ตอนที่ 1 กัญหา
แสงแดดสาดแสงลอดใบไม้ลงสู่พื้นหญ้า ลมพัดเย็นในตอนบ่ายแก่ๆของวัน เด็กชายตัวเล็ก นอนฮัมเพลงอย่างสบายอกสบายใจใต้ต้นไม้ใหญ่ โอ๊ย เสียงเด็กร้องดังลั่น เขารีบลุกขึ้นพร้อมกับดูมือที่แดงก่ำ แมงป่องตัวเล็กที่อยู่ใต้ใบไม้ป้องกันตัวเองจากการรุกรานพื้นที่ของแขกที่ไม่ได้รับเชิญ ด้วยการฝังเหล็กนัยเล็กๆไปที่แขนเด็กน้อย “พ่อเฒ่าๆ ผมโดนแมงป่องต่อย” เสียงที่คลอด้วยน้ำตาที่เอ่อล้น บอกกับตาเฒ่า ที่กำลังง่วนอยู่กับการหาบางอย่างที่จอมปลวกข้างๆต้นไม้ใหญ่ ตาเฒ่าเดินมาดูพร้อมกับสอบถามว่าแมงป่องสีอะไร “น้ำตาลออกขาวๆครับ น่าจะใช่ พอดีผมเห็นไม่ชัด ตอนนี้หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้” เด็กน้อยตอบตาเฒ่าไปตามสิ่งที่ตนเห็น เพราะรู้ๆกันดีว่าแมงป่องสีขาวน้ำตาลจะค่อนข้างมีพิษและเจ็บปวดกว่าแมงป่องสีดำเป็นไหนๆ ตาเฒ่ารีบวิ่งไปเด็ดใบไม้ที่อยู่ข้างๆยัดเข้าปากพร้อมงึมงำสองสามคำ แล้วก็พ่นลงไปที่แขนของเด็กน้อย “ เดี๋ยวก็หายแล้วนะ” ตาเฒ่ายิ้มพร้อมกับเดินไปหาบางอย่างที่จอมปลวกอีกเช่นเคย ทิ้งให้เด็กน้อยงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น มือแดงๆค่อยๆหายเจ็บ แต่ยังคงไว้ซึ่งรอยปูดแดง “เปรี้ยง !” สายฟ้าที่แปลกประหลาดได้ผ่าลงข้างหน้าเขาพร้อมแสงแปลบปลาบที่ส่องแสงทำให้ต้องปิดตาชั่วขณะ ความร้อนที่เป็นอยู่ถูกลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วส่งผลให้ก่อเกิดเป็นความเย็นที่ผ่านร่างกายทำให้ขนลุกไปทั่ว เด็กน้อยลืมตาขึ้นมาพร้อมกับกลุ่มควันกลุ่มเล็กตรงหน้าที่เขามองเห็น พร้อมกับสิ่งที่เขาตกใจคือวัวตัวใหญ่ที่ยืนสองขา สายตาที่แดงก่ำแทบเป็นสีเลือดพร้อมกับลมหายใจที่มีควันพวยพุ่งออกมา สายลมที่เลยพัดผ่านกลับหยุดนิ่ง ชาวนาสองสามคนอยู่ไกลๆจ้องมองสถานที่เกิดเสียงด้วยความงุนงงบวกสีหน้าที่ตื่นตระหนก เสียงที่ดังกังวานพลอยทำให้หูอื้อไปชั่วขณะ “เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน” “ เฮ้ย กัณหา เป็นไรหรือเปล่าหลาน” ตาเฒ่าเอามือสะกิดหลานด้วยความเป็นห่วง อ๋อ ไม่เป็นไรครับหูอื้อเฉยๆแต่สายตายังจ้องไปทีจุดเกิดเสียง “พ่อเฒ่าหละครับ” “อ้อ ไม่เป็นไร เรากลับกันเถอะ” เด็กน้อยกระโดดขึ้นทางข้างของเจ้าน้ำนม ที่กำลังกินหญ้าอยู่ พร้อมกับตวัดเชือกเพื่อให้เจ้าน้ำนมเคลื่อนที่ แต่ภายในใจก็เกิดข้อสงสัยหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องฟ้าผ่าเมื่อสักครู่นี้ ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะทุกครั้งเวลาถามตาเฒ่าจะได้คำตอบที่ดีเสมอ แต่วันนี้ พอมองไปที่หน้าตาเฒ่าเหมือนกับลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ส่วนเจ้าน้ำนมก็ดูเหมือนรู้ใจเจ้าของดี เพราะปกติเกินไปกินใบไม้ใบหญ้าไป แต่ตอนนี้ เดินไปอย่างเดียว ไม่สนใจอะไรเลย
อากาศร่มรื่น ระหว่างทางเสียงนกน้อยร้องเพราะเริ่มเย็นลงแล้ว ดวงอาทิตย์ตกเร็วขึ้นเพราะว่าโดนภูเขาไกลๆบังแสงจนหมด ได้ยินเสียงน้ำไหลไกลๆ แสดงว่าใกล้จะถึงหมู่บ้านแล้ว ชาวบ้านเริ่มทยอยกลับบ้านเสียงลูกเด็กเล็กแดงร้องไห้ คนไล่ต้อนวัวควายเข้าคอก เสียงพระตีระฆังดังกังวานไปไกลทั้งเขา บ่งบอกถึงกาละที่กำลังเป็นอยู่ขนาดนี้ นั่นคือวันเข้าพรรษา รวมทั้งแสดงเวลาว่าได้เวลากลับบ้านกลับช่องของชาวไร่ชาวนา เพื่อกลับมาหุงหาอาหารพักผ่อนกับงานที่มีมาทั้งวัน กัณหาอยู่กับตาเฒ่าในบ้านไม้ทรงสวยงามเขาอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิดกับชาวบ้านรู้จักบ้านนี้ดีเพราะเวลาที่เกิดเจ็บไข้ได้ป่วยหรือว่ามีใครเป็นอะไรก็จะวิ่งมาหาตาเฒ่าก่อนเสมอเหมือนหมอประจำชุมชน เพียงแค่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพและไม่มีตัวยาเหมือนหมอตะวันตก เพราะยาของตาเฒ่าคือใบไม้ใบหญ้าหรือว่าสัตว์แปลกๆ ไม่ก็น้ำลายของตาเฒ่าที่พ่นออกมา ตาเฒ่าเป็นชายร่างแก่แต่ไม่เคยบ่นเรื่องการปวดเมื่อย หรือมีอาการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆเหมือนคนแก่คนอื่นๆในหมู่บ้าน แกใจดีและเป็นที่รักของคนในหมู่บ้านเสมอ แกชอบเล่าเรื่องเก่าๆ โดยเฉพาะเวลาผิงไฟในช่วงหน้าหนาว
พอมาถึงบ้านตาเฒ่าก็ล้วงเข้าไปในย่ามพร้อมทั้งเอาผงบางอย่างโรยตรงทางเข้า แกจะทำอย่างนี้เสมอ ไม่รู้ว่าทำไม อาจเป็นเพราะว่าเราเห็นตั้งแต่เด็กจนชินแล้วกระมังเลยไม่เคยได้ถามออกไป ยายกำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว กลิ่นทอดปลาหอมคลุ้งไปทั่ว เราทานข้าวกันเสร็จตาก็ขึ้นไปไหว้พระสวดมนต์ซึ่งตาทำเป็นกิจวัติอยู่แล้ว ก็เลยสบโอกาสเล่าเรื่องเมื่อตอนบ่ายๆให้ยายฟังว่าเกิดฟ้าผ่ากลางวันแสกๆข้างหลัง แต่ไม่มีใครเป็นอะไร แล้ว กัณหาก็เล่าว่าก่อนเกิดฟ้าผ่าอยู่ดีๆตัวก็เย็นขนลุกซู่เลยยาย พอพูดคำว่าขนลุกเสร็จทันใดนั้น ก็เกิดกลิ่นหอมอย่างประหลาดเกิดขึ้น กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่สูดดมแล้วรู้สึกสบายสุดๆ รู้สึกตัวลอยเหมือนอยู่ในสวรรค์ ยายกับกัณหาต่างก็ได้กลิ่นเช่นกัน ทั้งสองจึงเริ่มมองหน้ากันรวมทั้งตามหาแหล่งที่มาของกลิ่นซึ่งรู้สึกว่าอยู่ใกล้ๆนี่เอง ทันในนั้นก็เห็นหญิงผมยาวยืนอยู่หน้าบ้านหน้าตาสวยงามยิ้มมาให้ข้างหลังเป็นช้างสีขาวเผือกตัวใหญ่ ตาเฒ่าอยู่ตรงนั้นแล้วเอาไม้ขีดร่องที่ตัวเองโรยบางอย่างไว้ แล้วนางก็เดินเข้ามา ส่วนช้างเผือกยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู ทั้งสองคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ๆ กัณและยายไม่กล้าลงไปสอบถามเพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องจริงจัง รวมทั้งกลิ่นหอมนั้นเหมือนมีมนต์ที่ทำให้สองคนได้แค่เพียงยืนดูเฉยๆ ไม่เพียงเท่านี้รู้สึกว่าเหมือนคนทั้งหมู่บ้านก็เงียบเสียงไปเหมือนกัน เหมือนทุกคนหลับท่ามกลางราตรีที่แสนสงัดและยาวนาน
กัณเดินเข้าไปลึกในป่า เขารู้สึกว่ากำลังมีอะไรจ้องมองเขา ทันใดนั้นเขาก็เห็นว่าเป็นนกตัวใหญ่ สีดำเข้ม มันจ้องมองเขาอย่างไม่ละสายตา ทันใดนั้นก็บินหนีไปเกาะที่กิ่งไม้รูปร่างประหลาดสีดำสูงใหญ่และไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆอยู่ใกล้ แม้กระทั่งต้นหญ้า เหมือนมันจะคอยดูดแสงและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ กัณเดินเข้าไปใกล้ๆ พร้อมกับยกหน้าไม้ที่ตาเคยทำให้ เขาเริ่มอึดอัดเหมือนอากาศจะไม่มี จริงอย่างที่เขาคิดคือ ต้นไม้นี้มันดูดทุกอย่างที่เข้าใกล้ รวมทั้งเขาด้วย เขาพยายามจะออกมาให้ทันจากแรงดึงดูดของมัน แต่เขาไม่สามารถสู้แรงได้เลย น้ำตาเขาไหลพรากเพราะแรงลมที่พัด เข่าเริ่มทรุดเพราะหมดแรงต้านทาน เขาค่อยๆเข้าใกล้มันแล้วและในขณะที่เริ่มปล่อยตัวให้ไปตามแรงดึงดูดนั้น ก็มีวัวตัวใหญ่ ตอนนี้เขามองเห็นชัด มันกระชากเขาออกมา พร้อมกับฟาดขวานออกไปยังต้นไม้ต้นนั้น เขาจำมันได้ นั่นคือวัวที่เขาเห็นตอนกลางวัน ปั้ง! เสียงดังสนั่นก้องไปทั่วป่า ทันใดนั้น อีกาหลายร้อยตัวก็บินออกมาจากต้นไม้นั้น เผยให้เห็นเด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวกับกัญ เด็กคนนั้นหันมาหน้าตาสะสวยและอ่อนหวาน เด็กหญิงยิ้มให้กับกัณ ร้อยยิ้มอันแสนน่ารัก แต่มันไม่หยุด รอยยิ้มเริ่มกลายเป็นแสยะยิ้มและใหญ่ออกไปเรื่อยๆจนถึงรูหู ร่างกายเริ่มปริแตกออกมา น้ำสีดำเริ่มไหลจากตัวและหยัดยืนเป็นแขนขา ที่เก้งก้าง ขาที่ยาวปักลงไปที่พื้นพร้อมแขนที่ยืดออกมา ทำให้ร่างกายนั้นดูสูงใหญ่กว่าเดิม เด็กหญิงอยู่ที่เดิม แต่เหมือนไร้ชีวิต แต่สิ่งที่ตรึงไว้คือตัวสีดำร่างกายเหมือนต้นไม้ที่มีแขนขาเก้งก้างตัวใหญ่ มันเอาแขนทั้งสองทิ่มลงดิน ทันใดนั้นหนามสีดำก็พุ่งออกมาทางวัวตัวนั้น แต่เหมือนเจ้าวัวจะรู้ เลยกระโดดพร้อมกับปาขวานเข้าไปยังเด็กผู้หญิง แต่ทว่าเจ้าต้นไม้สีดำก็ดึงแขนออกจากดินพร้อมกับปัดขวานออกไปโดนต้นไม้ใหญ่ข้างๆ ตู้ม ต้นไม้นั้นแหลกละเอียดทันที มันยืดตัวสูงขึ้น พร้อมกับหมุนตัวอย่างรวดเร็ว เร็วจนมองไม่ทันและเมื่อวันหมุนแขนที่ยาวเหยียด ก็ฟาดฟันต้นไม้ที่อยู่รอบข้างอย่างง่ายดาย ต้นไม่ถูกตัดอย่างไร้รอยตำหนิ และเช่นเดียวกับเจ้าวัว มันถูกตัดหัวอย่างง่ายดายแล้วล้มลงตรงหน้ากัณ เหมือนทุกอย่างจะนิ่งไป เด็กหญิงคนนั้นเดินมาใกล้เขา พร้อมยื่นมือมา “กัณ ตื่นได้แล้ว เดี๋ยวพระท่านจะมาบิณฑบาตแล้ว” กัณรีบลุกจากที่นอน เขาจำไม่ได้ว่าเขาหลับไปตอนไหนแต่ที่เขาจำได้ครั้งสุดท้ายคือกลิ่นหอมจากผู้หญิงแสนสวยคนนั้น แม้กระทั่งตอนนี้เขาก็ยังรู้สึกว่ากลิ่นนั้นยังอยู่ ทุกคนตื่นหมดแล้ว ปกติกัญจะตื่นโดยไม่ต้องมีใครปลุก อากาศตอนเช้าแสนสดใส อีกไม่กี่วันก็ออกพรรษาแล้ว ยายเริ่มเตรียมการห่อข้าวต้ม หมักเหล้า ทำนู่นนี่ดูวุ่นวายไปหมด เช่นเดียวกับหลายๆคนในหมูบ้าน เพราะว่าเป็นพระเพณีของชุมชนไปแล้วว่า ช่วงใกล้ออกพรรษาจะมีวันที่สำคัญติดมาด้วย นั่นคือวันสาร์ท วันที่มีความเชื่อว่า ผู้ที่เสียชีวิตจะกลับขึ้นมายังโลกมนุษย์เพื่อให้ลูกหลานทำบุญไปให้
กัญพาเจ้าน้ำนมเดินออกทุ่งนาหลังจากทานข้าวเสร็จ ชีวิตช่วงปิดเทอมช่างแสนสบาย ไม่ต้องเร่งรีบไปเรียน อยากทำอะไรก็ทำ ได้นอนอยู่ทุ่งนาเขียวขจี หาปูหาปลา อยู่กับเจ้าน้ำนมที่แสนรัก กัญอยู่กับเจ้าน้ำนมมานานตั้งแต่เขาเกิด มันมีตาที่มองเห็นแค่ข้างเดียว ส่วนอีกข้างเป็นสีน้ำนมนุ่นๆ ร่างสูงใหญ่ มีเขาที่ค่อนข้างได้รูปสวยงามจนแทบไม่มีควายตัวใดในหมู่บ้านสู้ได้
เขานอนเล่นใต้ร่มไม้มีเจ้าน้ำนมอยู่ข้างๆ แต่ทว่าเขาไม่อาจละความคิดจากฝันเขาได้เลย เขาฝันเรื่องนี้ซ้ำๆเดิมๆตั้งแต่เขาได้ไปทัศนะศึกษาที่เขาพระวิหารตั้งแต่ก่อนปิดเทอม เขาชื่นชอบมันมาก เศษอิฐเศษดินเก่าๆทำให้เขาหลงใหล ปราสาทที่สูงตระหง่านทำให้เขาฉงนได้เสมอว่า ใครสร้าง สร้างทำไม สร้างอย่างไร รายละเอียดรูปแกะสลักในหินเล่าเรื่องราวต่างๆทั้งความเชื่อ วิถีชีวิต ความเป็นมาเป็นไป กษัตริย์ เทพ ผู้คน แม้เพื่อนๆจะบ่นว่าร้อนและไม่อยากเดินเที่ยวชม แต่ทว่าเขากลับแปลกไป เขาเดินเที่ยวดูทุกซอกทุกมุม รู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่สถานที่แห่งนี้
“ใช่แล้ว”
ทันใดกัญก็อุทานขึ้นมา เขาจำได้ว่ากลิ่นหอมนี้เป็นกลิ่นหอมเดียวกันกับกลิ่นของผู้หญิงแสนสวยเมื่อคืนนี้ กลิ่นของต้นไม้ กันเกรา ที่อยู่หลังปราสาทเขาพระวิหาร เป็นต้นไม้ใหญ่ที่มีดอกร่วงโรยพร่างพรูจนบนพื้นมีแต่ดอกไม้ รวมทั้งส่งกลิ่นหอมอ่อนๆจนทำให้กัญต้องยืนอยู่นานจนโดนครูเอ็ดเอา
ลองเขียนครั้งแรก ยังไงช่วยติชมได้นะครับ ฝากตัวในห้องนี้ด้วยนะครับ แล้วจะเอามาลงต่อ กำลังคิดพล้อตเรื่องต่อ
In The Lost world :Khanha
แสงแดดสาดแสงลอดใบไม้ลงสู่พื้นหญ้า ลมพัดเย็นในตอนบ่ายแก่ๆของวัน เด็กชายตัวเล็ก นอนฮัมเพลงอย่างสบายอกสบายใจใต้ต้นไม้ใหญ่ โอ๊ย เสียงเด็กร้องดังลั่น เขารีบลุกขึ้นพร้อมกับดูมือที่แดงก่ำ แมงป่องตัวเล็กที่อยู่ใต้ใบไม้ป้องกันตัวเองจากการรุกรานพื้นที่ของแขกที่ไม่ได้รับเชิญ ด้วยการฝังเหล็กนัยเล็กๆไปที่แขนเด็กน้อย “พ่อเฒ่าๆ ผมโดนแมงป่องต่อย” เสียงที่คลอด้วยน้ำตาที่เอ่อล้น บอกกับตาเฒ่า ที่กำลังง่วนอยู่กับการหาบางอย่างที่จอมปลวกข้างๆต้นไม้ใหญ่ ตาเฒ่าเดินมาดูพร้อมกับสอบถามว่าแมงป่องสีอะไร “น้ำตาลออกขาวๆครับ น่าจะใช่ พอดีผมเห็นไม่ชัด ตอนนี้หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้” เด็กน้อยตอบตาเฒ่าไปตามสิ่งที่ตนเห็น เพราะรู้ๆกันดีว่าแมงป่องสีขาวน้ำตาลจะค่อนข้างมีพิษและเจ็บปวดกว่าแมงป่องสีดำเป็นไหนๆ ตาเฒ่ารีบวิ่งไปเด็ดใบไม้ที่อยู่ข้างๆยัดเข้าปากพร้อมงึมงำสองสามคำ แล้วก็พ่นลงไปที่แขนของเด็กน้อย “ เดี๋ยวก็หายแล้วนะ” ตาเฒ่ายิ้มพร้อมกับเดินไปหาบางอย่างที่จอมปลวกอีกเช่นเคย ทิ้งให้เด็กน้อยงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น มือแดงๆค่อยๆหายเจ็บ แต่ยังคงไว้ซึ่งรอยปูดแดง “เปรี้ยง !” สายฟ้าที่แปลกประหลาดได้ผ่าลงข้างหน้าเขาพร้อมแสงแปลบปลาบที่ส่องแสงทำให้ต้องปิดตาชั่วขณะ ความร้อนที่เป็นอยู่ถูกลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วส่งผลให้ก่อเกิดเป็นความเย็นที่ผ่านร่างกายทำให้ขนลุกไปทั่ว เด็กน้อยลืมตาขึ้นมาพร้อมกับกลุ่มควันกลุ่มเล็กตรงหน้าที่เขามองเห็น พร้อมกับสิ่งที่เขาตกใจคือวัวตัวใหญ่ที่ยืนสองขา สายตาที่แดงก่ำแทบเป็นสีเลือดพร้อมกับลมหายใจที่มีควันพวยพุ่งออกมา สายลมที่เลยพัดผ่านกลับหยุดนิ่ง ชาวนาสองสามคนอยู่ไกลๆจ้องมองสถานที่เกิดเสียงด้วยความงุนงงบวกสีหน้าที่ตื่นตระหนก เสียงที่ดังกังวานพลอยทำให้หูอื้อไปชั่วขณะ “เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน” “ เฮ้ย กัณหา เป็นไรหรือเปล่าหลาน” ตาเฒ่าเอามือสะกิดหลานด้วยความเป็นห่วง อ๋อ ไม่เป็นไรครับหูอื้อเฉยๆแต่สายตายังจ้องไปทีจุดเกิดเสียง “พ่อเฒ่าหละครับ” “อ้อ ไม่เป็นไร เรากลับกันเถอะ” เด็กน้อยกระโดดขึ้นทางข้างของเจ้าน้ำนม ที่กำลังกินหญ้าอยู่ พร้อมกับตวัดเชือกเพื่อให้เจ้าน้ำนมเคลื่อนที่ แต่ภายในใจก็เกิดข้อสงสัยหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องฟ้าผ่าเมื่อสักครู่นี้ ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะทุกครั้งเวลาถามตาเฒ่าจะได้คำตอบที่ดีเสมอ แต่วันนี้ พอมองไปที่หน้าตาเฒ่าเหมือนกับลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ส่วนเจ้าน้ำนมก็ดูเหมือนรู้ใจเจ้าของดี เพราะปกติเกินไปกินใบไม้ใบหญ้าไป แต่ตอนนี้ เดินไปอย่างเดียว ไม่สนใจอะไรเลย
อากาศร่มรื่น ระหว่างทางเสียงนกน้อยร้องเพราะเริ่มเย็นลงแล้ว ดวงอาทิตย์ตกเร็วขึ้นเพราะว่าโดนภูเขาไกลๆบังแสงจนหมด ได้ยินเสียงน้ำไหลไกลๆ แสดงว่าใกล้จะถึงหมู่บ้านแล้ว ชาวบ้านเริ่มทยอยกลับบ้านเสียงลูกเด็กเล็กแดงร้องไห้ คนไล่ต้อนวัวควายเข้าคอก เสียงพระตีระฆังดังกังวานไปไกลทั้งเขา บ่งบอกถึงกาละที่กำลังเป็นอยู่ขนาดนี้ นั่นคือวันเข้าพรรษา รวมทั้งแสดงเวลาว่าได้เวลากลับบ้านกลับช่องของชาวไร่ชาวนา เพื่อกลับมาหุงหาอาหารพักผ่อนกับงานที่มีมาทั้งวัน กัณหาอยู่กับตาเฒ่าในบ้านไม้ทรงสวยงามเขาอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิดกับชาวบ้านรู้จักบ้านนี้ดีเพราะเวลาที่เกิดเจ็บไข้ได้ป่วยหรือว่ามีใครเป็นอะไรก็จะวิ่งมาหาตาเฒ่าก่อนเสมอเหมือนหมอประจำชุมชน เพียงแค่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพและไม่มีตัวยาเหมือนหมอตะวันตก เพราะยาของตาเฒ่าคือใบไม้ใบหญ้าหรือว่าสัตว์แปลกๆ ไม่ก็น้ำลายของตาเฒ่าที่พ่นออกมา ตาเฒ่าเป็นชายร่างแก่แต่ไม่เคยบ่นเรื่องการปวดเมื่อย หรือมีอาการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆเหมือนคนแก่คนอื่นๆในหมู่บ้าน แกใจดีและเป็นที่รักของคนในหมู่บ้านเสมอ แกชอบเล่าเรื่องเก่าๆ โดยเฉพาะเวลาผิงไฟในช่วงหน้าหนาว
พอมาถึงบ้านตาเฒ่าก็ล้วงเข้าไปในย่ามพร้อมทั้งเอาผงบางอย่างโรยตรงทางเข้า แกจะทำอย่างนี้เสมอ ไม่รู้ว่าทำไม อาจเป็นเพราะว่าเราเห็นตั้งแต่เด็กจนชินแล้วกระมังเลยไม่เคยได้ถามออกไป ยายกำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว กลิ่นทอดปลาหอมคลุ้งไปทั่ว เราทานข้าวกันเสร็จตาก็ขึ้นไปไหว้พระสวดมนต์ซึ่งตาทำเป็นกิจวัติอยู่แล้ว ก็เลยสบโอกาสเล่าเรื่องเมื่อตอนบ่ายๆให้ยายฟังว่าเกิดฟ้าผ่ากลางวันแสกๆข้างหลัง แต่ไม่มีใครเป็นอะไร แล้ว กัณหาก็เล่าว่าก่อนเกิดฟ้าผ่าอยู่ดีๆตัวก็เย็นขนลุกซู่เลยยาย พอพูดคำว่าขนลุกเสร็จทันใดนั้น ก็เกิดกลิ่นหอมอย่างประหลาดเกิดขึ้น กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่สูดดมแล้วรู้สึกสบายสุดๆ รู้สึกตัวลอยเหมือนอยู่ในสวรรค์ ยายกับกัณหาต่างก็ได้กลิ่นเช่นกัน ทั้งสองจึงเริ่มมองหน้ากันรวมทั้งตามหาแหล่งที่มาของกลิ่นซึ่งรู้สึกว่าอยู่ใกล้ๆนี่เอง ทันในนั้นก็เห็นหญิงผมยาวยืนอยู่หน้าบ้านหน้าตาสวยงามยิ้มมาให้ข้างหลังเป็นช้างสีขาวเผือกตัวใหญ่ ตาเฒ่าอยู่ตรงนั้นแล้วเอาไม้ขีดร่องที่ตัวเองโรยบางอย่างไว้ แล้วนางก็เดินเข้ามา ส่วนช้างเผือกยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู ทั้งสองคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ๆ กัณและยายไม่กล้าลงไปสอบถามเพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องจริงจัง รวมทั้งกลิ่นหอมนั้นเหมือนมีมนต์ที่ทำให้สองคนได้แค่เพียงยืนดูเฉยๆ ไม่เพียงเท่านี้รู้สึกว่าเหมือนคนทั้งหมู่บ้านก็เงียบเสียงไปเหมือนกัน เหมือนทุกคนหลับท่ามกลางราตรีที่แสนสงัดและยาวนาน
กัณเดินเข้าไปลึกในป่า เขารู้สึกว่ากำลังมีอะไรจ้องมองเขา ทันใดนั้นเขาก็เห็นว่าเป็นนกตัวใหญ่ สีดำเข้ม มันจ้องมองเขาอย่างไม่ละสายตา ทันใดนั้นก็บินหนีไปเกาะที่กิ่งไม้รูปร่างประหลาดสีดำสูงใหญ่และไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆอยู่ใกล้ แม้กระทั่งต้นหญ้า เหมือนมันจะคอยดูดแสงและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ กัณเดินเข้าไปใกล้ๆ พร้อมกับยกหน้าไม้ที่ตาเคยทำให้ เขาเริ่มอึดอัดเหมือนอากาศจะไม่มี จริงอย่างที่เขาคิดคือ ต้นไม้นี้มันดูดทุกอย่างที่เข้าใกล้ รวมทั้งเขาด้วย เขาพยายามจะออกมาให้ทันจากแรงดึงดูดของมัน แต่เขาไม่สามารถสู้แรงได้เลย น้ำตาเขาไหลพรากเพราะแรงลมที่พัด เข่าเริ่มทรุดเพราะหมดแรงต้านทาน เขาค่อยๆเข้าใกล้มันแล้วและในขณะที่เริ่มปล่อยตัวให้ไปตามแรงดึงดูดนั้น ก็มีวัวตัวใหญ่ ตอนนี้เขามองเห็นชัด มันกระชากเขาออกมา พร้อมกับฟาดขวานออกไปยังต้นไม้ต้นนั้น เขาจำมันได้ นั่นคือวัวที่เขาเห็นตอนกลางวัน ปั้ง! เสียงดังสนั่นก้องไปทั่วป่า ทันใดนั้น อีกาหลายร้อยตัวก็บินออกมาจากต้นไม้นั้น เผยให้เห็นเด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวกับกัญ เด็กคนนั้นหันมาหน้าตาสะสวยและอ่อนหวาน เด็กหญิงยิ้มให้กับกัณ ร้อยยิ้มอันแสนน่ารัก แต่มันไม่หยุด รอยยิ้มเริ่มกลายเป็นแสยะยิ้มและใหญ่ออกไปเรื่อยๆจนถึงรูหู ร่างกายเริ่มปริแตกออกมา น้ำสีดำเริ่มไหลจากตัวและหยัดยืนเป็นแขนขา ที่เก้งก้าง ขาที่ยาวปักลงไปที่พื้นพร้อมแขนที่ยืดออกมา ทำให้ร่างกายนั้นดูสูงใหญ่กว่าเดิม เด็กหญิงอยู่ที่เดิม แต่เหมือนไร้ชีวิต แต่สิ่งที่ตรึงไว้คือตัวสีดำร่างกายเหมือนต้นไม้ที่มีแขนขาเก้งก้างตัวใหญ่ มันเอาแขนทั้งสองทิ่มลงดิน ทันใดนั้นหนามสีดำก็พุ่งออกมาทางวัวตัวนั้น แต่เหมือนเจ้าวัวจะรู้ เลยกระโดดพร้อมกับปาขวานเข้าไปยังเด็กผู้หญิง แต่ทว่าเจ้าต้นไม้สีดำก็ดึงแขนออกจากดินพร้อมกับปัดขวานออกไปโดนต้นไม้ใหญ่ข้างๆ ตู้ม ต้นไม้นั้นแหลกละเอียดทันที มันยืดตัวสูงขึ้น พร้อมกับหมุนตัวอย่างรวดเร็ว เร็วจนมองไม่ทันและเมื่อวันหมุนแขนที่ยาวเหยียด ก็ฟาดฟันต้นไม้ที่อยู่รอบข้างอย่างง่ายดาย ต้นไม่ถูกตัดอย่างไร้รอยตำหนิ และเช่นเดียวกับเจ้าวัว มันถูกตัดหัวอย่างง่ายดายแล้วล้มลงตรงหน้ากัณ เหมือนทุกอย่างจะนิ่งไป เด็กหญิงคนนั้นเดินมาใกล้เขา พร้อมยื่นมือมา “กัณ ตื่นได้แล้ว เดี๋ยวพระท่านจะมาบิณฑบาตแล้ว” กัณรีบลุกจากที่นอน เขาจำไม่ได้ว่าเขาหลับไปตอนไหนแต่ที่เขาจำได้ครั้งสุดท้ายคือกลิ่นหอมจากผู้หญิงแสนสวยคนนั้น แม้กระทั่งตอนนี้เขาก็ยังรู้สึกว่ากลิ่นนั้นยังอยู่ ทุกคนตื่นหมดแล้ว ปกติกัญจะตื่นโดยไม่ต้องมีใครปลุก อากาศตอนเช้าแสนสดใส อีกไม่กี่วันก็ออกพรรษาแล้ว ยายเริ่มเตรียมการห่อข้าวต้ม หมักเหล้า ทำนู่นนี่ดูวุ่นวายไปหมด เช่นเดียวกับหลายๆคนในหมูบ้าน เพราะว่าเป็นพระเพณีของชุมชนไปแล้วว่า ช่วงใกล้ออกพรรษาจะมีวันที่สำคัญติดมาด้วย นั่นคือวันสาร์ท วันที่มีความเชื่อว่า ผู้ที่เสียชีวิตจะกลับขึ้นมายังโลกมนุษย์เพื่อให้ลูกหลานทำบุญไปให้
กัญพาเจ้าน้ำนมเดินออกทุ่งนาหลังจากทานข้าวเสร็จ ชีวิตช่วงปิดเทอมช่างแสนสบาย ไม่ต้องเร่งรีบไปเรียน อยากทำอะไรก็ทำ ได้นอนอยู่ทุ่งนาเขียวขจี หาปูหาปลา อยู่กับเจ้าน้ำนมที่แสนรัก กัญอยู่กับเจ้าน้ำนมมานานตั้งแต่เขาเกิด มันมีตาที่มองเห็นแค่ข้างเดียว ส่วนอีกข้างเป็นสีน้ำนมนุ่นๆ ร่างสูงใหญ่ มีเขาที่ค่อนข้างได้รูปสวยงามจนแทบไม่มีควายตัวใดในหมู่บ้านสู้ได้
เขานอนเล่นใต้ร่มไม้มีเจ้าน้ำนมอยู่ข้างๆ แต่ทว่าเขาไม่อาจละความคิดจากฝันเขาได้เลย เขาฝันเรื่องนี้ซ้ำๆเดิมๆตั้งแต่เขาได้ไปทัศนะศึกษาที่เขาพระวิหารตั้งแต่ก่อนปิดเทอม เขาชื่นชอบมันมาก เศษอิฐเศษดินเก่าๆทำให้เขาหลงใหล ปราสาทที่สูงตระหง่านทำให้เขาฉงนได้เสมอว่า ใครสร้าง สร้างทำไม สร้างอย่างไร รายละเอียดรูปแกะสลักในหินเล่าเรื่องราวต่างๆทั้งความเชื่อ วิถีชีวิต ความเป็นมาเป็นไป กษัตริย์ เทพ ผู้คน แม้เพื่อนๆจะบ่นว่าร้อนและไม่อยากเดินเที่ยวชม แต่ทว่าเขากลับแปลกไป เขาเดินเที่ยวดูทุกซอกทุกมุม รู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่สถานที่แห่งนี้
“ใช่แล้ว”
ทันใดกัญก็อุทานขึ้นมา เขาจำได้ว่ากลิ่นหอมนี้เป็นกลิ่นหอมเดียวกันกับกลิ่นของผู้หญิงแสนสวยเมื่อคืนนี้ กลิ่นของต้นไม้ กันเกรา ที่อยู่หลังปราสาทเขาพระวิหาร เป็นต้นไม้ใหญ่ที่มีดอกร่วงโรยพร่างพรูจนบนพื้นมีแต่ดอกไม้ รวมทั้งส่งกลิ่นหอมอ่อนๆจนทำให้กัญต้องยืนอยู่นานจนโดนครูเอ็ดเอา
ลองเขียนครั้งแรก ยังไงช่วยติชมได้นะครับ ฝากตัวในห้องนี้ด้วยนะครับ แล้วจะเอามาลงต่อ กำลังคิดพล้อตเรื่องต่อ