสุเทพ เลือกเส้นทางการเมืองเช่นนี้
หยุดก็ย่ำอยู่กับที่ ออกแรงก็มีโอกาสได้ลุ้น ไม่ชนะก็แพ้
ชนะก็ประตูบานใหม่ สำหรับเปิดทางออก ทั้งเรื่องคดี เรื่องอื่นๆ และ มีโอกาสพลิกเกมส์ได้
แพ้ก็เท่าเดิม เพราะผลในคดีสลายการชุมนุม กับ ข้อหาก่อการ ก็ไม่ต่างกันมากนัก
แถมยังยื้อเวลาไปได้อีกสักพักใหญ่ เพราะมีตัวอย่างจากคดีกลุ่มพันธมิตร ที่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีคำตัดสินอะไร
เดิมพันนี้ มีเพียงแค่เล่น หรือ ไม่เล่น
ส่วนผล ก็ยังคาดเดาไม่ได้ แต่การเล่นย่อมมีโอกาส ไม่แพ้ก็ชนะ
เป็นใคร ใครก็เล่น
แถมต้องเล่นหมดหน้าตักซะด้วย