เมื่อทีมชาติไทย ไร้ซึ่งความหวังและอนาคต

กระทู้สนทนา
เครดิตจากบทความใน sports.th.msn.com นะครับ
เห็นด้วยหรือไม่อย่างไรครับ ผมขออนุญาตก้อปปี้มาเลยนะครับ


เมื่อทีมชาติไทยไร้ซึ่งความหวังและอนาคต


ครั้งหนึ่ง พิธีกรคนดังเคยถาม "โค้ชเฮง" วิทยา เลาหกุลว่า ไทยจะไปฟุตบอลโลกได้อย่างไร
โค้ชเฮงนั่งนิ่งประมาณชั่ววินาที แล้วตอบกลับมาว่า "ไปนอน"

สิ่งที่โค้ชเฮงพูดอาจทำให้หลายคนงง แต่ถ้าเอาจริงๆ ความหมายก็ตรงไปตรงมาอยู่แล้ว
คือโอกาสไปฟุตบอลโลกของไทย ณ เวลานี้เป็นได้แค่ความฝันเท่านั้น
มันไม่มีทางเป็นไปได้ ให้หลับแล้วจินตนาการยังง่ายเสียกว่า

สำหรับคนที่ติดตามฟุตบอลไทย เมื่อไหร่ก็ตามที่ได้ยิน วาทกรรมว่า "ไทยจะไปฟุตบอลโลก"
เราจะมีแต่เสียงหัวเราะ เพราะรู้ว่าเท่าที่เห็น และเป็นอยู่ มันไม่มีวันไปถึงตรงนั้นอยู่แล้ว
คุณจะไปเวิลด์คัพได้อย่างไรเมื่อระดับแชมป์ในภูมิภาคยังไม่สามารถทำได้
คุณจะไปฟุตบอลโลกได้อย่างไร เมื่อการแข่งระดับเอเชีย ยังไปไม่ถึงรอบสุดท้าย

ถึงจะมีฟุตบอลลีกในประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น แต่กับทีมชาติเราตกต่ำลงอย่างแท้จริง
เราไม่ต้องหลอกตัวเอง ฟุตบอลทีมชาติไทยของเราห่วยแบบไม่มีอะไรจะเปรียบ
ไม่มีความหวัง ไม่มีความฝัน ไม่มีใจสู้อยู่ในทีมชุดนี้ ไม่มีอะไรทั้งนั้น

ย้อนกลับไปในเดือนมีนาคม รายการเอเชียนคัพรอบคัดเลือก เราแพ้เลบานอน ที่เบรุต 5 ประตูต่อ 2
แพ้ยับแบบเละเทะ ชนิดสู้กันไม่ได้ แต่หารู้ไม่ ย้อนกลับไปเมื่อ 12 ปีก่อน ในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก
เราบุกไปโค่นเลบานอนได้มาแบบสบายๆ 2-1 ในรูปเกมที่น่ายิ่งขาดมากกว่านั้นด้วย

หรือกับอิหร่านที่เราเพิ่งจะแพ้ไปยับแบบคนละตีน 0-3 ถ้าย้อนไปในเวิลด์คัพ 2002 รอบคัดเลือก
ที่สนามราชมังคลากีฬาสถานแห่งเดียวกันนี้ เราเสมอกับทีมอย่างอิหร่าน 0-0 เสมอชนิดที่น่าชนะด้วยซ้ำ

ยังไม่นับฟุตบอลระดับซีเกมส์ หรือ เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ ที่เมื่อก่อนเราผูกขาดแชมป์
แต่ตอนนี้ เราก็แค่ทีมที่มีลุ้นเท่านั้น แต่ถ้าพูดเรื่องลุ้นแชมป์แบบง่ายๆ มันไม่มีแบบนั้นอีกแล้ว

คำถามที่สำคัญก็คือ มันเกิดอะไรขึ้นกับเรากันแน่
เราไม่พัฒนา เราหยุดการพัฒนา เราพัฒนาลง
หรือชาติอื่นๆเขาเดินหน้าพัฒนาอย่างไม่หยุดกันแน่

หลายคนก็ยังคงไม่เข้าใจ เพราะฟุตบอลลีกในประเทศไทยถือว่ามีความแข็งแกร่งมาก
ทั้งในแง่ของคุณภาพในสนาม และปริมาณผู้ชมนอกสนาม
อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ทำไมผลงานในทีมชาติถึงสวนทางกัน

ในรายการเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีกซีซั่นที่ผ่านมา ไทยได้โควตาถึงสองทีม
คือเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด และบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
มากที่สุดในบรรดาชาติอาเซียนด้วยกัน และ มากเทียบเท่ากับชาติใหญ่ๆ
อย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ,ออสเตรเลีย หรือ อุซเบกิสถาน

คนดูในไทยพรีเมียร์ลีก นับวันจะมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้น ในระดับลีกวัน หรือ ลีกภูมิภาค
เราก็เห็นภาพครอบครัวจูงลูกหลานมาชมเกมท้องถิ่นของตัวเอง

ดังนั้น ทฤษฎีที่บอกว่า ถ้าฟุตบอลลีกในประเทศแข็งแกร่ง แล้วทีมชาติจะมีความแข็งแกร่งตามไปด้วย
บางทีอาจจะไม่เป็นจริงเสมอไป อย่างน้อยก็ไม่ใช่กับฟุตบอลไทยแน่ๆ

แล้วจากนี้ไป เราจะหวังอะไรกับฟุตบอลไทยดี คือควรจะเริ่มจากตรงไหน

ในปีนี้ จะมีซีเกมส์ ที่เนปิดอว์ ก่อนที่ปีหน้าจะมีเอเชียนเกมส์ และ เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ
ในเบื้องต้นเราต้องทำผลงานให้ดีในระดับภูมิภาคก่อน ส่วนระดับใหญ่กว่านั้น อย่าเพิ่งหวัง
คือเราต้องยอมรับว่าประเทศไทยไม่ใช่ญี่ปุ่น หรือเยอรมัน ที่มีแผนพัฒนากันเป็นสิบปี
เราไม่มีความอดทนมากพอที่จะรอคอยหรอก

ผู้เขียนเอง ไปชมทุกเกมที่ทีมชาติไทยลงแข่งขันเท่าที่จะมีปัญญาหาบัตรเข้าชมได้
เคยต่อแถวตั้งแต่ตีสี่หน้าการกีฬาแห่งประเทศไทย เพื่อซื้อบัตรเอเชียนเกมส์นัดที่เอาชนะเกาหลีใต้
ไล่ดูมาเรื่อยๆมาจนถึงเกมชนะโอมาน 3-0 รวมถึงเกมล่าสุดที่แพ้อิหร่าน 0-3

สุขใจเพราะทีมชาติก็มาก เสียใจเพราะทีมชาติก็ไม่น้อย แต่สิ่งที่ไม่เคยหมดไป ก็คือความหวัง
หวังว่าสักครั้งทีมชาติของไทยจะกลับมายิ่งใหญ่ จะสามารถสู้กับบรรดาท็อปทีมในเอเชียได้อย่างสูสี

แต่กับตอนนี้ สำหรับผมทุกอย่างมันมืดมดเหลือเกิน อาจเพราะตื่นขึ้นมาพบกับความจริง
ว่าทีมชาติไทยตอนนี้เราไร้ความหวังมากที่สุด เราไม่รู้จะไปต่อยังไง
ไม่รู้จะเดินไปทางไหน ไม่มีอนาคต

นักเตะเองก็ไร้ใจ โค้ชเองก็ไร้แท็กติกส์แก้เกมที่ดี นอกสนามแฟนบอลก็ไร้ศรัทธากับทีมชาติไปหมดสิ้นแล้ว

อย่ามาหลอกตัวเองว่าทีมชาติไทยมีอนาคตรออยู่ เพราะมันไม่มี ไม่มีอะไรทั้งนั้น ทั้งความหวัง อนาคต ความฝัน

ความจริงคือมันไม่มีอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว

---------------------------------------------------------


ผู้เขียน : วิศรุต สินพงศพร
Facebook : Visarut Sin
Twitter : Visarut_sin

-------------------------------------------------------------
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่