หัดเขียนบทความค่ะ เรื่อง ความนิยมบุตรชายในประเทศจีน อยากให้ช่วยติหน่อยค่ะ

วัฒนธรรมนิยมบุตรชายในสังคมจีน
ในหลายๆ กลุ่มชนเผ่าหรือชาติพันธุ์ มักจะมีวัฒนธรรมที่สั่งสมและปฏิบัติสืบทอดต่อๆ กันมา เมื่อวัฒนธรรมที่สั่งสมกันมาอย่างยาวนาน ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และมังกรอย่างจีน ที่เพิ่งผงาดจากการหลับใหลมานับเป็นพันๆปี ก็แน่นอนว่าจะต้องมีวัฒนธรรมและความเชื่อที่เป็นมนต์เสน่ห์ อันน่าค้นหาที่แอบซ่อนอยู่ภายใน วัฒนธรรมนิยมบุตรชายก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจของชาวจีน
การเลือกและชอบที่จะมีลูกชายมากกว่าลูกสาวของชาวจีนนั้น ได้มีเหตุผลมาจากหลายประการด้วยกัน ซึ่งแต่ละยุคสมัยก็มีสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป นอกจากนี้การนิยมบุตรชายในจีนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก็ได้ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อจีนในปัจจุบันนี้ด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้รัฐบาลก็ได้พยายามหาทางแก้ไขปัญหานี้ด้วยเช่นกัน
จีนซึ่งนับได้ว่ามีประชากรมากเป็นอันดับต้นๆของโลก และนอกจากนี้ยังเป็นประเทศที่มีเพศชายและหญิงที่ขาดความสมดุลมากที่สุดในโลกอีกด้วยเช่นกัน เนื่องด้วยวัฒนธรรมนิยมบุตรชายของคนจีน ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากหลายๆสิ่ง แม้แต่กระทั่งจากตัวภาษาจีนเอง ก็ได้แสดงให้เห็นถึงการให้ความคุณค่าและสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ดั่งเช่น สำนวนที่เปรียบเทียบลูกชายเหมือนหยกชั้นเลิศ แต่ลูกสาวเหมือนกระเบื้องที่ไร้ค่า หรือในภาษาจีนคือ ชูเซิงเต๋อหนานเจี้ยว ”หน้งจ้าง” ชูเซิงเต๋อหนีว์เจี้ยว ”หน้งหว่า” (出生的是男孩叫“弄璋” 出生的是女孩叫“弄瓦”) หรือ ในสำนวนที่ว่า ฟู้เหรินจือเจียน (妇人之见)ความหมายคือ การเปรียบเทียบความคิดของผู้หญิงเป็นความคิดที่สั้นๆ ไม่รู้จักมองกาลไกล  เป็นต้น
นอกจากการสะท้อนความนิยมลูกชายของคนจีนผ่านภาษาแล้วนั้น ยังมีการสะท้อนผ่านประติมากรรมอย่างตุ๊กตาปั้นดินเผา สุสานจิ้นซีฮองเต้ด้วยเช่นกัน Prune Nourryg (พรุน นอยด์) เป็นศิลปินชาวฝรั่งเศษที่ได้ไป สุสานจิ้นซีฮองเต้และพบกับตุ๊กตาดินเผาที่มองไกลๆเหมือนตุ๊กตาทหารผู้ชายแต่แท้ที่จริงแล้วเป็นตุ๊กตาเด็กผู้หญิงใส่ชุดทหาร เขาจึงได้ถ่ายภาพไว้และให้ช่างปั้นตามรูปภาพืที่ถ่ายมาเพื่อสะท้อนสะท้อนถึงความยากลำบากของการเกิดมาเป็นผู้หญิงในสังคมคนจีนที่นิยมลูกชาย  
นอกจากนี้ได้มีเรื่องเล่าว่าในราชสำนักจีนสมัยโบราณนั้น ได้มีความพยายามที่จะคิดค้นวิธีการต่างๆ เพื่อให้ฮ่องเต้สามารถมีรัชทายาทมังกรไว้สืบต่อบัลลังก์ ถึงกับขั้นจัดตารางเข้าเฝ้าให้บรรดาฮองเฮาและพระสนมต่างๆเข้าเฝ้าฮ่องเต้อย่างลงตัวและเหมาะสมที่สุด นอกจากนี้ในด้านการแพทย์ของจีนเอง หมอจีนก็ยังมีความสามารถในการตรวจร่างกาย สามารถรู้ได้ว่า วันนี้ร่างกายมีหยินหรือหยางมากกว่ากัน หากมีหยางมาก โอกาสที่จะได้ลูกชายก็มากกว่าตามไปด้วย (อดุลย์ รัตนมั่นเกษม, 2543, น.24-26)
วัฒนธรรมนิยมบุตรชายในสังคมจีนนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องที่พึ่งเกิดมาเมื่อในไม่กี่ปีมานี้ แต่เรื่องนี้ได้ค่อยๆสั่งสมเกิดมาในสังคมจีนอย่างช้านาน เป็นประเพณีที่ฝังรากลงลงในสังคมจีนจนถึงปัจจุบัน
    หากจะถามหา ถึงสาเหตุของการนิยมลูกชายนั้น ก็สามารถที่จะไล่เรียงสาเหตุไปได้จนถึงอดีต แน่นอนว่าแรกเริ่มเดิมที่ ครั้งยังไม่มีรัฐหรือนครเป็นระบอบการปกครอง ไม่มีอุตสาหกรรมที่ทันสมัย  ผู้คนยังอาศัยอยู่ในป่าและออกป่าล่าสัตว์เพื่อเลี้ยงชีพนั้น โดยธรรมชาติแล้วนั้นได้สร้างให้ร่างกายของผู้ชายมีความได้เปรียบและแข็งแรงกว่าผู้หญิง สามารถออกป่าล่าสัตว์ได้ดีกว่า และต่อมาเมื่อมนุษย์เริ่มมีการพัฒนาเพิ่มมากขึ้น เริ่มรู้จักการอาศัยอยู่กับที่ และเรียนรู้ที่จะทำการเกษตร ซึ่งจะต้องอาศัยแรงงานเป็นหลักนั้น แรงงานจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ ส่งผลให้ผู้ชายมีความสำคัญมากกว่าผู้หญิง การที่ครอบครัวไหนมีลูกชายก็จะเป็นผลดีต่อครอบครัว ทำให้ครอบครัวมีแรงงานเพิ่มมากขึ้น และด้วยความแข็งแรงกว่าของผู้ชายนี้เอง ที่เป็นเหตุผลพื้นฐานประการแรกๆ ที่ทำให้คนเริ่มรู้สึกว่าลูกชายดีกว่าลูกสาว
หลังจากมนุษย์เริ่มรู้จักการเกษตรกรรม หยุดการเร่ร่อน จึงได้เริ่มตั้งถิ่นฐาน ได้เริ่มอยู่รวมกันจนเป็นชุมชนหรือสังคม แน่นอนว่าแต่ละสังคมก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งในสังคมจีนนั้น ก็จะมีลักษณะพิเศษหลายๆอยู่อย่างด้วยกัน การให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีและหน้าตาก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งในลักษณะพิเศษเหล่านี้ คนจีนถือว่า ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเรื่องศักดิ์และหน้าตาเป็นสิ่งที่หยามกันไม่ได้ ดังนั้นหากจะมีวิธีการใดที่จะทำให้ตัวเองมีศักดิ์หรือหน้าตาทันเทียมคนอื่นก็จะทำ ในสังคมจีนการมีลูกชายถือเป็นอีกหนึ่งหน้าตาที่สำคัญของคนจีน ในหลายๆยุคสมัยของจีน หากบ้านไหนไม่มีลูกชายก็จะถูกเพื่อนบ้านดูถูกเหยียดหยาบ ซึ่งก็คงเป็นสิ่งที่รับไม่ได้สำหรับคนจีน ในบ้างครั้งก็ส่งผลให้เกิดความกดดันกับคู่สามีภรรยาที่ไม่สามารถมีลูกชายได้ จนถึงขั้นที่ผู้ชายอาจจะต้องหาภรรยาใหม่ หรือหาหลายๆคนเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งลูกชายไม่ให้เพื่อนบ้านดูถูกเหยียดหยามได้
     เมื่อคนมาอยู่รวมกันเป็นสังคมแล้ว แน่นอนว่าจำนวนของผู้คนก็จะเยอะขึ้นตามไปด้วย การตั้งชื่อแซ่จึงเป็นสิ่งที่ตามมา แซ่สามารถบอกได้ถึงชนเผ่าหรือชนชั้นความเป็นมาของตนเอง แซ่เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับคนจีน เพราะเปรียบเสมือนรักษาให้ตระกลูของตนเองยังคงดำรงอยู่ มีการเริ่มใช้แซ่ครั้งแรกเมื่อสองพันปีก่อน โดยเริ่มแรกนั้นจะใช้แซ่ตามชื่อของแม่ แต่ต่อมาเมื่อสมัยซีโจว เมื่อผู้ชายเริ่มเป็นใหญ่ สังคมเปลี่ยนไป จึงได้หันมาใช้แซ่ของพ่อแทน (อดุลย์ รัตนมั่นเกษม, 2543, น.15) เมื่อการใช้แซ่ตามพ่อเกิดขึ้น แน่นอนว่าหากจะรักษาแซ่ของตัวเองให้ดำรงอยู่ ก็จะต้องมีลูกชายไว้เพื่อสืบสกุลแซ่ ทำให้ความสำคัญของลูกชายได้เพิ่มมากขึ้น
แต่ในปัจจุบันนี้หากคนจีนมีลูก ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้แซ่ของพ่อเสมอไป สามารถที่จะใช้แซ่ของแม่หรือของพ่อก็ได้ หรืออาจจะมีพ่อแม่บ้างคนตั้งแซ่ใหม่ให้กับลูก อาจจะคิดขึ้นมาใหม่ก็ได้เช่นกันหรืออาจจะมาจากแซ่เดิมของพ่อและแม่มารวมกัน (สิวิณี เตรียมชาญชูชัย, 2553, น.30)
หลังจากการอยู่รวมกันเป็นสังคม จนได้เกิดการปกครองเป็นรัฐขึ้นในจีน ซึ่งก็ได้มีหลายๆรัฐด้วยกัน แต่ละรัฐก็จะมีผู้ปกครองที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะด้วยเพื่อความเป็นใหญ่ กิเลส หรือเพื่อจะดำรงไว้ซึ่งรัฐของตนเองก็ตาม เป็นธรรมดาที่จะมีการเกิดสงครามเกิดขึ้น ในยุคชุนชิวจ้านกั๋วของจีน เป็นอีกยุคที่มีการทำสงครามกันอย่างหนัก ทำให้ผู้คนคิดหาวิธีทางรอดพ้น จนเกิดเป็นปรัชญาต่างๆขึ้นมาในจีน หนึ่งในนักปรัชญาสำคัญเหล่านั้นคือ ขงจื้อ นักปรัญญาผู้หนึ่งซึ่งมีอิทธิพลกับสังคมจีนอย่างมหาศาล คำสอนของขงจื้อได้ฝังรากลงลึกในสังคมจีนเป็นเวลายาวนานจนถึงปัจจุบัน  คนจีนแต่ละคนก็จะได้รับอิทธิพลของขงจื้อมาไม่มากก็น้อย
ขงจื้อได้เสนอแนวคิดหลายๆอย่างเกี่ยวกับการให้ความสำคัญระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย ขงจื้อได้เสนอทฤษฏีไว้ว่า ผู้ชายจะต้องเป็นใหญ่ในบ้าน ด้วยเหตุผลคือผู้ชายมีความเข้มแข็ง กระตือรืนร้นมากกว่าผู้หญิง ผู้ชายเป็นสัญลักษณ์ของความสว่าง ส่วนผู้หญิงนั้นเฉื่อยชาเป็นสัญลักษณ์ความมืนมน (อดุลย์ รัตนมั่นเกษม, 2543, น.10) ซึ่งนั้นก็เท่ากับว่าเป็นการวางรากฐานให้สังคมจีน ให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เหมือนกับสำนวนจีนที่กล่าวว่า หนาน จุน หนีว์ เปย (男尊女卑) ซึ่งหมายถึง การให้ความสำคัญแก่ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ผู้ชายอยู่เหนือกว่าผู้หญิง  เมื่อสังคมจีนให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงขนาดนี้ การที่จะเลือกมีลูกชายมากกว่าลูกสาว ก็ไม่ใช่สิ่งที่แปลกเลย หากการมีลูกชายแล้วลูกชายจะมีสถานะที่ดีกว่าการมีลูกสาว คนก็คงที่จะเลือกมีลูกชายกันมากกว่า
นอกจากนี้คำสอนของขงจื้อก็ยังมี ซันฉงซื่อเต๋อ (三从四德) ซึ่งอยู่ในคัมภีร์เรื่อง “อี๋หลี่ ซังฝู จื่อเซี่ยจ้วน” (仪礼 丧服 子夏传) ของสำนักขงจื้อ ความหมายคือ ผู้หญิงเมื่อยังไม่แต่งงานจะต้องเชื่อฟังคำสอนของพ่อ เมื่อแต่งงานออกไปแล้วก็จะต้องเชื่อฟังคำสอนของสามี เมื่อสามีเสียชีวิตก็จะต้องเชื่อฟังลูก  ซึ่งความหมายในอีกแง่หนึ่งก็คือ การที่ผู้หญิงจะต้องอ่อนน้อมให้กับผู้ชาย ผู้ชายมีสิทธิที่เหนือกว่าผู้หญิง หลักจากการแต่งงานของคนจีนหากภรรยาได้เสียชีวิตลง สามีจะสามารถหาภรรยาใหม่ได้ แต่ในทางกลับกันหากสามีเป็นฝ่ายเสียชีวิต ภรรยาจะไม่สามารถหาสามีใหม่ได้ และนอกจากนี้ในประเพณีจีนจะถือว่า เมื่อใดที่ลูกสาวได้แต่งงานออกเรือนไปแล้วนั้น ลูกสาวจะไม่ใช่คนของบ้านตัวเองอีกต่อไป จะไปเป็นคนของบ้านสามี และจะต้องดูแลพ่อแม่ของสามีก่อนดูแลพ่อแม่ของตัวเอง ดังนั้นเมื่อลูกสาวได้ไปเป็นคนของบ้านคนอื่นแล้วนั้น หน้าที่การดูแลพ่อแม่จึงตกเป็นของผู้ชาย เมื่อเป็นเช่นนี้ การที่จะเลือกมีลูกชายไว้เพื่อมาดูแลตนเองยามชรา แถมได้ลูกสะใภ้มาปรนนิบัติรับใช้ตนเองอีก คงจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าการเลี้ยงลูกสาวแล้วต้องยกให้ไป ปรนนิบัติคนอื่นอย่างแน่นอน
ในพิธีกรรมการแต่งงานจะมีหลายๆอย่างที่สามารถสื่อให้เห็นถึง วัฒนธรรมที่คนจีนให้ความสำคัญและยกย่องลูกชายมากกว่าลูกสาว เช่น เมื่อเจ้าสาวจะแต่งงานเข้าบ้านผู้ชาย จะให้เจ้าบ่าวเอามือเท้าประตูไว้ แล้วให้เจ้าสาวมุดเข้าไป เพื่อเป็นเคล็ดว่าให้ภรรยาอยู่ภายใต้อำนาจของสามี  การวางส้มเช้งสองลูกไว้ตรงหัวเตียง เพราะเชื่อว่าจะทำให้ได้ลูกชาย หรือมีบ้างบ้านถึงกับขั้นจะสาดน้ำไล่ตามเมื่อลูกสาว เมื่อลูกสาวได้แต่งงานออกจากบ้านไป
    ความกตัญญูเป็นอีกคำสอนหนึ่งที่สำคัญของขงจื้อ ซึ่งในด้านความกตัญญูที่เป็นหน้าที่ของลูกชายที่ต้องปฎิบัตินั้น สามารถยกตัวอย่างมาได้ดังนี้
1) ลูกชายกับหน้าที่ความกตัญญูต่อพ่อแม่ การเลี้ยงดูพ่อแม่ของลูกผู้ชายนั้น ถือเป็นหน้าที่ที่สำคัญและจะละเลยไม่ได้เลยเด็ดขาด ซึ่งเป็นหนึ่งในคำสอนของขงจื้อ ภาษาจีนเรียกว่า เสี้ยว
(孝)  หมายถึง การแสดงออกถึงความรักและเคารพต่อบิดามารดาและบรรพบุรุษ   จนปัจจุบันนี้ความกตัญญูได้กลายเป็นสิ่งที่ดีงานส่วนหนึ่งในสังคมจีน
    2) การมีลูกหลานไว้สืบสกุล คนจีนจำนวนไม่นอนถือว่า การไม่มีลูกหลานไว้สืบสกุลถือเป็นความอกตัญญูอย่างหนึ่ง ดังนั้น การมีลูกชายไว้สืบสกุล จึงเปรียบได้เสมือนกับหน้าที่ที่จะต้องทำ
    3) ลูกชายจะมีหน้าที่สำคัญหลายๆอย่างในการจัดพีธีงานศพให้กับพ่อแม่ คนจีนจะให้ความสำคัญกับการจัดงานศพอย่างมาก จะถือว่าเมื่อขณะที่มีชีวิตอยู่จะยากดีมีจนอย่างไรก็เป็นไปตามเวรกรรม แต่เมื่อตายไปขอจัดพิธีศพให้ดีไว้ก่อน ตัวอย่างง่ายๆจะเห็นได้จากคนจีนที่จะมีที่ดินหลุมฝังศพในทำเลดีและราคาแพง เนื่องด้วยมีความเชื่อว่าการมีทำเลที่ตั้งหลุมศพที่ดีก็จะส่งผลต่อลูกหลานในอนาคต หน้าที่ของลูกชายในพีธีกรรมงานศพก็จะมีเช่น การไว้ทุกข์ให้กับพ่อแม่ คือลูกชายคนโตจะต้องไม่โกนหนวดโกนเครา ต้องปล่อยให้ยาวอยู่อย่างนั้น (ส.พลายน้อย, 2542, น.100) หรือลูกชายจะต้องสร้างกระท่อมข้างๆหลุมศพ และอาศัยอยู่ข้างหลุมศพเป็นระยะเวลานาน 3 ปี และหลังจากนั้นจะมีพิธีใหญ่อีกครั้ง เพื่อที่จะแสดงถึงการสิ้นสุดของระยะเวลาไว้ทุกข์ (หลี่ เสี่ยวเซียง, 2551, น.137) และหากเมื่อผู้ที่เสียชีวิตนั้นเป็นพ่อ ผู้ที่จะขึ้นมาทำหน้าที่เป็นผู้นำต่อจากพ่อก็คือลูกชาย
ซึ่งจากเหตุผลข้างต้นจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางด้านแรงงานเพื่อการเกษตร วัฒนธรรมและความเชื่อที่สั่งสมกันมา หรืออิทธิพลคำสอนของขงจื้อ ล้วนส่งผลให้เกิดความเชื่อว่าการมีลูกชายจะดีกว่าลูกสาว ความเชื่อดั่งกล่าวเหล่านี้สะสมมาเป็นระยะเวลานาน เป็นเหตุให้ส่งผลกระทบจนถึงปัจจุบันในหลายๆด้านด้วยกัน จนกลายเป็นปัญหาที่รัฐบาลจะต้องมีนโยบายออกมาแก้ไข แต่ทั่งนี้ปัญหาการนิยมบุตรชาย จนทำให้มีประชากรผู้ชายมีสูงจนน่าตกใจนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากนโยบายลูกเดียวของเติ้งเสี่ยวผิงด้วยเช่นกัน
จากข้อมูลข่าวระบุว่า เมื่อปี พ.ศ. 2554 พบว่ามีทารกเพศชาย 108 คนต่อทารกเพศหญิง 100 คน นอกจากนี้ จำนวนทารกเพศชายต่อทารกเพศหญิงทุก ๆ 100 คน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกสิบปีจาก เป็น108 คนในปี พ.ศ.2525 ,111 คนในปี พ.ศ. 2533 และ 116 ในปี พ.ศ. 2543    ซึ่งถือว่าสูงกว่ามาตรฐานสากลมาก
จากเดิมที่คนจีนมีวัฒนธรรมนิยมลูกชายอยู่แล้วนั้น มาผนวกกับนโยบายลูกคนเดียว จึงส่งผลให้สถานการณ์ยิ่งหนักขึ้น เมื่อผู้ชายมีมากกว่าผู้หญิงก็ส่งผลกระทบในหลายๆด้านด้วยกัน ปัญหาที่จะเห็นได้บ่อยๆในตอนนี้คือ ปัญหาผู้ชายจีนหาคู่แต่งงานยาก จำนวนประชากรชายที่มากกว่าทำให้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่