'วสันต์' ชี้ ศาลรธน.มีอำนาจ ติงนักการเมืองควรมีจิตสำนึก...พูดผิดพูดใหม่ ตัวเองนั่นแหละมีจิตสำนึกอยู่สักกระผีกริ้นหรือไม่

กระทู้สนทนา
'วสันต์' ชี้ ศาลรธน.มีอำนาจ ติงนักการเมืองควรมีจิตสำนึก


"วสันต์"ยันศาล รธน.มีอำนาจรับคำร้องตาม ม.68 ชี้สมาชิกรัฐสภาหมดสิทธิ์ดันต่อตาม ม.151 โยนปมเอาผิดสมาชิกรัฐสภาเป็นหน้าที่ ป.ป.ช. ติงนักการเมืองควรมีจิตสำนึกเพื่อบ้านเมือง...


เมื่อวันที่ 21 พ.ย.เวลา 14.00 น. ที่หอประชุม เอสบีซี ฮอลล์ วิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก บางนา นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้บรรยายพิเศษเรื่อง "ระบบยุติธรรมกับทางรอดของประเทศไทย" กล่าวตอนหนึ่งว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า คำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ถึงวันนี้ก็ยังคงมีคนพูดอยู่ว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจรับคำร้องนี้ ต้องผ่านอัยการ รวมถึงมีการพูดว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับ เพราะผู้ถูกร้อง ไม่ใช่บุคคลหรือพรรคการเมืองตามความหมายของ มาตรา 68 แท้จริงมาตราดังกล่าว อยู่ในส่วนของสิทธิ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ อยู่หมวดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ไม่ใช่สิทธิเสรีภาพของอัยการรสูงสุด ดังนั้นจึงต้องแปลความให้ประชาชนยื่นตรงต่อศาลหรืออัยการ เพื่อเป็นการขยายพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชนให้กว้างขว้าง ทั้งนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.เสร็จสิ้นกระบวนการไปแล้ว และร่างกฎหมายอยู่ในชั้นของการทูลเกล้าฯ ถวาย จึงไม่เป็นเหตุผลที่ให้เลิกการกระทำได้ แนวทางขณะนี้ที่มีอยู่ คือ นายกฯ ต้องไปขอพระราชทานอนุญาตนำร่างกลับคืน หรือทิ้งไว้ และรอให้สำนักราชเลขาฯ ส่งกลับคืน ซึ่งตนเดาใจว่า สำนักราชเลขาฯ คงไม่ยอมทิ้งไว้เฉย ๆ คงต้องส่งกลับมา

นายวสันต์ กล่าวอีกว่า ถือว่าขณะนี้ร่างดังกล่าวไปต่อไม่ได้แล้ว และรัฐสภาไม่สามารถที่จะดึงดันโดยใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 151 เพราะไม่ใช่กรณีที่พระมหากษัตริย์ มีพระบรมราชวินิจฉัย ที่จะไม่ลงปรมาภิไธย เนื่องจากร่างกฎหมายกดังกล่าวอยู่ในชั้นการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ สำนักราชเลขาฯ เท่านั้น ส่วนเมื่อศาลมีคำวินิจฉัยแล้ว การดำเนินการเอากับผู้ถูกร้อง รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ว่าเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เป็นของ ป.ป.ช. ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร ส่วนที่พรรคเพื่อไทยเตรียมเดินหน้าโหวตวาระ 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ที่ค้างอยู่ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ส่วนตนก็เห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญปีที่แล้ว ที่ให้ยกคำร้อง มีผลทำให้คำขอต่าง ๆ ตกไป ดังนั้น รัฐสภาก็สามารถผลักดันร่างดังกล่าวได้ เพราะคำว่าควรจะประชามติ หรือแก้ไขรายมาตรา เป็นเพียงคำแนะนำ ทั้งนี้หากการแก้ไขรัฐธรมนูญ มีเนื้อหาสาระขัดรัฐธรรมนูญ ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกร้องศาลรัฐธรรมนูญได้อีก

อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวอีกว่า วันนี้ก้าวย่างของรัฐบาลไม่ต่างจากก้าวย่างของฮิตเลอร์ ที่ทำให้รัฐสภา ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติควรตรวจสอบฝ่ายบริหาร กลับกลายเป็นลูกน้องของฝ่ายบริหาร ดังนั้น ถ้าแก้ปัญหา ฝ่ายเสียงข้างมาก จะต้องเป็นฝ่ายที่รับฟังความเห็นที่แตกจ่างจากเสียงข้างน้อย นักการเมืองต้องมีจิตสำนึก ประชาชนก็ต้องเลือกคนที่ดี ไม่เลือกคนชั่ว เพราะถ้าได้ผู้แทนที่ไม่ดี ก็จะเหมือนกับคนที่ไม่ดีไปเป็นด้วย ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการศึกษา ทุกวันนี้คนคิดถึงประชาธิปไตย ที่พูดแต่เสียงข้างมาก จะทำอะไรก็ได้ จะตำบอนที่ไหนก็ได้ ซึ่งมันไม่ใช่ในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเสียงข้างมาก หรือเสียงน้อย ทุกคนต้องมีวินัยต้องรักษากฎกติกาบ้านเมือง ทั้งนี้ เราต้องฝึกกันใหม่ในเรื่องการมีวินัยอย่างเคร่งครัด โดยฝึกกันตั้งแต่เด็ก.

ไทยรัฐออนไลน์
โดย ทีมข่าวการเมือง 21 พฤศจิกายน 2556, 20:23 น.
http://www.thairath.co.th/content/pol/384429


                       ??????????????????????????????????????????????????




"..... วันนี้ก้าวย่างของรัฐบาลไม่ต่างจากก้าวย่างของฮิตเลอร์ ......

...นักการเมืองต้องมีจิตสำนึก ประชาชนก็ต้องเลือกคนที่ดี ไม่เลือกคนชั่ว ....

... ทุกวันนี้คนคิดถึงประชาธิปไตย ที่พูดแต่เสียงข้างมาก จะทำอะไรก็ได้ จะตำบอนที่ไหนก็ได้ ซึ่งมันไม่ใช่ในระบอบประชาธิปไตย ...."


เห็นความคิดก็รู้ชัดแล้วว่ามาแนวไหน  อยู่ในกลุ่มใดฝ่ายใด

หน้าด้านซะไม่มีใดเปรียบ
พูดมาได้แบบไม่มียางอาย

ไม่ได้ใช้ความฉลาดหลักแหลมที่คนไม่รู้เท่าทันใดๆเลย
ใช้เพียงความ "หน้าด้านหน้าหนา" เท่านั้น
ใช้เพียงความกะล่อนกลิ้งไปกลิ้งมาเท่านั้น.....

ใครยังยอมรับนับถืออยู่อีกบ้าง   นับหัวได้ไหม
เพียงคำพูดก็ส่อเจตตาแล้วว่ามีเป้าหมายอย่างไร  เพื่อคนกลุ่มใด

ด้าน...หนา...ไร้ยางอาย...คำพูดไร้ความน่าเชื่อถือ....
ไม่สมกับเป็นคนที่เคยมีหน้าที่รักษากติกาของบ้านเมือง....







โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่