15 พฤศจิกายน 2556
By วชิราลักษณ์ แสงเลิศศิลป์ชัย การส่งออกโดยรวมของไทยในปี 2556 มีแนวโน้มว่าจะเหลืออัตราการเติบโตเพียง 1% จากปีก่อนเท่านั้น สาเหตุสำคัญไม่เพียงเพราะเงินบาทแข็งค่า แต่ปัญหาภายในของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น กุ้ง เผชิญโรคกุ้งตายด่วน ทำให้ไม่มีซัพพลายกุ้งมากพอทำการผลิตเพื่อส่งออกให้ลูกค้าประจำได้ ธุรกิจไก่ส่งออกก็มีผู้ประกอบการรายใหญ่ประสบปัญหาทางด้านการเงินทำให้ผลิตป้อนให้ลูกค้าของตัวเองไม่ได้ ทำให้อัตราการเติบโตของการส่งออกไทย ที่เคยโตต่อเนื่องเป็นเลข 2 หลัก ต้องฟุบลงตามไปด้วย ครั้งนี้เราจะกล่าวถึงการส่งออกของอุตสาหกรรมย่อยบางประเภท ที่ภาวะโดยรวมของอุตสาหกรรมก็ไม่ได้สดใสนัก แต่บริษัทจดทะเบียนที่ทำธุรกิจในอุตสาหกรรมนั้น บางแห่งสามารถทำกำไรได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงที่ภาวะธุรกิจมีปัญหาจากภาครวม เราจะยกตัวอย่างขึ้นมา คืออุตสาหกรรมไก่ ทูน่า และกุ้ง ซึ่งผู้ประกอบการทั้ง GFPT และ TUF สร้างปรากฏการณ์ทำกำไรดีสวนภาพรวมอุตสาหกรรม จึงนำมาเป็นกรณีศึกษา อุตสาหกรรมไก่ : ในปี 2556 นี้ สมาคมผู้เลี้ยงไก่เพื่อการส่งออกของไทย คาดการณ์ไว้แต่ต้นปีว่าปริมาณการส่งออกไก่ปีนี้จะมากถึง 620,000 ตันต่อปี โดยคาดว่าเติบโต 12.25% YoY จากปีก่อนที่ปริมาณส่งออกอยู่ที่ 552,362 ตันต่อปี แต่ผ่านมาถึง 11 เดือน คาดว่าจะไม่เป็นไปตามคาดการณ์ จึงคาดหวังว่าจะส่งออกในปีนี้ได้เพียง 530,000 ตันต่อปี ลดลง 4% จากปีก่อน ทั้งนี้เพราะภาพรวมทั้งอุตสาหกรรม มีผู้ประกอบการที่มีส่วนแบ่งตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 เกิดปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน นั่นคือ สหฟาร์ม ดังเป็นข่าวปรากฏในสื่อต่างๆ แต่พอเราพิจารณาลงไปที่รายตัวหุ้นของอุตสาหกรรมนี้ GFPT เป็นผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจผลิตเนื้อไก่โดยตรง เราพบว่า GFPT กลับประกาศกำไรที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในไตรมาส 3/56 ที่ 607 ล้านบาท +39,444% YoY และ 101% QoQ เพราะราคาเนื้อไก่ทั้งในประเทศและส่งออกปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ปริมาณการขายของ GFPT เองก็สูงขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้มีผลส่วนหนึ่งมาจากซัพพลายของสหฟาร์มที่หายไป ประกอบกับราคาวัตถุดิบคืออาหารสัตว์ ประกอบด้วยข้าวโพดและถั่วเหลืองปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 3/56 นี้ อยู่สูงมากถึง 18.2% จากปกติ 13-15% ก็เก่งแล้ว เรายังเชื่อว่าภาวะกำไรของ GFPT นี้อยู่ในช่วงกลางของวัฏจักร ยังไม่ถึงขั้นปลายวัฏจักร ซึ่งด้วยกำไรที่ประกาศออกมาอย่างนี้ GFPT ยังเป็นหุ้นที่ Undervalued (ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง) อุตสาหกรรมกุ้ง-ทูน่า : ในปี 2556 ผลผลิตกุ้งไทยอยู่ในขั้นวิกฤติจากการเผชิญโรคกุ้งตายด่วน ผลผลิตกุ้งในประเทศคาดว่าจะออกมาเพียง 250,000 ตันต่อปี ขณะที่ปี 2555 ผลผลิตอยู่สูงถึง 550,000 ตันต่อปี ส่งผลให้ฟาร์มกุ้ง รวมไปถึงธุรกิจอาหารกุ้ง เกิดความเสียหาย การผลิตอยู่ต่ำกว่าจุดคุ้มทุน ผู้ประกอบการขาดทุนอย่างหนัก ทั้ง CPF, TUF, CFRESH, SSF, ASIAN, ฯลฯ ขาดทุนจากหน่วยการผลิตกุ้ง แต่ล่าสุด TUF ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 3/56 ออกมาดีกว่าคาดหมายอย่างมาก ประกาศกำไรในส่วนธุรกิจกุ้งมีการ Turnaround ในระดับที่ดีกว่าคนอื่นในอุตสาหกรรม ผู้บริหารจึงเปิดเผยว่า ในส่วนกุ้งที่ผลิตในประเทศไทย ก็กำไรไม่ดีเหมือนกับผู้ประกอบการรายอื่น แต่เนื่องจากบริษัท มีธุรกิจ U.S. Seafood Trading ภายใต้การบริหารของ Chicken of The Sea ที่สหรัฐอเมริกา บริษัทนี้ เทรดดิ้งอาหารทะเล รวมทั้งกุ้ง การซื้อสินค้าเข้า ในภาวะที่ราคากุ้งวิ่งเป็นขาขึ้นตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันขึ้นมาราว 80% แล้ว ส่งผลให้หน่วยธุรกิจนี้ของ TUF ทำกำไรชดเชยผลขาดทุนที่เกิดจากหน่วยธุรกิจกุ้งในประเทศไทยได้ อัตรากำไรขั้นต้นฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนที่ 6.5% ขึ้นมาแตะระดับ 10% เป็นบริษัทเดียวที่ผลผลิตกุ้งในปี 2556 มีอัตราการเติบโตมากกว่าปีก่อน นอกจากนี้ ส่วนธุรกิจทูน่าของ TUF สัดส่วนราว 49% ของยอดขายรวม ทำอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นมาก โดยผู้บริหารเปิดเผยว่า เป็นเพราะซัพพลายปลาทูน่าที่จับขึ้นมาได้ ในส่วนที่ส่งเข้าไปขายยุโรป ผู้ซื้อในยุโรปประสบปัญหาด้านการเงิน ผู้ซื้อแถบตะวันออกกลาง ก็ประสบปัญหาความผันผวนค่าเงิน เลยทำให้ปลาที่จับได้ ถูกส่งมาขายในแถบเอเชียเป็นส่วนใหญ่ ราคาถูกกดต่ำ ทำให้ TUF ซื้อวัตถุดิบในราคาที่ถูกลง การผลิตในส่วนของสินค้าที่มีแบรนด์ ภายใต้ MW Brands นั้น จึงทำอัตรากำไรขึ้นต้นได้ถึง 19% ถัวเฉลี่ยอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจทูน่า ในไตรมาส 3/56 นี้ ปรับขึ้นมาเป็น 14% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกอยู่ที่ 11.5% "เหตุที่กำหนดให้ GFPT และ TUF เป็นหุ้นทองเนื้อเก้า เพราะแม้ว่าภาพรวมอุตสาหกรรมที่ทำธุรกิจอยู่จะมีภาวะย่ำแย่ แต่หุ้นทองเนื้อเก้าเท่านั้นที่ฝ่าฟันอุปสรรคสร้างผลกำไรที่ดีออกมาได้ด้วยความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของบริษัทเอง"
Link :
http://itrading.bualuang.co.th/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-RSS-%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%941850147
พี่ๆ เพื่อนๆ ว่า ถ้าค่าเงินบาทยิ่งอ่อนยิ่งเป็นผลบวกต่อกลุ่ม Food ไหมครับ?
ขอบคุณครับ
ส่วนตัวมองว่า อีกไม่นานน่าจะมี Story มาเรื่อยๆ
แต่สิ่งที่ควรระวังอย่าไปเชื่อ Fair Value ของ Broker ที่วิเคราะห์มากนัก
ให้เน้นเนื้อหาในเชิงคุณภาพ เนื้อหาสาระดีกว่า
เป็นกำลังใจให้ทุกๆ คนครับ

"GFPT TUF หุ้นทองเนื้อเก้า" InfoQuest News - คอลัมน์: มองอย่างเซียน: ??
By วชิราลักษณ์ แสงเลิศศิลป์ชัย การส่งออกโดยรวมของไทยในปี 2556 มีแนวโน้มว่าจะเหลืออัตราการเติบโตเพียง 1% จากปีก่อนเท่านั้น สาเหตุสำคัญไม่เพียงเพราะเงินบาทแข็งค่า แต่ปัญหาภายในของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น กุ้ง เผชิญโรคกุ้งตายด่วน ทำให้ไม่มีซัพพลายกุ้งมากพอทำการผลิตเพื่อส่งออกให้ลูกค้าประจำได้ ธุรกิจไก่ส่งออกก็มีผู้ประกอบการรายใหญ่ประสบปัญหาทางด้านการเงินทำให้ผลิตป้อนให้ลูกค้าของตัวเองไม่ได้ ทำให้อัตราการเติบโตของการส่งออกไทย ที่เคยโตต่อเนื่องเป็นเลข 2 หลัก ต้องฟุบลงตามไปด้วย ครั้งนี้เราจะกล่าวถึงการส่งออกของอุตสาหกรรมย่อยบางประเภท ที่ภาวะโดยรวมของอุตสาหกรรมก็ไม่ได้สดใสนัก แต่บริษัทจดทะเบียนที่ทำธุรกิจในอุตสาหกรรมนั้น บางแห่งสามารถทำกำไรได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงที่ภาวะธุรกิจมีปัญหาจากภาครวม เราจะยกตัวอย่างขึ้นมา คืออุตสาหกรรมไก่ ทูน่า และกุ้ง ซึ่งผู้ประกอบการทั้ง GFPT และ TUF สร้างปรากฏการณ์ทำกำไรดีสวนภาพรวมอุตสาหกรรม จึงนำมาเป็นกรณีศึกษา อุตสาหกรรมไก่ : ในปี 2556 นี้ สมาคมผู้เลี้ยงไก่เพื่อการส่งออกของไทย คาดการณ์ไว้แต่ต้นปีว่าปริมาณการส่งออกไก่ปีนี้จะมากถึง 620,000 ตันต่อปี โดยคาดว่าเติบโต 12.25% YoY จากปีก่อนที่ปริมาณส่งออกอยู่ที่ 552,362 ตันต่อปี แต่ผ่านมาถึง 11 เดือน คาดว่าจะไม่เป็นไปตามคาดการณ์ จึงคาดหวังว่าจะส่งออกในปีนี้ได้เพียง 530,000 ตันต่อปี ลดลง 4% จากปีก่อน ทั้งนี้เพราะภาพรวมทั้งอุตสาหกรรม มีผู้ประกอบการที่มีส่วนแบ่งตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 เกิดปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน นั่นคือ สหฟาร์ม ดังเป็นข่าวปรากฏในสื่อต่างๆ แต่พอเราพิจารณาลงไปที่รายตัวหุ้นของอุตสาหกรรมนี้ GFPT เป็นผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจผลิตเนื้อไก่โดยตรง เราพบว่า GFPT กลับประกาศกำไรที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในไตรมาส 3/56 ที่ 607 ล้านบาท +39,444% YoY และ 101% QoQ เพราะราคาเนื้อไก่ทั้งในประเทศและส่งออกปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ปริมาณการขายของ GFPT เองก็สูงขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้มีผลส่วนหนึ่งมาจากซัพพลายของสหฟาร์มที่หายไป ประกอบกับราคาวัตถุดิบคืออาหารสัตว์ ประกอบด้วยข้าวโพดและถั่วเหลืองปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 3/56 นี้ อยู่สูงมากถึง 18.2% จากปกติ 13-15% ก็เก่งแล้ว เรายังเชื่อว่าภาวะกำไรของ GFPT นี้อยู่ในช่วงกลางของวัฏจักร ยังไม่ถึงขั้นปลายวัฏจักร ซึ่งด้วยกำไรที่ประกาศออกมาอย่างนี้ GFPT ยังเป็นหุ้นที่ Undervalued (ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง) อุตสาหกรรมกุ้ง-ทูน่า : ในปี 2556 ผลผลิตกุ้งไทยอยู่ในขั้นวิกฤติจากการเผชิญโรคกุ้งตายด่วน ผลผลิตกุ้งในประเทศคาดว่าจะออกมาเพียง 250,000 ตันต่อปี ขณะที่ปี 2555 ผลผลิตอยู่สูงถึง 550,000 ตันต่อปี ส่งผลให้ฟาร์มกุ้ง รวมไปถึงธุรกิจอาหารกุ้ง เกิดความเสียหาย การผลิตอยู่ต่ำกว่าจุดคุ้มทุน ผู้ประกอบการขาดทุนอย่างหนัก ทั้ง CPF, TUF, CFRESH, SSF, ASIAN, ฯลฯ ขาดทุนจากหน่วยการผลิตกุ้ง แต่ล่าสุด TUF ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 3/56 ออกมาดีกว่าคาดหมายอย่างมาก ประกาศกำไรในส่วนธุรกิจกุ้งมีการ Turnaround ในระดับที่ดีกว่าคนอื่นในอุตสาหกรรม ผู้บริหารจึงเปิดเผยว่า ในส่วนกุ้งที่ผลิตในประเทศไทย ก็กำไรไม่ดีเหมือนกับผู้ประกอบการรายอื่น แต่เนื่องจากบริษัท มีธุรกิจ U.S. Seafood Trading ภายใต้การบริหารของ Chicken of The Sea ที่สหรัฐอเมริกา บริษัทนี้ เทรดดิ้งอาหารทะเล รวมทั้งกุ้ง การซื้อสินค้าเข้า ในภาวะที่ราคากุ้งวิ่งเป็นขาขึ้นตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันขึ้นมาราว 80% แล้ว ส่งผลให้หน่วยธุรกิจนี้ของ TUF ทำกำไรชดเชยผลขาดทุนที่เกิดจากหน่วยธุรกิจกุ้งในประเทศไทยได้ อัตรากำไรขั้นต้นฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนที่ 6.5% ขึ้นมาแตะระดับ 10% เป็นบริษัทเดียวที่ผลผลิตกุ้งในปี 2556 มีอัตราการเติบโตมากกว่าปีก่อน นอกจากนี้ ส่วนธุรกิจทูน่าของ TUF สัดส่วนราว 49% ของยอดขายรวม ทำอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นมาก โดยผู้บริหารเปิดเผยว่า เป็นเพราะซัพพลายปลาทูน่าที่จับขึ้นมาได้ ในส่วนที่ส่งเข้าไปขายยุโรป ผู้ซื้อในยุโรปประสบปัญหาด้านการเงิน ผู้ซื้อแถบตะวันออกกลาง ก็ประสบปัญหาความผันผวนค่าเงิน เลยทำให้ปลาที่จับได้ ถูกส่งมาขายในแถบเอเชียเป็นส่วนใหญ่ ราคาถูกกดต่ำ ทำให้ TUF ซื้อวัตถุดิบในราคาที่ถูกลง การผลิตในส่วนของสินค้าที่มีแบรนด์ ภายใต้ MW Brands นั้น จึงทำอัตรากำไรขึ้นต้นได้ถึง 19% ถัวเฉลี่ยอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจทูน่า ในไตรมาส 3/56 นี้ ปรับขึ้นมาเป็น 14% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกอยู่ที่ 11.5% "เหตุที่กำหนดให้ GFPT และ TUF เป็นหุ้นทองเนื้อเก้า เพราะแม้ว่าภาพรวมอุตสาหกรรมที่ทำธุรกิจอยู่จะมีภาวะย่ำแย่ แต่หุ้นทองเนื้อเก้าเท่านั้นที่ฝ่าฟันอุปสรรคสร้างผลกำไรที่ดีออกมาได้ด้วยความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของบริษัทเอง"
Link : http://itrading.bualuang.co.th/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-RSS-%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%941850147
พี่ๆ เพื่อนๆ ว่า ถ้าค่าเงินบาทยิ่งอ่อนยิ่งเป็นผลบวกต่อกลุ่ม Food ไหมครับ?
ขอบคุณครับ
ส่วนตัวมองว่า อีกไม่นานน่าจะมี Story มาเรื่อยๆ
แต่สิ่งที่ควรระวังอย่าไปเชื่อ Fair Value ของ Broker ที่วิเคราะห์มากนัก
ให้เน้นเนื้อหาในเชิงคุณภาพ เนื้อหาสาระดีกว่า