ขออนุญาต แชร์ประสบการณ์การสอบ IELTS และการฝึกฝนด้วนตนเอง ของสุดยอดอ่อนหัดนะครับ

ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนนะครับ ว่าตัวผู้เขียนมีความรู้ภาษาอังกฤษน้อยมาก -_-'
ข้อมูลที่เขียนจึงเต็มไปด้วยความผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
โดยแท้จริงแล้วเจตนาของผู้เขียนเพียงต้องการแค่แบ่งปันและถ่ายทอดประสบการณ์ (อันผิดๆถูกๆ)  ให้แก่ผู้ที่กำลังหาข้อมูลเพื่อเตรียมตัวด้วยตนเอง (ในเวลาอันจำกัด) หรือกำลังจะเข้าสอบ IELTS
โดยทั้งนี้หากมีข้อผิดพลาดประการใดที่เกิดขึ้น ตัวผู้เขียนขอน้อมรับความผิดพลาดไว้แต่ผู้เดียวครับ

background ผู้เขียน เริ่มต้นเมื่อ 1 ปีนิดๆ ผู้เขียนเคยเข้าสอบ CU-TEP ได้ 86 คะแนนนะครับ

โดยการสอบ IELTS (Academic) ของผมครั้งนี้เป็นครั้งแรก โดยเตรียมตัว (แบบทยอยฝึก) ประมาณ 5 เดือน ด้วยตนเอง ไม่ไปติวที่ไหนครับ
ผลสอบออกมา ผมได้คะแนนรวม Overall = 7.0 โดยแบ่งเป็น L = 7.5 , R = 7.5 , W = 6 , S = 6
(จริงๆได้แค่ 6.75 แต่ได้รับกรุณาปัดขึ้นเป็น 7.0 … อ่อน … แต่อยากเล่าครับ อย่าว่าผมเลยนะครับ -_-'
อะไรที่พอมีประโยชน์ก็รับไปได้นะครับ ส่วนอันไหนไม่ถูกหรือไม่ดีก็ไม่ต้องทำตาม)


1. Listening
ตอนลองทำข้อสอบจริงครั้งแรกจากเล่ม Cambridge ม่วงดำ ตอบไม่ทัน ไม่รู้ว่าเลยส่วนที่ต้องตอบมาถึงแล้ว ตอนนั้นกลัวจนไม่กล้านับคะแนนตัวเอง คิดว่าถ้านับคงได้เพียงแค่ครึ่งเดียว จากสี่สิบข้อ
แต่พอทำไปเรื่อยๆ หากคอยสังเกตผลหรือตัวเอง จะพบว่า ปริมาณข้อที่ถูกจะค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างน่ามหัศจรรย์

หลังจากดูเฉลย แนะนำให้อ่าน tapescript ด้วยนะครับ ทางที่ดีเปิดฟังหลายๆรอบ ช่วยสร้างความคุ้นเคยกับข้อสอบได้มาก

ตอนฝึกส่วนตัวพยายามจำลองสถานการณ์ให้เหมือนสอบจริงที่สุด
โดยการใช้หูฟังยี่ห้อ oker รุ่น OE-440M.V ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับที่ใช้ในการสอบ
ราคาหนึ่งร้อยกว่าบาท จะลองหามาใช้ให้เกิดความเคยชินก็ดีครับ

สิ่งที่ผมพบจากการฝึก ก็เป็นแบบเดียวกับที่ท่านอื่นเคยแนะนำไว้ครับ นั่นคือการเติม -s,-es,-ed
ดังนั้นอยากให้ระวังตรงนี้ด้วยนะครับ ควรรู้ว่า voice, voices, change, changes ออกเสียงต่างกันยังไง ผมว่าโอกาสตัวลงท้ายด้วย e เจอในข้อสอบมีมากครับ
รวมถึงความแตกต่างระหว่างอักษร H กับ 8 (eight) เพราะ บางทีพูดรหัสไปรษณีย์ เร็วๆ หรือ เป็นสำเนียงแปลกๆ เราอาจไม่แน่ใจแล้วทำให้หลุดตัวอื่นได้

ตอนแรกผมรู้สึกว่าทำตอบแบบเขียนตอบไม่ได้ จับคำตอบไม่ทัน และเวลาที่เขาปล่อยให้อ่านโจทย์ก่อนเริ่มพูด ผมก็รู้สึกว่าเวลาน้อยไปสำหรับเรา อ่านไปลนไป -_-‘
บางคนแนะนำวิธีให้ผู้สอบเดาว่าคำตอบน่าจะเป็นอะไรก่อน ผมพบว่าบางทีวิธีนี้ผมไม่ถนัดครับ กลายเป็นหลอกตัวเอง หรือ ไม่ก็เก็งผิด ข้อสอบไม่พูดคำนั้นออกมา (สงสัยเป็นพวกเดาไม่ขึ้น -_-')

ส่วนตัวเลยเปลี่ยนมาใช้อีกวิธีที่ถนัดกว่า และรู้สึกว่าทันเวลากว่าครับ (วิธีนี้บางคนอาจไม่ถนัด หรือ จะนำไปรวมกับวิธีอื่นที่ตนถนัดก็ได้) นั่นคือ

อย่างแรกดูคำสั่งก่อนว่าตอบได้กี่คำ ถ้าเป็น one word only จะทำให้จับคำตอบได้ง่ายขึ้น
แต่ถ้าตอบได้มากกว่าหนึ่งคำ จะระวังคำตอบอาจเป็น adj.+n. หรือ พวก n.+of+ n. (เช่น sheet of paper) หรือมีตัวเลขผสม หรืออื่นๆ

โดยจะรีบดูว่าคำตอบควรจะเป็นคำประเภทไหน (เท่าที่สังเกตส่วนใหญ่เกินครึ่งคำตอบมักเป็นคำนามครับ) n, adj, ตัวเลข,วันที่,ชื่อคน (adverb มีบ้าง นานๆที) อะไรพวกนี้
โดยผมจะสังเกต a,an,the ที่อยู่ข้างหน้าด้วยครับ ผมขีดเส้นรอไว้เลย article พวกนี้บ่อยครั้งจะออกเสียง(สั้นๆ) มาทำให้รู้ว่าถึงคำตอบแล้วครับ
โดยคำที่อยู่ข้างหน้าและข้างหลังของช่องว่าง สำคัญที่สุดในการได้คำตอบ แล้วคำที่ไกลออกไปเรื่อยๆ ก็สำคัญรองๆลงไปครับ และเป็นตัวบอกว่าตอนนี้พูดถึงไหนแล้ว
โดยเวลาฟัง บางทีผมจะทยอยไล่ขีดฆ่าคำที่พูดไปแล้วทิ้งครับ (เหมือนตัวคาราโอเกะที่เปลี่ยนสีเวลาร้องไปแล้วน่ะครับ)
เหมือนทำให้รู้สึกว่าเราทำเลื่อนตามลำดับไป และรู้สึกว่าตามีสมาธิมากขึ้นครับ ไม่วอกแวกไปดูข้ออื่น
(แต่อันนี้ไม่ต้องทำก็ได้ครับ แนะนำเผื่อบางคนเฉยๆ)

ข้อสอบจับคู่ และ ช้อยส์ บางทีผมแพ้ภัยตัวเองเพราะผมสับสนจากคำในตัวเลือกที่ให้มาครับ

หากเป็นจับคู่ ผมใช้วิธีนี้ครับ (อาจเป็นวิธีที่ไม่ดีที่สุด หรือ บางคนอาจไม่ถนัดวิธีนี้นะครับ) คือ ตอนเขาพูดผมจะ short note ในสิ่งที่เขาพูดไว้ข้างๆของแต่ละข้อก่อนครับ แล้วจึงมาอ่านแล้วจับคู่อีกทีตอน 10 นาทีสุดท้ายที่เขาให้ transfer คำตอบ (ย้ำนะครับ วิธีนี้เป็นวิธีส่วนตัว อาจไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสมกับบางสถานการณ์)

ส่วนช้อยส์ หลังจากอ่านคำถาม หากไม่มีเวลาเหลือให้อ่านช้อยส์ ส่วนตัวใช้วิธีคอยฟังคำตอบก่อน ยังไม่อ่านช้อยส์ตามไประหว่างที่เขาพูด เพราะบางทีโดนบางคำในตัวเลือกชักนำให้เข้าใจผิดหรือหลุดครับ

หากหลุดหรือฟังไม่ทัน ทำให้ต้องเดา
ผมรู้สึกว่าคำที่เขาพูดและหากมีคำๆนั้นเลยอยู่ในตัวเลือก + อารมณ์ผู้พูดตรงกันข้ามกับ tone ของช้อยส์
ผมพบว่าหลายครั้งมักไม่ใช่คำตอบที่ถูกครับ (แต่ก็มีถูกนะครับ ไม่ใช่ผิดทั้งหมด)

เช่น ได้ยินคำว่า salary แล้วผู้พูดน้ำเสียงอารมณ์ดี
แต่ ในช้อยส์ มีคำว่า salary แต่มี not เช่น Her salary does not increase. อะไรแบบนี้ ผมรู้สึกหลายครั้งพวกนี้เป็นตัวหลอก
เหมือนว่าคำตอบที่ถูกมักเป็น synonym หรือ paraphrase หรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับคำนี้ เช่นคำว่า paid, wage, return, compensate, benefit อะไรเทือกนี้ครับ
(แต่อย่างไรก็ตาม เราควรฝึกให้ฟังออกจริงๆนะครับ การเดาขอให้ใช้เป็นวิธีสุดท้ายจริงๆ)

วันสอบ เข้าห้องสอบเร็วๆ ก็ดีนะครับ เพราะเขาจะเปิดให้ทดสอบหูฟังไปเรื่อยๆ สร้างความเคยชินครับ และหากมีปัญหาหูฟัง จะได้รู้ทันครับ


2. Reading

แนะนำว่าต้องจับเวลาทำครับ สำคัญมาก
และที่แนะนำคือ ให้เขียนคำตอบลงไปเลย เพราะเวลาสอบจริงเราไม่มีเวลาเพิ่มให้สำหรับ transfer
และตอนฝึกควรฝึกรูปแบบกระดาษคำตอบจริง (หน้าหลังของหนังสือมีให้ซีรอกซ์) ให้เคยชิน
ส่วนตัวตอนฝึกเขียนตอบผิดข้อเรียงลงไปแบบติดกระดุมผิดเม็ดครับ
(เกือบไปแล้ว โชคดีที่เป็นการฝึกกับ format กระดาษคำตอบจริงก่อน -_- ไม่ไปพลาดวันสอบจริง)

ผู้เขียนทำจากเล่มม่วงดำ cambridge 3-9 เป็นสิบชุด พบว่า บางทีทำทันพอดี(เกือบไม่ทัน) แต่บางครั้งเหลือสิบกว่านาที โดยพบว่า หากทำทันและมีเวลาตรวจทาน (แต่จะแก้เฉพาะข้อที่แน่ใจจริงๆ ว่าทำมาผิด) มักจะได้ข้อถูกมากกว่าแบบที่ทำเสร็จพอดี
เลยอยากแนะนำว่าเวลาทำบริหารเวลาให้ดีๆนะครับ ผมว่ามีผลระดับหนึ่งเลย

ช่วงฝึกตนเองเคยดูคำตอบตนเองจากหลายชุด มานับข้อผิด พบว่ามักผิด passage 1 น้อยสุด และผิด passage 3 เยอะสุดครับ ไม่รู้ว่าเขาเรียงตามความยากหรือเปล่า
และรู้สึกว่า passage 2 มักจะแอบยาว (ยาวกว่า 3 อีก อาจคิดไปเองก็ได้นะครับ ไม่เคยนับคำใน passage เหมือนกัน) และ ทำให้กินเวลาทำ passage 3 ไป
โดย passage 2 มักเสียเวลาไปกับการ งมหาข้อมูลมาตอบ
ส่วน passage 3 มักมีการถามแบบต้องหยุดคิดหรือตีความนิดๆ  ทั้งจากโจทย์และบทความ
(แต่จริงๆมีคละๆกันไปทุก passage นะครับ)

วิธีทำ บางคนใช้วิธีอ่านโจทย์ก่อนแล้วไปหาในบทความเลยโดยไม่อ่านผ่านๆ ก่อน ซึ่งผมเองก็ใช้ได้ผล
แต่เจอว่าบางบทความ วิธีนี้ทำให้ ต้องเริ่ม กลับมา skim หลายครั้ง เวลาเปลี่ยนชนิดคำถาม
(เช่น หมด 3 ข้อของ T/F/NG (ซึ่งคำตอบจะเรียงกันลงไป) แล้ว ต่อด้วย ช้อยส์ บางทีต้องมาเริ่ม skim กันใหม่ ว่าอยู่ส่วนไหนของบทความ)
สุดท้ายเลยใช้วิธีอ่านแบบเร็ว(มาก) ทั้งบทความไปก่อนครับ ลงทุนสองนาที เพื่อให้รู้ overview กับ แต่ละ paragraph พูดเรื่องอะไร ทำให้กลับมาหาที่ตั้งของคำตอบเร็วขึ้น

ส่วนตัววันสอบจริงพลาดพาร์ทนี้มากๆเพราะ ไม่ยอมทำตามที่ฝึกมา
โดย passage 2 ไป skim เลย ไม่อ่านทั้งหมดก่อน หาไม่เจอตั้งนานครับ เจอเรื่องความร้อนใน Europe แล้ว keywords ที่เป็นชื่อประเทศและปีในคำถาม ดันปรากฎในบทความทั้งส่วนต้น กลาง ท้ายเลย -_-'


3. Writing

ส่วนตัวเป็นคนอ่อนแกรมม่ามาก (จริงๆอ่อนทุกอย่าง -_-')

ฝึกโดยดูจาก model answer ใน Cambridge เล่มม่วงดำครับ คัดเอาที่ band สูงๆ กับ very good answer มาดูเป็นตัวอย่างแล้วฝึกตาม
แล้วใช้บริการ correction service จากเวปเอา ราคาไม่แพง และ แก้ให้โดยไม่เปลี่ยนเนื้อหา
แต่ดูแกรมม่า ศัพท์ กับดูว่าประโยคนี้กำกวมไหม อะไรแบบนี้
คะแนนก็ใกล้เคียงกับที่ได้จริงมากครับ
(แต่ผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเวปนะครับ ฮา))

ควรฝึกเขียนกับกระดาษคำตอบจริง เพราะจะได้รู้ว่าตัวเองเขียนกี่คำต่อบรรทัด และถึงบรรทัดไหนแล้วควร หรือควรเขียน paragraph สรุปได้แล้ว
เวลาสอบจริงอาจไม่มีเวลาทันได้นับจำนวนคำครับ

ส่วนตัวผมใช้วิธีก่อนเขียน ผมนับบรรทัดจากท้ายสุดของหน้าสองขึ้นมา 9 บรรทัด ถ้าเขียนถึงแถวๆนี้แล้ว แสดงว่าควรเขียนสรุปแล้ว

นอกจากเนื้อหา และทุกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันแล้ว ผมรู้สึกว่าแกรมม่าจะมีผลค่อนข้างชัดเจนนะครับ ควรเหลือเวลาไว้ตรวจแกรมม่าก็ดีนะครับ
(ผมเขียนเพลินไม่ได้ตรวจเลย -_-‘ สมน้ำหน้าตัวเอง)

ส่วนตัวรู้สึกว่า หากสัปดาห์ล่าสุดออกคำถามประเภทไหนไป ครั้งต่อไปที่สอบติดกันมักจะไม่ออกคำถามประเภทนั้น จะเป็นคำถามประเภทอื่นแทน (แต่ยังไงก็ควรฝึกให้ครบทุกแบบนะ เดี๋ยวออกซ้ำมาแล้วเงิบเลย)


4. Speaking
ส่วนตัวได้คะแนนพาร์ทนี้น้อยกว่าที่ตนคาดไว้ เลยไม่กล้าเขียนอะไรเท่าไหร่ -_-‘

ส่วนตัวคิดว่าฝึกโดยการท่องจำ (memorise) คำตอบไป คิดว่าไม่น่าจะเหมาะ

ผมใช้วิธีทำใจให้สบาย ไม่พยายามไปคิดว่าจะถูกถามหัวข้อเรื่องอะไร (เพราะเป็นไปได้หลายอย่างมาก)
แต่เตรียม phrase ที่เราต้องใช้ค่อนข้างแน่ไป เช่น I think, I mean, when compare... , let me think... , well, และอื่นๆ แล้วฝึกใช้ให้เป็นธรรมชาติ(ลงโทษ)ครับ
เตรียม idiom ไปด้วยก็ดีนะครับ

พาร์ทแรก ตอบสั้นๆได้ แต่เพิ่มรายละเอียดไปนิดหนึ่ง (อย่าแค่ yes,no) หากพูดยาวๆไป examiner ก้อจะตัดขึ้นข้อต่อไปเลย

พาร์ทสอง บางคนอาจเจอว่าหัวข้อแนะนำใน task card บางทีก้อไม่พอที่จะพูดยาวๆ
ผมเลยใช้วิธีเขียน who,what,when,where,why,how ลงกระดาษที่ให้เลยครับ วิธีนี้ผมพบว่าพูดได้ถึงสองนาทีครับ

พาร์ทสาม บางทีงงคำถามครับ เลยตอบไม่ตรงกับสิ่งที่เขาต้องการให้เราพูด
Examiner ของผมใจดี ดึงผมกลับมา และ rephrase คำถามให้ ครับ
แต่ตอบไปไม่รู้ถูกหรือเปล่า -_-'

ทั้งสามพาร์ท ต้องสังเกต tense ของคำถามด้วยนะครับ จะได้ตอบได้ถูก tense
(ผมตื่นเต้นมากไม่ได้สังเกตเลย เลยคิดเร็วๆตอนพูดว่าสิ่งที่เรากำลังจะพูดออกไปเป็นเรื่องอดีต ปัจจุบัน หรือ อนาคต
ผมคงพูดผิดไปเยอะ+ฟังไม่รู้เรื่อง)


คำแนะนำทั่วไป

1. หนังสือที่ใช้
ในกรณีที่งบและเวลาจำกัด
หากต้องเลือกเพียงเล่มเดียว แนะนำ Cambridge เล่มม่วงดำ เล่มล่าสุด ครบและจบครับ
หากต้องการรู้วิธีในการหาคำตอบในแต่ชนิดของคำถาม แนะนำเล่ม top tips for IELTS

เพิ่มเติมให้อีกนะครับ
Vocabulary for IELTS advanced โดย Pauline Cullen
Improve your IELTS : Writing Skills โดย Sam McCarter
IELTS speaking โดย Mat Clark
Common mistakes at IELTS ของ Cambridge
http://ielts-simon.com/
http://www.dcielts.com/
http://www.ielts-blog.com/
และ Youtube มีตัวอย่างมากมายครับ

2. BBC โดยเฉพาะ ช่อง 4
http://www.bbc.co.uk/bbcfour
ส่วนตัวฟังช่องข่าวแล้วรู้สึกว่าบางทีตนเองไม่มี background เรื่องที่เขาพูดกัน เช่นบางทีเขากำลังรายงานเรื่อง อาชญากรชื่อดังในประเทศ xxx กำลังถูกตัดสินหรือจะโดนลงโทษอะไรสักอย่าง แต่เราไม่เคยรู้เรื่องนั้นมาก่อนและไม่ได้อยู่ในความสนใจของเรา ทำให้ฟังแล้วรู้เรื่องไม่หมด หรือ เบื่อ หรือ อาจล้มเลิกก่อนครับ
แต่สำหรับช่อง 4 ผมพบว่า หัวข้อที่เขาพูดค่อนข้างเป็นเรื่องทั่วไป และ เข้าใจได้ทุกคน คือคุณเป็นคนประเภทไหนหรืออยู่ประเทศอะไรก็เข้าใจตามได้ไม่ยากนัก
แถมรู้สึกว่า มีความคล้าย listening part 4 ดีครับ
และที่ไม่ได้คาดคิดไว้คือ สิ่งที่ฟังได้นำไปใช้ในการสอบ writing อย่างไม่ได้ตั้งใจ คือ ผมได้โจทย์ writing part 2 เกี่ยวกับการลงโทษเด็กและผู้ใหญ่ให้เท่าเทียมกัน เห็นด้วยหรือไม่ ตอนนั้นเลยได้โอกาสใช้คำศัพท์ที่ได้ฟังมาไปเขียนลงไปครับ ไม่แน่หากคุณฟังเรื่องดอกไม้ คุณอาจได้ศัพท์ไปใช้พูดตอน speaking ก็ได้ครับ ยิ้ม
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่