สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาขอแชร์ประสบการณ์ไปเที่ยวญี่ปุ่นของเราเพื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆคนอื่นบ้าง เราเคยไปเที่ยวประเทศเกาหลีมาก่อนแต่ครั้งนั้นคือการไปกับทัวร์ คราวนี้คือการบินเดี่ยวของเราเอง เราจะไปเที่ยวที่ Mie Obara Kyoto โดยที่เราจะไปพักกับน้องที่เมืองเอโดบาชิที่มิเอะ การเดินทางถึงญี่ปุ่นราบรื่นเรียบร้อยดีค่ะผ่านตม.มาได้โดยสวัสดิภาพ แต่ปัญหาแรกของเราก็มาถึง ก่อนไปญี่ปุ่นเราได้ทำการหาในอินเตอร์เนตได้เจอบล๊อคนึงซึ่งเป็นคนไทยน่าจะเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่นเค้าได้รับซื้อซิมอินเตอร์เนตของ b-mobile ส่งมาให้ที่ไทยและได้รับแอคทีฟซิมให้พร้อมสรรพด้วย ก่อนเราจะเดินทางไปเที่ยวประมาณสองวันเราได้ส่งเมลไปเตือนเค้าเรื่องแอคทีฟซิมซึ่งทางคนขายก็ตอบรับกลับมาเราเลยสบายใจแล้วว่าไปถึงญี่ปุ่นยังไงก็มีเนตใช้แน่นอน แต่พอไปถึงสนามบินเราลองตั้งค่าการใช้งานอินเตอร์เนตตามที่เค้าบอกแต่ก็ยังใช้ซิมไม่ได้ตอนที่เราเข้าหน้าเวปเพื่อจะเข้ากูเกิลมันก็เด้งเข้าหน้าเวปของb-mobile เหมือนว่าเรายังไม่ได้แอคทีฟซิม ด้วยความที่ภาษาอังกฤษเราอ่อนแอเราเลยคิดว่าเราอาจจะตีความผิดไปคนขายไม่น่าจะลืมแอคทีฟซิมให้เรา (ในภายหลังเราให้คุณป้าคนญี่ปุ่นโทรไปแอคทีฟซิมให้ หลังจากโทรเสร็จคุณป้าเค้าบอกว่าถ้าเราแอคทีฟซิมแล้วต้องรอประมาณ 1 วันถึงจะใช้ซิมได้)ตอนนั้นใจเสียไปหน่อยเลยที่ใช้เนตไม่ได้ แล้วเราจะไปหาน้องสำเร็จมั้ยเนี่ย เราต่อเนตสนามบินไปบอกน้องเรื่องเราใช้เนตไม่ได้และน้องก็ให้เบอร์โทรติดต่อมา หลังจากนั้นเราก็ไปซื้อ kintetsu wild pass และออกเดินทางจากสนามบิน เอาจริงๆเราไม่รู้ญี่ปุ่นเลยซักนิดวิธีสื่อสารของเราคือเดินไปที่คนขายตั๋วแล้วบอกว่านัมบะพร้อมทั้งส่งพาสส่วนที่เอาไว้แลกเป็นรถไฟเข้าเมืองให้เค้าเค้าก็ส่งทำการแลกตั๋วให้เราแล้วเราก็ไปยืนมองหน้าช่องทางเข้าสถานีดูว่าทำยังไงแล้วก็ทำตาม พอถึงนัมบะเราแอบกลัวมากเลยทีเดียวเพราะสถานีใหญ่มากเราจะหารถไฟของ kintetsu เจอมั้ยกลัวหลงทางมากแต่สุดท้ายก็อาศัยอ่านป้ายแล้วเดินตามป้ายเอาจนถึงสถานี พอดีว่าเราแคปหน้าจอเก็บไว้ว่าต้องเดินทางด้วยอะไรไปสถานีไหนซึ่งเราต้องซื้อตั๋วรถเร็วแบบจองที่นั่งไปลงสถานี tsu
เรายืนมึนอยู่หน้าที่ขายตั๋วซักพักถึงได้เห็นที่ขายตั๋วแบบจองที่นั่งก็เลยเดินไปหา เอา pass ให้เค้าดูพร้อมทั้งส่งมือถือแล้วจิ้มให้เค้าดูว่าเราจะไปลงสถานีไหนพอได้ตั๋วมาเราก็เดินไปหาเจ้าหน้าที่ตรงช่องทางเข้าเพราะเราไม่รู้ว่าเราต้องไปที่ไหนต่อพอเจ้าหน้าที่เห็นตั๋วรถนั่งเราก็บอกว่าใช้ไม่ได้นะ ตอนนั้นเรางงมากทำไมใช้ไม่ได้ก็ซื้อมาจากตรงนู้น เค้าก็พยายามอธิบายเราด้วยภาษาญี่ปุ่น ณ จุดนั้นหน้าเรายิ่งมึนหนักเลยทีเดียว เราก็บอกให้เค้าอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ เค้าก็พยายามยืนอธิบายกันพักใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจเค้าเลยเดินเข้าไปหาอะไรซักอย่าง ส่วนเราพอมองนาฬิกาแล้วใจหายวาบเลย เพราะเราต้องไปขึ้นรถตอนทุ่มนึงแต่ตอนนั้นมันเหลืออีกไม่ถึง 7 นาทีด้วยซ้ำจะทุ่มแล้ว เริ่มปลงว่าอาจจะไม่ทันแล้ว สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็มาพร้อมแผ่นภาษาอังกฤษแล้วชี้ให้เราอ่านเราเลยรู้ว่า อ่อ จะใช้ตั๋วรถนั่งได้ต้องมีตั๋วแบบธรรมดามาคู่กันด้วย เรารีบยื่นให้เค้าดูพอผ่านมาได้ก็เดินแบบติดจรวดเรียกว่าใช้สัญชาตญาณนำล้วนๆ เพราะในตั๋วบอกว่ารถตู้ที่ห้าที่นั่ง 5D เราเลยเดาว่าน่าจะชานชาลาที่ 5 พอลงมาได้เหลือเวลาอีก 2 นาที เรียกว่าไม่มีเวลามาดูป้ายเลย เราพุ่งเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่แถวนั้นเอาตั๋วให้เค้าดูปรากฎว่ารถก็อยู่ข้างๆเรานั่นแหละ เจ้าหน้าที่ใจดีมากพาเราไปเกยถึงทางปากเข้าตู้ที่ 5 เลยทีเดียว เรานั่งรถไปเรื่อยจนใกล้เวลาที่เราจะต้องลงเราไม่เห็นรถจอดเลยซักสถานีตอนนั้นใจแป้วนิดนึงแอบคิดว่าหรือว่าเค้าจะเป็นระบบแบบรถเมล์บ้านเราต้องกดกริ่ง เรารีบขนของลุกไปหน้าประตูเพื่อไปหากริ่งทันที…พอไปถึงไม่เจอกริ่งเจอแต่ห้องน้ำ ตอนนั้นภาวนาสุดๆเลยว่าขอให้จอดๆ พอรถจอดเราดูป้ายอีก 1 สถานีจะถึงเอโดบาชิ อืมแล้วต้องไปไหนต่อล่ะ เราเลยคิดเองเออเองว่าต้องรอรถแถวนั้นต่อเพราะเห็นป้ายชี้ไปว่าสถานีข้างหน้าคือเอโดบาชิ ตอนนั้นเราดูรถไม่เป็นเลยค่ะว่าอันไหนรถหวานเย็นอันไหนรถเร็ว พอเห็นรถผ่านมาที่นั่งดูไฮโซเหมือนที่เรานั่งมาตอนแรกเลยเดาว่าอาจจะไม่จอดเอโดบาชิ พอเห็นรถที่ที่นั่งเหมือนที่เรานั่งจากสนามบินมาเข้าเมืองเลยเดาว่าน่าจะผ่านเอโดบาชิ เพราะงั้นก่อนขึ้นรถเราเลยสะกิดผู้หญิงญี่ปุ่นข้างๆแล้วถามว่า this train edobashi เค้าพยักหน้าตอบเราเลยขอบคุณแล้วรีบขึ้นไปนั่ง พอมาถึงเอโดบาชิตอนนั้นดีใจมากเราไม่หลงทางเลยสุดยอด แต่หลังจากนั้นสิค่ะที่ทำให้เราหัวเราะไม่ออกเลยค่ะ
พอออกมาได้เรารีบไปตู้โทรศัพท์เพื่อโทรหาน้องแต่ปรากฎ…น้องไม่รับค่ะ ไม่เป็นไรน้องอาจจะเข้าห้องน้ำ เราโทรไปสามรอบจนเหรียญหมดน้องก็ไม่รับเริ่มใจเสียอีกแล้ว เห็นแถวนั้นมีร้านลอสันพอดีเราเลยรีบเดินไปหาซื้ออะไรทานและแลกเหรียญด้วย พอกลับมาโทรอีกน้องก็ไม่รับตอนนั้นคือเริ่มกลัวจริงจังแล้ว คิดหาทางใหญ่เลยว่าถ้าโทรไม่ได้ก็ขออินเตอร์เนตก็ยังดี แต่แถวนั้นไม่น่าจะมีอะไรที่ปล่อย wifi ฟรีเลย เราเลยเดินไปลอสันอีกครั้งก็เหมือนว่าเค้าจะมี wifi ขาย เราเลยเข้าไปถามพนักงาน พนักงานพูดอังกฤษเก่งทีเดียวค่ะ เค้าพยายามช่วยเราดีมากๆสุดท้ายก็ซื้อไม่สำเร็จเพราะต้องไปโหลด app มาจากapple store ซึ่งเราต่อเนตไม่ได้ก็ไม่รู้จะโหลดยังไง สุดท้ายเราเลยถามเค้าว่าแถวนี้มีโรงแรมมั้งมั้ย ตอนนั้นคิดว่าถ้ามีโรงแรมก็น่าจะมีเนตมีที่ซุกหัวนอนก่อนก็ยังดี เค้าก็พยายามอธิบายเราตอนแรกเราฟังว่าให้ไปสองสถานีพอถามย้ำเค้าบอกว่าไปแค่สถานีเดียว เราเลยเดินจากมาแบบมึนๆมารอรถไฟเพื่อจะไปสถานีข้างหน้าอีกหนึ่งสถานี ระหว่างพอรถไฟ เราก็คิดถึงเรื่องซิมว่าเพราะเราไม่ได้แอคทีฟจริงรึเปล่าให้เค้าช่วยแอคทีฟให้ดีมั้ย กลัวน้องติดต่อเราไม่ได้แล้วจะเป็นห่วงถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากหาโรงแรมเลย สุดท้ายเลยไปทำตัวรุงรังกับพนักงานลอสันอีกที เราให้เค้าอ่านขอความที่มันเด้งขึ้นมาเวลาเปิดเวป เค้าก็ถามว่าเราโทรไปตามเบอร์นี้รึยังมันต้องไปโทรไปนะ เราเลยบอกว่ายัง แล้วก็บอกว่ามันต้องใช้เบอร์ของคนญี่ปุ่นโทรไปแอคทีฟนะ คุณช่วยโทรไปแอคทีฟให้หน่อยได้มั้ย เกรงใจสุดๆแต่ก็หน้าด้านสุดๆด้วย เค้าก็ควักมือถือเค้าออกมาจะโทรไปให้แต่ไม่รู้ว่าเค้าไปอ่านเจออะไรเค้าบอกว่านี่มันซิมสำหรับคนต่างชาติมันเป็นภาษาอังกฤษนี่คุณลองไปตู้โทรศัพท์แล้วลองโทรไปตามเบอร์นี้ดีมั้ย ถ้าเกิดมันเป็นภาษาญี่ปุ่นคุณก็กลับมาทีนี่ เดี๋ยวพวกพนักงานในนี้จะช่วยคุณเอง เราเลยขอเค้าแลกเหรียญแล้วเดินไปโทรศัพท์ก่อนโทรไปแอคทีฟ เราได้ลองโทรหาน้องอีกน้องก็ยังไม่รับ พอโทรไปแอคทีฟปรากฎว่าไม่สามารถใช้ตู้สาธารณะแอคทีฟได้ เราเลยกลับไปหาพนักงานอีกครั้งปรากฎเค้าจะกลับบ้านพอดีเราเลยบอกว่าโทรไม่ได้นะ เค้าก็บอกว่าเค้าอยากจะช่วยนะแต่เค้าต้องกลับบ้านแล้ว เราเลยถามว่าไปโรงแรมยังไง เค้าก็พยายามอธิบายแต่เราก็ยังงงๆเค้าเลยบอกว่าตามเค้ามา เค้าพาเราขึ้นรถไฟย้อนไปลงไปสถานีนึงบอกให้เราลงที่ tsu ซึ่ง ตอนแรกเราฟัง tsu เป็น two เอ่อ เสียงก็ไม่คล้ายกันเนอะ ทำไมฟังผิดไปได้ไกล ดีนะตอนแรกไม่ได้ขึ้นรถไฟไปโรงแรมเองไม่งั้นหลงไปไหนหนักกว่าเดิมแล้ว พอลงมาถึงเราก็ไปถามเจ้าหน้าที่สถานีว่า โรงแรม green park hotel อยู่ที่ไหน เจ้าหน้าที่ภาษาอังกฤษไม่ค่อยดีเท่าไหร่แต่เค้าใจดีมากกกกกกก พาเราลงไปส่งถึงตีนบันไดแล้วชี้ให้เราเดินลงอุโมงค์ไปก็จะเจอโรงแรม แต่ถึงเราจะเดินตามที่เค้าบอกก็ไม่เจอโรงแรมอยู่ดี
มีต่อที่ความเห็นที่ 1 ค่ะ
บินเดี่ยวครั้งแรกที่ Japan กับประสบการณ์ที่เกือบได้นอนข้างทาง
เรายืนมึนอยู่หน้าที่ขายตั๋วซักพักถึงได้เห็นที่ขายตั๋วแบบจองที่นั่งก็เลยเดินไปหา เอา pass ให้เค้าดูพร้อมทั้งส่งมือถือแล้วจิ้มให้เค้าดูว่าเราจะไปลงสถานีไหนพอได้ตั๋วมาเราก็เดินไปหาเจ้าหน้าที่ตรงช่องทางเข้าเพราะเราไม่รู้ว่าเราต้องไปที่ไหนต่อพอเจ้าหน้าที่เห็นตั๋วรถนั่งเราก็บอกว่าใช้ไม่ได้นะ ตอนนั้นเรางงมากทำไมใช้ไม่ได้ก็ซื้อมาจากตรงนู้น เค้าก็พยายามอธิบายเราด้วยภาษาญี่ปุ่น ณ จุดนั้นหน้าเรายิ่งมึนหนักเลยทีเดียว เราก็บอกให้เค้าอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ เค้าก็พยายามยืนอธิบายกันพักใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจเค้าเลยเดินเข้าไปหาอะไรซักอย่าง ส่วนเราพอมองนาฬิกาแล้วใจหายวาบเลย เพราะเราต้องไปขึ้นรถตอนทุ่มนึงแต่ตอนนั้นมันเหลืออีกไม่ถึง 7 นาทีด้วยซ้ำจะทุ่มแล้ว เริ่มปลงว่าอาจจะไม่ทันแล้ว สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็มาพร้อมแผ่นภาษาอังกฤษแล้วชี้ให้เราอ่านเราเลยรู้ว่า อ่อ จะใช้ตั๋วรถนั่งได้ต้องมีตั๋วแบบธรรมดามาคู่กันด้วย เรารีบยื่นให้เค้าดูพอผ่านมาได้ก็เดินแบบติดจรวดเรียกว่าใช้สัญชาตญาณนำล้วนๆ เพราะในตั๋วบอกว่ารถตู้ที่ห้าที่นั่ง 5D เราเลยเดาว่าน่าจะชานชาลาที่ 5 พอลงมาได้เหลือเวลาอีก 2 นาที เรียกว่าไม่มีเวลามาดูป้ายเลย เราพุ่งเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่แถวนั้นเอาตั๋วให้เค้าดูปรากฎว่ารถก็อยู่ข้างๆเรานั่นแหละ เจ้าหน้าที่ใจดีมากพาเราไปเกยถึงทางปากเข้าตู้ที่ 5 เลยทีเดียว เรานั่งรถไปเรื่อยจนใกล้เวลาที่เราจะต้องลงเราไม่เห็นรถจอดเลยซักสถานีตอนนั้นใจแป้วนิดนึงแอบคิดว่าหรือว่าเค้าจะเป็นระบบแบบรถเมล์บ้านเราต้องกดกริ่ง เรารีบขนของลุกไปหน้าประตูเพื่อไปหากริ่งทันที…พอไปถึงไม่เจอกริ่งเจอแต่ห้องน้ำ ตอนนั้นภาวนาสุดๆเลยว่าขอให้จอดๆ พอรถจอดเราดูป้ายอีก 1 สถานีจะถึงเอโดบาชิ อืมแล้วต้องไปไหนต่อล่ะ เราเลยคิดเองเออเองว่าต้องรอรถแถวนั้นต่อเพราะเห็นป้ายชี้ไปว่าสถานีข้างหน้าคือเอโดบาชิ ตอนนั้นเราดูรถไม่เป็นเลยค่ะว่าอันไหนรถหวานเย็นอันไหนรถเร็ว พอเห็นรถผ่านมาที่นั่งดูไฮโซเหมือนที่เรานั่งมาตอนแรกเลยเดาว่าอาจจะไม่จอดเอโดบาชิ พอเห็นรถที่ที่นั่งเหมือนที่เรานั่งจากสนามบินมาเข้าเมืองเลยเดาว่าน่าจะผ่านเอโดบาชิ เพราะงั้นก่อนขึ้นรถเราเลยสะกิดผู้หญิงญี่ปุ่นข้างๆแล้วถามว่า this train edobashi เค้าพยักหน้าตอบเราเลยขอบคุณแล้วรีบขึ้นไปนั่ง พอมาถึงเอโดบาชิตอนนั้นดีใจมากเราไม่หลงทางเลยสุดยอด แต่หลังจากนั้นสิค่ะที่ทำให้เราหัวเราะไม่ออกเลยค่ะ
พอออกมาได้เรารีบไปตู้โทรศัพท์เพื่อโทรหาน้องแต่ปรากฎ…น้องไม่รับค่ะ ไม่เป็นไรน้องอาจจะเข้าห้องน้ำ เราโทรไปสามรอบจนเหรียญหมดน้องก็ไม่รับเริ่มใจเสียอีกแล้ว เห็นแถวนั้นมีร้านลอสันพอดีเราเลยรีบเดินไปหาซื้ออะไรทานและแลกเหรียญด้วย พอกลับมาโทรอีกน้องก็ไม่รับตอนนั้นคือเริ่มกลัวจริงจังแล้ว คิดหาทางใหญ่เลยว่าถ้าโทรไม่ได้ก็ขออินเตอร์เนตก็ยังดี แต่แถวนั้นไม่น่าจะมีอะไรที่ปล่อย wifi ฟรีเลย เราเลยเดินไปลอสันอีกครั้งก็เหมือนว่าเค้าจะมี wifi ขาย เราเลยเข้าไปถามพนักงาน พนักงานพูดอังกฤษเก่งทีเดียวค่ะ เค้าพยายามช่วยเราดีมากๆสุดท้ายก็ซื้อไม่สำเร็จเพราะต้องไปโหลด app มาจากapple store ซึ่งเราต่อเนตไม่ได้ก็ไม่รู้จะโหลดยังไง สุดท้ายเราเลยถามเค้าว่าแถวนี้มีโรงแรมมั้งมั้ย ตอนนั้นคิดว่าถ้ามีโรงแรมก็น่าจะมีเนตมีที่ซุกหัวนอนก่อนก็ยังดี เค้าก็พยายามอธิบายเราตอนแรกเราฟังว่าให้ไปสองสถานีพอถามย้ำเค้าบอกว่าไปแค่สถานีเดียว เราเลยเดินจากมาแบบมึนๆมารอรถไฟเพื่อจะไปสถานีข้างหน้าอีกหนึ่งสถานี ระหว่างพอรถไฟ เราก็คิดถึงเรื่องซิมว่าเพราะเราไม่ได้แอคทีฟจริงรึเปล่าให้เค้าช่วยแอคทีฟให้ดีมั้ย กลัวน้องติดต่อเราไม่ได้แล้วจะเป็นห่วงถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากหาโรงแรมเลย สุดท้ายเลยไปทำตัวรุงรังกับพนักงานลอสันอีกที เราให้เค้าอ่านขอความที่มันเด้งขึ้นมาเวลาเปิดเวป เค้าก็ถามว่าเราโทรไปตามเบอร์นี้รึยังมันต้องไปโทรไปนะ เราเลยบอกว่ายัง แล้วก็บอกว่ามันต้องใช้เบอร์ของคนญี่ปุ่นโทรไปแอคทีฟนะ คุณช่วยโทรไปแอคทีฟให้หน่อยได้มั้ย เกรงใจสุดๆแต่ก็หน้าด้านสุดๆด้วย เค้าก็ควักมือถือเค้าออกมาจะโทรไปให้แต่ไม่รู้ว่าเค้าไปอ่านเจออะไรเค้าบอกว่านี่มันซิมสำหรับคนต่างชาติมันเป็นภาษาอังกฤษนี่คุณลองไปตู้โทรศัพท์แล้วลองโทรไปตามเบอร์นี้ดีมั้ย ถ้าเกิดมันเป็นภาษาญี่ปุ่นคุณก็กลับมาทีนี่ เดี๋ยวพวกพนักงานในนี้จะช่วยคุณเอง เราเลยขอเค้าแลกเหรียญแล้วเดินไปโทรศัพท์ก่อนโทรไปแอคทีฟ เราได้ลองโทรหาน้องอีกน้องก็ยังไม่รับ พอโทรไปแอคทีฟปรากฎว่าไม่สามารถใช้ตู้สาธารณะแอคทีฟได้ เราเลยกลับไปหาพนักงานอีกครั้งปรากฎเค้าจะกลับบ้านพอดีเราเลยบอกว่าโทรไม่ได้นะ เค้าก็บอกว่าเค้าอยากจะช่วยนะแต่เค้าต้องกลับบ้านแล้ว เราเลยถามว่าไปโรงแรมยังไง เค้าก็พยายามอธิบายแต่เราก็ยังงงๆเค้าเลยบอกว่าตามเค้ามา เค้าพาเราขึ้นรถไฟย้อนไปลงไปสถานีนึงบอกให้เราลงที่ tsu ซึ่ง ตอนแรกเราฟัง tsu เป็น two เอ่อ เสียงก็ไม่คล้ายกันเนอะ ทำไมฟังผิดไปได้ไกล ดีนะตอนแรกไม่ได้ขึ้นรถไฟไปโรงแรมเองไม่งั้นหลงไปไหนหนักกว่าเดิมแล้ว พอลงมาถึงเราก็ไปถามเจ้าหน้าที่สถานีว่า โรงแรม green park hotel อยู่ที่ไหน เจ้าหน้าที่ภาษาอังกฤษไม่ค่อยดีเท่าไหร่แต่เค้าใจดีมากกกกกกก พาเราลงไปส่งถึงตีนบันไดแล้วชี้ให้เราเดินลงอุโมงค์ไปก็จะเจอโรงแรม แต่ถึงเราจะเดินตามที่เค้าบอกก็ไม่เจอโรงแรมอยู่ดี
มีต่อที่ความเห็นที่ 1 ค่ะ