หลังจากประเทศไทยของเราต้องล้มลุกคลุกคลานตลอดระยะเวลา 7 ปี
เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรง และเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
โดยที่การเมือง และ นักการเมือง (ในมุมมองของ จขกท.)
คืออุปสรรคอันยิ่งใหญ่ ในการพัฒนาประเทศ
ทั้งระบบเศรษฐกิจและการเมืองภายในของเราเอง
สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมของการพัฒนาด้านการเมืองของไทย
มีอยู่ข้อเดียวคือ...
มีการพัฒนาการระบบพรรคการเมืองจนเหลือพรรคใหญ่เพียง 2 พรรค
เป็นความใฝ่ฝันที่ประชาชนอยากเห็นอยากได้ เพราะมีตัวอย่างจาก
ระบบพรรคการเมืองของประเทศพัฒนาแล้ว เช่นในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ
แต่ที่เป็นน่าเสียใจ และกลับกลายเป็นผลร้ายคือ
พรรคการเมืองทั้ง 2 พรรค แก่งแย่งอำนาจกันเองอย่างเอาเป็นเอาตาย
ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ...
พรรคการเมืองใหญ่ ได้พัฒนาระบบการจูงใจ ด้วยเทคนิคขั้นสูง
ทั้งการโฆษณาชวนเชื่อ และการเสนอผลประโยชน์ทางตรงให้กับประชาชน
เพื่อรวบรวมให้ได้เสียงข้างมากจนมั่นใจว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ
แต่สิ่งเลวร้ายที่ตามมาที่น่าเสียใจ..สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาของเราคือ
การเสพติดอำนาจของนักการเมืองที่รุนแรง แบบเห็นแก่ตัวอย่างไม่ละอาย
พรรคที่สูญเสียอำนาจ จะก่อกวนฝ่ายบริหารจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
เป็นแบบทีใครทีมัน
กลายเป็นประเพณีปฏิบัติที่อุบาทว์ ของพรรคใหญ่ทั้ง 2 พรรค
เป็นวงจรอุบาทว์ที่น่าสลดใจ กับพัฒนาการด้านการเมืองของไทย
ณ. วันนี้ วงจรอุบาทว์เดิม ได้ก่อตัวขึ้นแล้วอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้ง 2 ฝ่ายต่างระดมมวลชนของตนเอง เพื่อการรักษาและโค่นล้มอำนาจ
เป็นเรื่องน่าเศร้าเหลือเกินแล้ว
แต่การจะจมอยู่กับความเศร้า ย่อมไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น
สู้มาช่วยกันคิดหาทางออก..จะไม่ดีกว่าหรือ?
คำถามค่ะ :
ประชาชนทุกคนในประเทศสามารถ “หยุด” วงจรอุบาทว์นี้
“ได้ หรือ ไม่?”
ได้หรือไม่คะ?
ประชาชนคนไทยที่รัก
๐๐๐๐๐ ก้าวย่างและหน้าที่ของประชาชชนไทยวันนี้ ๐๐๐๐๐
เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรง และเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
โดยที่การเมือง และ นักการเมือง (ในมุมมองของ จขกท.)
คืออุปสรรคอันยิ่งใหญ่ ในการพัฒนาประเทศ
ทั้งระบบเศรษฐกิจและการเมืองภายในของเราเอง
สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมของการพัฒนาด้านการเมืองของไทย
มีอยู่ข้อเดียวคือ...
มีการพัฒนาการระบบพรรคการเมืองจนเหลือพรรคใหญ่เพียง 2 พรรค
เป็นความใฝ่ฝันที่ประชาชนอยากเห็นอยากได้ เพราะมีตัวอย่างจาก
ระบบพรรคการเมืองของประเทศพัฒนาแล้ว เช่นในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ
แต่ที่เป็นน่าเสียใจ และกลับกลายเป็นผลร้ายคือ
พรรคการเมืองทั้ง 2 พรรค แก่งแย่งอำนาจกันเองอย่างเอาเป็นเอาตาย
ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ...
พรรคการเมืองใหญ่ ได้พัฒนาระบบการจูงใจ ด้วยเทคนิคขั้นสูง
ทั้งการโฆษณาชวนเชื่อ และการเสนอผลประโยชน์ทางตรงให้กับประชาชน
เพื่อรวบรวมให้ได้เสียงข้างมากจนมั่นใจว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ
แต่สิ่งเลวร้ายที่ตามมาที่น่าเสียใจ..สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาของเราคือ
การเสพติดอำนาจของนักการเมืองที่รุนแรง แบบเห็นแก่ตัวอย่างไม่ละอาย
พรรคที่สูญเสียอำนาจ จะก่อกวนฝ่ายบริหารจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
เป็นแบบทีใครทีมัน
กลายเป็นประเพณีปฏิบัติที่อุบาทว์ ของพรรคใหญ่ทั้ง 2 พรรค
เป็นวงจรอุบาทว์ที่น่าสลดใจ กับพัฒนาการด้านการเมืองของไทย
ณ. วันนี้ วงจรอุบาทว์เดิม ได้ก่อตัวขึ้นแล้วอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้ง 2 ฝ่ายต่างระดมมวลชนของตนเอง เพื่อการรักษาและโค่นล้มอำนาจ
เป็นเรื่องน่าเศร้าเหลือเกินแล้ว
แต่การจะจมอยู่กับความเศร้า ย่อมไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น
สู้มาช่วยกันคิดหาทางออก..จะไม่ดีกว่าหรือ?
คำถามค่ะ :
ประชาชนทุกคนในประเทศสามารถ “หยุด” วงจรอุบาทว์นี้
“ได้ หรือ ไม่?”
ได้หรือไม่คะ?
ประชาชนคนไทยที่รัก