ในอีกมุมมองหนึ่งของปัญหาการเมืองและสังคม

กระทู้สนทนา
ผมอยากเสนอมุมมองอื่นที่ไม่ใช่เรื่องการเมืองหรือสังคมโดยตรง แต่เป็นกระบวนการของการมายังปัญหาการเมืองและสังคมปัจจุบันครับ พยายามที่จะชี้ให้เห็นว่าก่อนมายังจุดนี้มันผ่านขั้นตอนอคติมามากน้อยขนาดไหน คิดว่าอ่านเอาสาระก็ได้ครับ ยาวนิดนึงนะครับ แต่ผมว่าคุ้มค่าที่จะอ่าน ผมคิดว่าสาเหตุหลักๆ มีอยู่ 4 ข้อ

1.Openness
ผมมองว่าสังคมบ้านเราเต็มไปด้วยผู้มีความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ จบนอก เรียนสูง แต่คุณค่าสำคัญที่ผมว่าขาดไปอย่างคือการเปิดใจ (openness) สำคัญอย่างไร ลองคิดดูว่า มันคงเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะรักกัน ถ้าหากนาย A ทำผิด ผู้คนไม่ชอบนาย A ไปแล้ว แม้นาย A จะกลับตัวกลับใจเสียใหม่ คนก็ยังไม่อาจชอบได้อยู่ดี (มันต้องหวังอะไรแน่, อย่าไปเชื่อมัน, เพราะเหตุผลนี้ต่างหากมันถึงยอมทำดี, อีกเยอะ) ดังนั้นนาย A จะไม่มีทางแก้ตัวได้ใหม่ถ้าคนในสังคมไม่ให้โอกาสเลย(ต้องตายแล้วเกิดใหม่เท่านั้น พูดง่ายๆ เหมือนถูกผลักไสให้ไปอยู่อีกฝ่ายโดยอัตโนมัติ ไม่มีโอกาสแก้ตัวเพราะสังคมไม่ยอมให้แก้ไข ในขณะที่ภายนอกสังคมเราบอกว่าแฟร์ ยอมรับ ถูกผิดว่าไปตามนั้น พร้อมจะให้โอกาส แต่พอเอาเข้าจริงๆ ผมว่าโอกาสเกิดน้อยมาก จริงเหรอที่จะไม่มีเศษเสี่ยวหนึ่งของอคติประกอบอยู่เลย ผมไม่รู้นะ แต่ผมรู้สึกว่าความเกลียดชังในบ้านเรามันฝังรากลึกลงไปกว่านั้น คุณค่าของคนจริงๆ อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับอะไรเป็นพิเศษ แต่อยู่ที่ว่ากี่ครั้งที่เราให้โอกาสคนๆ หนึ่งก่อนที่จะระบุว่าเขาเป็นเช่นนั้นจริงมากกว่า

นอกจากนี้มนุษย์ก็มีความซับซ้อนมาก มันน่าจะดูเป็นการดูถูกมนุษย์อย่างมากถ้าจะตัดสินกันง่ายๆ แค่นี้หรือเปล่า? ถ้าสมมุติมี 1, 2 ให้เลือก ไม่เลือกก็ไม่ได้ ?  ถ้าไม่เลือก 1 = เลือก 2 โดยปริยาย (เสริมนอกเรื่อง)ใน US,, การแบ่งฝ่ายการเมืองชัดเจนขนาดที่ว่ารัฐและเมืองต่างๆ มีการใช้ lifestyle ที่แตกต่างกัน ในการกิน การทำงาน การบูชา รัฐไหนมีร้าน Whole Foods store มีโอกาส 89% ที่รัฐรอบๆ จะเลือก Barrack Obama(Democrat) , ส่วนเมืองไหนมีร้าน Cracker barrel มีโอกาส 62% ที่จะเลือก Republican ที่ผมยกประเด็นนี้มาเพราะว่าอยากแสดงให้เห็นว่าการแบ่งแยกมันก็เริ่มจากแค่นี้เอง แล้วก็ทวีคูณความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ที่ผมอยากบอกในประเด็นนี้คือเรื่องของการไม่ยอมเปิดใจเข้าหากัน ไม่เอาใจเขามาใส่ใจเรา เพราะงั้นจะไม่มีวันลงรอยกันได้เลย และท้ายสุดจะเกิดการแบ่งเป็นฝ่ายอย่างถาวรและถูกปฏิบัติอย่างคนนอกกลุ่ม

2.Illusory of correlation
ประเด็นเรื่องสหสัมพันธ์ลวง (Illusory of correlation) ที่มักมีบทบาทในสังคมเช่นกัน
และเพราะสังคมไทยชื่นชม ยกย่องคนที่เรียนสูง จบนอก เน้นใบประดับมากกว่าผลงานจริง(ปัจจัยที่ส่งเสริม) จึงทำให้มองอย่างทีมีแนวโน้มว่าผู้ที่เรียนเก่ง เรียนสูง มักจะพูดถูกต้อง มากกว่าคนที่เรียนในระดับธรรมดาหรือต่ำกว่าเป็นต้น ไม่มีนะครับเข้าใจไปเองทั้งนั้น ฝนตกต้องคู่กับฟ้าผ่าเสมอ หรือเสียงเบรกที่ดังต้องตามมาด้วยเสียงรถชน(ตู้มม) เพราะงั้นเวลาเห็นคนมีวุฒิสูงๆ จบนอกมาพูดอะไรเราก็ไม่อาจเชื่อได้เต็มที่ ต้องตั้งใจฟัง เน้นเอาความจริง แยกเป็นประเด็น ไม่เอาความไพเราะ ผมว่าคนที่เรียนสูงมาก็เก่งพอๆ กับคนอื่นทั่วไปนี่แหละ แต่ที่ทำให้ดูเก่งเพราะเขามักพูดประเด็นที่เราไม่รู้ + เราก็ไม่ค่อยถามกัน(ระบบการศึกษาเราห่วยมาก) ก็มักจะเชื่ออย่างง่ายดาย ถ้าไปหาข้อมูลตามดูผมว่าความแตกต่างจะเห็นได้น้อยมาก  และอีกอย่างคือเวลาคนดังหรือคนของสังคมพูดอะไรก็เช่นกัน มีแนวโน้มจะเกิด halo effect ได้สูง (คนหน้าตาดี แต่งตัวดี เรามักคิดว่าต้องตามมาด้วยสิ่งดีๆ ความดี ความถูกต้อง เกี่ยวพันกับสิ่งดีๆ เสมอ)  และการเชื่อแบบนี้อันตรายมากในสังคมเลยผมว่า

[เพิ่มเติม] ประเด็นอีกเรื่องคือสังคมที่ผมว่าค่อนข้างเน้นความสำคัญของใบปริญญามากเกิน คนที่จบมาสูงมักจะมองตัวเองสูงกว่าที่เป็น เป็นผู้มีความรู้ คนอื่นที่ไม่มีวุฒิสูงเทียบเท่าไม่อาจมาโต้แย้งได้ ซึ่งนำมาด้วยอคติอย่างมาก ยิ่งมีความรู้ ก็ยิ่งมีอัตตา ยิ่งเป็นคนความคิดแคบ มองไม่เห็นจุดพลาดของตัวเอง ไม่เปิดรับอะไรใหม่ๆ (ขาด openness to experience) จริงๆ ไม่ใช่เสมอว่าผู้มีความรู้มากจะมีอัตตามากตาม แต่ส่วนใหญ่ที่ผมเห็นในบ้านเรา มันเป็นแบบนั้น ผมว่าอันตราย เห็นได้ว่าความรู้นั้นอาจเป็นสิ่งไม่ดีก็ได้ ผมว่าสังคมเราไม่ต้องการคนฉลาด แต่ต้องการคนดีมากกว่า  พูดเรื่องนี้เลยนึกถึงเคสที่เด็กต้องตอบคำถามครูในโจทย์เลข ซึ่งมีจุดประสงค์คือต้องหาเงินมาเพิ่มให้ได้ แต่ครูต้องการคำตอบเฉพาะที่ครูเล็งไว้ซึ่งคือไปขอเงินแม่ ทั้งๆ ที่ตอบได้อีกมากมายสารพัด (ยืมเพื่อนข้างบ้าน แอบเอาจากพี่ หรือขอยืมพ่อ) ความคิดสร้างสรรค์ ที่จะส่งผลให้เกิดการคิดวิเคราะห์(Critical thinking) ในอนาคตแบบนี้ละที่มักโดนบั่นทอนให้หมดไปเมื่อโตขึ้น โตขึ้นก็เป็นเด็กรอคนเอาความรู้มาป้อนอย่างเดียว

เมื่อใดก็ตามที่บุคคลยกย่องตนเองเป็นผู้รู้  = น้ำเต็มแก้ว,, ผู้รู้จริงๆ คือคนที่รับฟังทุกอย่าง ทำตัวเป็นเหมือนน้ำไม่เต็มแก้ว ( ผมว่าทุกคนก็คุ้นเคยคำนี้ดี แต่คนไหนที่ทำได้จริงน่ายกย่องมาก )

นอกจากนี้เรื่องความรู้อาจารย์รุ่นเก่าๆ ก็ต้องขยันเช่นกัน เพราะความรู้มีมาใหม่ตลอดเวลาไม่หยุด หลักสูตรต้องเปลี่ยนแปลง เด็กรุ่นใหม่เผลอๆ จะมีความรู้รอบตัวมากกว่าอาจารย์ซะอีก ต้องติดตามทั้งสองฝ่ายก็ว่าได้  เด็กควรจะกล้าถาม และอาจารย์เองก็ควรกระตุ้นให้เด็กกล้าถามกล้าสงสัยกล้าเถียง

ประเด็นนี้คือ คนดัง และ คนจบสูง จบนอกมา หรืออาจารย์ก็ไม่ใช่จะถูกเสมอ(Illusory correlation)ต้องย้ำว่าระดับความถูกต้องก็น่าจะประมาณเดียวกับคนทั่วไปด้วยซ้ำ และระวังการเกิด halo effect  

3.Conservative
ประเด็นเรื่องของการที่คนไทยส่วนใหญ่เป็น conservative(รุ่นก่อนๆ และสอนรุ่นต่อมาๆ )มันเลยยิ่งตอกย้ำให้เด็กเป็นคนไม่กล้าถาม ไม่กล้าแสดงความเห็น(กลัวผู้มีอำนาจ authority) ซึ่งมันสำคัญมากๆ ถ้าเราไม่กล้าสงสัยหรือถามมันก็เหมือนเป็นปลารอคนโยนอาหาร(ความรู้)มาให้อย่างเดียว เชื่ออย่างเดียว ไม่กล้าสงสัย  ไม่กล้าคิดต่าง (เน้นว่าเชื่ออย่างเดียวอย่าสงสัย จงเชื่อเท่านั้น) เป็นอีกประเด็นที่พวกหนังสือ how to จะเหมาะสมกับเรา เพราะมันโยนมาให้เราเลย ไม่ต้องคิดต่อ ไม่สอนให้คิดต่อ (เป็นหนังสือประเภทที่คุณวินทร์ เลียววาริณเกลียดมากถ้าจำไม่ผิด) ทั้งนี้ไม่ใช่ว่า conservative ไม่ดี ผมว่าเราก็เป็นแบบนี้มาตลอดก็เฉยๆ แหละไม่ค่อยมีปัญหา แต่พอ internet (4) เริ่มแพร่หลาย + ทุนนิยมแพร่เข้ามา + Facebook ดึงคนอีกหลายพันหมื่นล้าน กลับมาเจอกันหลังการวิวัฒนาการ พาเรากระจายออกไปหลายทวีป เพราะงั้นค่านิยมมันเริ่มเพี้ยนไปจากเดิมแล้ว(และถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เร็วและรุนแรงเพราะมาพร้อมกันเลย) ไม่แปลกที่คนรุ่นก่อนๆ จะมาบอกเด็กสมัยนี้ Gen Y ก้าวร้าว ไม่มีมารยาท

เด็กไทยที่เรียนนอกน่าจะรู้ดีว่าเจอปัญหาหนักในการเรียน เพราะว่าระบบการเรียนต่างกัน เขาสอนให้ลงมือให้คิดมากกว่านั่งเฉยๆ รอคนมาป้อน

ประเด็นนี้คือเรื่องของการไม่กล้าถาม ไม่กล้าสงสัย (กลัวผู้มีอำนาจ)ทำให้การคิดวิเคราะห์เกิดน้อยมาก แต่ยังดีที่มี FB, internet ทำให้เราได้รับอิทธิพลและกล้าสงสัยกล้าถามมากขึ้น ซึ่งหวังว่าจะก่อให้เกิดการคิดวิเคราะห์ในอนาคตได้

4.เรื่องภูมิคุ้มกัน
ผมทึ่งกับ social media ที่มาเร็วมากจนปรับตัวไม่ทัน แต่ก่อนเหมือนไม่นานมานี้ internet ยังมีน้อยและยังช้าอยู่ ผมจำได้ตอนซื้อบัตรเติมเงิน 56k,256k  จนยุคใหม่ 1mb สุดยอด ตอนนี้ 10mb โห เทคโนโลยีมันพัฒนาเร็วมาก..... การที่เข้าถึงโลก internet อย่างรวดเร็วนี้ อาจทำให้คนปรับตัวไม่ทัน ปรับตัวไม่ทันในที่นี้หมายถึงการรับเอาสื่อ หรืออะไรก็ตามที่เป็นเทรนด์ในเนทหรือข่าวลือได้อย่างเร็วและขาดการป้องกัน นั่นคือรับเอามาเต็มๆ ไม่ได้พิจารณา ประเด็นนี้น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ 3 ข้อข้างบน(ขี้เกียจคิดตาม เชื่อง่าย ไม่กล้าสงสัย) เมื่อเราได้ยินได้เห็นอะไร เรารับมาเต็มๆ เลย ไม่ได้ไตร่ตรอง ถูกสื่อครอบงำอย่างง่ายๆ ถ้าเป็นสมัยก่อนข่าวอะไรก็ต้องมาจากหนังสือพิมพ์ หรือทีวีทำให้ปกครองคนง่ายกว่า + เพราะผู้ใหญ่มักจะอ่านและมีเวลามากกว่าเด็ก เด็กเลยไม่ค่อยรู้เรื่อง พอตอนนี้มีการเข้าถึงมากขึ้น เด็กเข้าถึงมากขึ้น ข่าวลือมีช่องทางมากขึ้น + การเป็นเด็กที่ปราศจากภูมิคุ้มกัน ทำให้เชื่ออะไรง่ายขึ้น ไม่ผ่านการกรองจากผู้ใหญ่เหมือนแต่ก่อน นั่นคือสิ่งแย่ที่ตามมา + ความคึกคะนองของความเป็นวัยรุ่น ในการแชร์(ต้องแชร์ก่อนใคร) รู้เรื่องราวที่ถูกบ้างผิดบ้าง ปะปนกัน

ประเด็นนี้คือเรื่องของ ภูมิคุ้มกันในตัวเรา + สื่อที่มีพลังมากขึ้นจาก internet หลายช่องทาง(เวป,sms,ช่องทีวี) ทำให้เราได้รับข้อมูลผิดบ้างถูกบ้าง(+นิสัยเราเป็นพวกชอบคิดต่อหรือชอบเชื่อเลย) ทำให้ถูกครอบงำได้ง่าย

ในอดีตเคยมีกลุ่มต่อต้านการใช้วัคซีน (AVM : anti-vaccine movement)  แต่ก่อนสมัยนั้นมีโรคเยอะเช่นโรคหัด และความไม่รู้ + ความกลัว + สื่อ(น่าจะถูกตำหนิมากที่สุดเพราะมีงานวิจัยมากมายและชี้ชัดเจนว่าการใช้วัคซีนปลอดภัย แต่ยังเลือกนำเสนอข้อมูลที่ผิด เช่นการใช้วัคซีนมีความสัมพันธ์กับการเป็นออทิสติก และมีการเรียกร้องต่อต้านทั้งในนิตยสาร, โฆษณาสายการบิน, ใช้ดาราที่เป็นหมอในการเชิญชวนโน้มน้าวคน) ทำให้เกิดความล่าช้าในการนำไปใช้ ลงท้ายจึงทำให้มีการระบาดของโรค และตามมาด้วยการตายในที่สุด นี่คือพลังของสื่อ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมาก

เผื่อสนใจตามอ่านได้ที่นี่ครับ:
http://www.forbes.com/sites/stevensalzberg/2012/07/23/anti-vaccine-movement-causes-the-worst-whooping-cough-epidemic-in-70-years/
http://en.wikipedia.org/wiki/Vaccine_controversies

พออ่านจบจะรู้ว่าสื่อนี่ตัวดีเลยจริงๆ ผมค่อนข้างโมโหยอมรับว่ามากเหมือนกัน เพราะมีคนตายจากการเล่นกันเองของสื่อ คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็เหมือนได้รับผลกระทบไปฟรีๆ

เท่าที่ผมคิดได้หลักๆ ก็ประมาณนี้ครับ หวังว่าจะช่วยเปิดมุมมองอื่นๆ ได้บ้าง ผมพยายามเน้นให้เห็นถึงกระบวนการที่นำมาซึ่งจุดนี้มากกว่าเน้นการเมืองโดยตรงว่ามันผ่านอคติมามากน้อยขนาดไหน และส่งผลอย่างไร เพราะผมว่าสำคัญเหมือนกันและดูเหมือนจะไม่ค่อยถูกพูดถึงครับ

ปล.ภาษาผมอาจจะไม่ค่อยเป็นทางการมากนะครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่