โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
"อินทัช"คาดผลการดำเนินงานปีนี้ยังโตได้ตามเป้าหมาย 5-6% แม้ว่าเศรษฐกิจชะลอจะฉุดรายได้เอไอเอสโตต่ำเป้า แต่กำไรยังมีการเติบโต
น.ส.ทมยันตี คงพูลศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น หรือ อินทัช (INTUCH) เปิดเผยว่า แนวโน้มการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจในประเทศ กระทบผลการดำเนินงานของบริษัทน้อย เนื่องจากธุรกิจหลักเป็นธุรกิจดาวเทียมซึ่งเกี่ยวข้องกับกำลังซื้อในประเทศค่อนข้างน้อย เพราะลูกค้าของบริษัทส่วนหนึ่งอยู่ต่างประเทศ
นอกจากนี้แม้ว่ากำลังซื้อในประเทศที่ลดลงจะกระทบกับรายได้ของบริษัท บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) หรือเอไอเอส ซึ่งทำรายได้ให้บริษัทสูงสุด โดยเอไอเอสได้มีการปรับลดการเติบโตของรายได้ลง แต่ในแง่ของกำไรสุทธิยังมีการเติบโต ทำให้รายได้เงินปันผลจากเอไอเอสที่บริษัทได้รับยังคงมีการเติบโตเช่นเดียวกัน
น.ส.นัฐิยา พัวพงศกร ผู้จัดการงานนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท เอไอเอส กล่าวว่า บริษัทประเมินว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จะยังคงได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง และกระทบมากกว่าบริษัทอื่น เนื่องจากบริษัทมีฐานลูกค้าในต่างจังหวัดมากกว่าผู้ประกอบการรายอื่น ดังนั้นเมื่อรายได้ภาคเกษตรไม่เป็นไปตามเป้า รวมถึงมีปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ก็ทำให้ปริมาณการใช้โทรศัพท์มือถือลดลงด้วย
ส่วนสถานการณ์ทางการเมือง เป็นปัจจัยที่กระทบในเชิงจิตวิทยา ซึ่งหากในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ สถานการณ์การเมืองยังไม่คลี่คลาย หรือมีการชุมนุมที่ยืดเยื้อออกไปก็จะส่งผลกระทบมากขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตามในปีนี้บริษัทฯยังมั่นใจว่าจะสามารถทำรายได้โตตามเป้าหมายที่วางไว้ 5-6% จากปีก่อนได้
ในช่วง 3 ปี (2556-2558) บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ที่ 7 หมื่นล้านบาท โดยในปีนี้ใช้เงินลงทุนไปแล้ว 1.9 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่ใช้ไปกับการเปลี่ยนถ่ายระบบ 2 จี เป็น 3 จี ขณะที่งบลงทุนที่เหลือจะใช้ลงทุนการพัฒนาโครงข่ายสัญญาณ 3 จี เพื่อเพิ่มช่วยฐานลูกค้าที่ใช้บริการ 3 จี จากในปัจจุบันที่มีสัดส่วน 40% ซึ่งสามารถลดต้นทุนในการให้บริการเครือข่ายลงได้
ทั้งนี้ งบลงทุนดังกล่าวส่วนใหญ่จะมาจากกระแสเงินสดของบริษัทฯ ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่กว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งโดยรวมแล้วค่อนข้างจะครอบคลุมในการลงทุนแต่ละปี และแม้ว่าบริษัทจะใช้เงินลงทุนจำนวนมาก แต่จะไม่กระทบกับนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัท ที่ยังคงนโยบายจ่ายปันผล 100% เหมือนเดิม
"การแข่งขันยังคงมีอยู่ แต่ไม่ได้เน้นแข่งด้านราคา กลยุทธ์ในการตลาดของบริษัทในปีนี้และปีหน้าจะเน้นการออกโปรโมชั่นส่งเสริมให้ลูกค้าเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์มาใช้เครื่อง 3 จีให้มากที่สุด เพื่อลดต้นทุนในการบริหารเครือข่าย ทำให้งบการตลาดในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 3-3.5% ของรายได้รวม จากปกติจะไม่เกิน 2% ของรายได้รวม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รายได้ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้เติบโตลดลง"
บล.บัวหลวง วิเคราะห์ว่า คาดกำไรอินทัชในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้อยู่ที่ 3.58 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากกำไรสุทธิของเอไอเอสที่เติบโต 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และโต 4% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่วนกำไรบริษัทไทยคม (THCOM) เติบโตก้าวกระโดดเพิ่มขึ้น 167% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 3% จากไตรมาสก่อนหน้า
ทั้งนี้ ได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2556 ของอินทัชลงอีก 2% เหลือ 1.47 หมื่นล้านบาท และปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2557 ลงอีก 5% เหลือ 1.57 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่สะท้อนการปรับประมาณการกำไรสุทธิลดลงของเอไอเอสที่ปรับลง 3% ในปี 2556 และปรับลง 5% ในปี 2557
สำหรับรายได้เอไอเอสไตรมาส 4 มีแนวโน้มเติบโตเพียงเล็กน้อย ซึ่งได้รับผลบวกจากปัจจัยด้านฤดูกาล แต่ยังคงต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 4 จนถึงปี 2557 เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น
ในทางตรงกันข้ามกำไรสุทธิของไทยคม ที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดจะได้รับผลบวกจากการรับรู้รายได้ดาวเทียมไอพีสตาร์ในจีนซึ่งจะเริ่มรับรู้ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา การรับรู้รายได้ใหม่จากดาวเทียมชั่วคราวก่อนที่จะยิงดาวเทียมไทยคม 6 ขึ้นสู่วงโคจรในเดือนธ.ค.นี้ รวมถึงการใช้งานไอพีสตาร์ที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าเอ็นบีเอ็นของออสเตรเลียและลูกค้ารายปัจจุบันของอินเดีย
'อินทัช'ยันกำไรปีนี้โตตามเป้า
"อินทัช"คาดผลการดำเนินงานปีนี้ยังโตได้ตามเป้าหมาย 5-6% แม้ว่าเศรษฐกิจชะลอจะฉุดรายได้เอไอเอสโตต่ำเป้า แต่กำไรยังมีการเติบโต
น.ส.ทมยันตี คงพูลศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น หรือ อินทัช (INTUCH) เปิดเผยว่า แนวโน้มการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจในประเทศ กระทบผลการดำเนินงานของบริษัทน้อย เนื่องจากธุรกิจหลักเป็นธุรกิจดาวเทียมซึ่งเกี่ยวข้องกับกำลังซื้อในประเทศค่อนข้างน้อย เพราะลูกค้าของบริษัทส่วนหนึ่งอยู่ต่างประเทศ
นอกจากนี้แม้ว่ากำลังซื้อในประเทศที่ลดลงจะกระทบกับรายได้ของบริษัท บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) หรือเอไอเอส ซึ่งทำรายได้ให้บริษัทสูงสุด โดยเอไอเอสได้มีการปรับลดการเติบโตของรายได้ลง แต่ในแง่ของกำไรสุทธิยังมีการเติบโต ทำให้รายได้เงินปันผลจากเอไอเอสที่บริษัทได้รับยังคงมีการเติบโตเช่นเดียวกัน
น.ส.นัฐิยา พัวพงศกร ผู้จัดการงานนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท เอไอเอส กล่าวว่า บริษัทประเมินว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จะยังคงได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง และกระทบมากกว่าบริษัทอื่น เนื่องจากบริษัทมีฐานลูกค้าในต่างจังหวัดมากกว่าผู้ประกอบการรายอื่น ดังนั้นเมื่อรายได้ภาคเกษตรไม่เป็นไปตามเป้า รวมถึงมีปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ก็ทำให้ปริมาณการใช้โทรศัพท์มือถือลดลงด้วย
ส่วนสถานการณ์ทางการเมือง เป็นปัจจัยที่กระทบในเชิงจิตวิทยา ซึ่งหากในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ สถานการณ์การเมืองยังไม่คลี่คลาย หรือมีการชุมนุมที่ยืดเยื้อออกไปก็จะส่งผลกระทบมากขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตามในปีนี้บริษัทฯยังมั่นใจว่าจะสามารถทำรายได้โตตามเป้าหมายที่วางไว้ 5-6% จากปีก่อนได้
ในช่วง 3 ปี (2556-2558) บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ที่ 7 หมื่นล้านบาท โดยในปีนี้ใช้เงินลงทุนไปแล้ว 1.9 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่ใช้ไปกับการเปลี่ยนถ่ายระบบ 2 จี เป็น 3 จี ขณะที่งบลงทุนที่เหลือจะใช้ลงทุนการพัฒนาโครงข่ายสัญญาณ 3 จี เพื่อเพิ่มช่วยฐานลูกค้าที่ใช้บริการ 3 จี จากในปัจจุบันที่มีสัดส่วน 40% ซึ่งสามารถลดต้นทุนในการให้บริการเครือข่ายลงได้
ทั้งนี้ งบลงทุนดังกล่าวส่วนใหญ่จะมาจากกระแสเงินสดของบริษัทฯ ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่กว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งโดยรวมแล้วค่อนข้างจะครอบคลุมในการลงทุนแต่ละปี และแม้ว่าบริษัทจะใช้เงินลงทุนจำนวนมาก แต่จะไม่กระทบกับนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัท ที่ยังคงนโยบายจ่ายปันผล 100% เหมือนเดิม
"การแข่งขันยังคงมีอยู่ แต่ไม่ได้เน้นแข่งด้านราคา กลยุทธ์ในการตลาดของบริษัทในปีนี้และปีหน้าจะเน้นการออกโปรโมชั่นส่งเสริมให้ลูกค้าเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์มาใช้เครื่อง 3 จีให้มากที่สุด เพื่อลดต้นทุนในการบริหารเครือข่าย ทำให้งบการตลาดในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 3-3.5% ของรายได้รวม จากปกติจะไม่เกิน 2% ของรายได้รวม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รายได้ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้เติบโตลดลง"
บล.บัวหลวง วิเคราะห์ว่า คาดกำไรอินทัชในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้อยู่ที่ 3.58 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากกำไรสุทธิของเอไอเอสที่เติบโต 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และโต 4% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่วนกำไรบริษัทไทยคม (THCOM) เติบโตก้าวกระโดดเพิ่มขึ้น 167% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 3% จากไตรมาสก่อนหน้า
ทั้งนี้ ได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2556 ของอินทัชลงอีก 2% เหลือ 1.47 หมื่นล้านบาท และปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2557 ลงอีก 5% เหลือ 1.57 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่สะท้อนการปรับประมาณการกำไรสุทธิลดลงของเอไอเอสที่ปรับลง 3% ในปี 2556 และปรับลง 5% ในปี 2557
สำหรับรายได้เอไอเอสไตรมาส 4 มีแนวโน้มเติบโตเพียงเล็กน้อย ซึ่งได้รับผลบวกจากปัจจัยด้านฤดูกาล แต่ยังคงต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 4 จนถึงปี 2557 เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น
ในทางตรงกันข้ามกำไรสุทธิของไทยคม ที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดจะได้รับผลบวกจากการรับรู้รายได้ดาวเทียมไอพีสตาร์ในจีนซึ่งจะเริ่มรับรู้ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา การรับรู้รายได้ใหม่จากดาวเทียมชั่วคราวก่อนที่จะยิงดาวเทียมไทยคม 6 ขึ้นสู่วงโคจรในเดือนธ.ค.นี้ รวมถึงการใช้งานไอพีสตาร์ที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าเอ็นบีเอ็นของออสเตรเลียและลูกค้ารายปัจจุบันของอินเดีย