ความคิดและมุมมองของคนเสื้อเหลืองที่ผมได้เจอ

จากการที่ได้พูดคุยกับผู้สนับสนุน การชุมนุมในครั้งนี้ มาหลายวัน หลายคน
ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมบ้านเมืองไทยถึงได้เป็นอย่างนี้

แต่ก็ไม่ใช่ความผิดของคนเหล่านี้เสียที่เดียว ผมว่ามันมาจากการปลูกฝัง
การผ่องถ่ายความเกลียดชังนี้ไปสู่ประชาชนผู้สนับสนุนอย่างมีประสิทธิภาพของ พรรคที่เขาชื่นชอบ มากกว่า

ผู้สนับสนุนถูกปลูกฝังให้คิดถึงคนร่วมชาติในมุมมองที่ไม่ควรจะเป็น
คนเหล่านี้ไม่ได้มองถึงสิทธิ และเสรีภาพความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน
เขาไม่ได้มองว่า เป็นสิ่งที่น่าดีใจคนจนที่ได้รับการช่วยเหลือ จากรัฐ
แต่กลับมองว่ารัฐสูญเสียมากเท่าใหร่เพื่อช่วยเหลือคนเหล่านี้

เขามองว่าการที่รัฐนำเงินไปอุ้มประชาชนผู้ขาดโอกาศ เป็นการใช้เงินเกินความจำเป็น
ในขณะที่มองว่าการขาดทุนของรัฐวิสาหกิจต่างๆ เป็นเรื่องทั่วที่รัฐไม่ควรหากำไรจากหน่วยงานเหล่านี้
ถึงแม้ว่าผลประโยชน์เหล่านั้นจะไม่ได้ตกถึงมือประชาชนเลย

เขามองว่าการที่มีฐานะและการศึกษาที่ดีกว่าคนทั่วไป ทำให้กรั่นกรองเรื่องราวต่างๆได้ดีกว่า
และแน่นอนสิ่งที่เขาเชื่อคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด และไม่ต้องมีใครมาโต้แย้ง

เขามีความเชื่อว่า เงินสามารถซื้อสิ่งต่างๆได้ สามารถซื้อเสียงของคนจนๆได้
นั่นเป็นเพราะความคุ้นชินของคนที่มีฐานะ ที่สามารถใช้เงินเพื่อซื้อความสดวกสบายต่างๆ
เลยทำให้มองว่าคนจนๆสามารถซื้อได้ด้วยเงิน

ด้วยความที่ผู้สนับสนุนส่วนใหญ่มีฐานะ การถกเถียงเรื่องเงินหรือรายได้ที่เพิ่มขึ้นของคนจน
อย่างการจำนำข้าว หรือค่าแรงที่เพิ่มขึ้น จึงถูกมองว่าไร้ประโยชน์ การใหเเงินคนจนคนละนิด
ไม่ได้ช่วยอะไร รังแต่เป็นการเสียเงินชองชาติในภาพรวมเท่านั้น

โดยใจความ ผมได้รู้ว่ามุมมองที่ต่างกันของคนสองกลุ่มคือ

ฝั่งหนึ่งเอาควมรู้สึก การมีชีวิตที่ดีขึ้นของคนจนเป็นที่ตั้งในการทำงาน
จะใช้จะจ่ายอะไรก็ให้คนจนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์เป็นดี
ให้คนจนได้เป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนประเทศ


ฝั่งหนึ่งเอาเงินงบประมาณของชาติเป็นที่ตั้งในการทำงาน
จะใช้จะจ่ายอะไร ก็ต้องเอาเงินในกระเป๋าเป็นที่ตั้ง
ส่วนคนยากจนที่รอต้องรอไปก่อน
เพราะประเทศเดินได้ด้วยธุรกิจและกลุ่มคนที่มีฐานะในสังคม
ส่วนคนที่ไม่มีความรู้ ควรจะได้รับผลประโยชน์หลังสุด
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่