ม.190 "เก่า-ใหม่" สำคัญอย่างไร กับปมพระวิหาร รัฐไม่ต้องเสนอกรอบเจรจา เนื้อหากำกวม-ส่วนร่วมไม่ต้องมี
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 190 ซึ่งแก้ไขในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และยังใช้บังคับอยู่ในขณะนี้ แต่กำลังจะถูกยกเลิกไปโดยร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับใหม่ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาแทนการต่อต้านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรมฯ ฉบับสุดซอย
เพราะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้หากมีผลบังคับใช้ จะส่งผลโดยตรงต่อการเจรจากับกัมพูชาในประเด็น "บริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหาร" ตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2556 ขึ้นมาทันที ในขณะที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยในประเทศนี้กำลังคับข้องใจว่า ประเทศไทยกำลังต้อง "เสียดินแดนเพิ่ม" ตามผลแห่งคำพิพากษาใช่หรือไม่
แต่ผู้แทนภาครัฐนำโดย ทูตวีรชัย พลาศรัย หัวหน้าทีมกฎหมายในการต่อสู้คดี ตลอดจนคนในรัฐบาล ประสานเสียงตรงกัน โดยปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่อง "เสียดินแดน" อ้างว่าเป็นเรื่องที่ต้องไปเจรจากันต่อ และยกเฉพาะข้อได้เปรียบของฝ่ายไทยจากคำพิพากษามาประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ฟังรายวัน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา วาระอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 เมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา หลังทราบคำพิพากษาศาลโลกได้ 2 วัน เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแสดงความชัดเจนว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 190 ที่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาไปแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนใด หากยังไม่ได้ทูลเกล้าฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ก็ขอให้ยับยั้งการทูลเกล้าฯเอาไว้ก่อน แต่หากทูลเกล้าฯไปแล้ว ก็ให้หาช่องทางขอพระราชทานร่างกลับคืนมา
นายอภิสิทธิ์ให้เหตุผลประกอบว่า หากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 190 ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ รัฐบาลไม่ต้องเสนอกรอบการเจรจาเรื่องปราสาทพระวิหารกับกัมพูชาต่อรัฐสภา เมื่อเจรจากลับมาได้ผลอย่างไรก็ไม่ต้องรายงานให้รัฐสภาทราบ ทั้งยังตัดกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชนหมดทุกขั้นตอนด้วย
ผู้นำฝ่ายค้านเตือนว่า หากการดำเนินการขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของการเจรจาไม่มีความโปร่งใส หรือสงสัยว่าจะไม่โปร่งใส หอกดาบทั้งหลายจะพุ่งย้อนกลับไปที่รัฐบาล
เหตุใดร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 190 จึงมีความสำคัญขนาดนั้น นับเป็นประเด็นที่น่าสนใจ...
เทียบมาตรา 190 "เก่า-ใหม่"
ปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักกฎหมายชื่อดัง ได้นำรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่และร่างแก้ไขฉบับใหม่มาเปรียบเทียบให้เห็นกันจะๆ ดังนี้
1.ฉบับที่กำลังจะถูกยกเลิกไป (ยังใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน) เฉพาะวรรค 2 บัญญัติไว้ว่า
"หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว...
ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย
เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน หรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม
ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดประเภท กรอบเจรจา ขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการแก้ไขเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว โดยคำนึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป"
2.ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับใหม่) ที่รัฐสภาลงได้มติในวาระที่สามเห็นชอบไปแล้ว และอยู่ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ได้แก้ไขเนื้อหาใหม่แตกต่างจากเดิมอย่างมาก ดังนี้
"มาตรา 190 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่น กับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ
หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง หรือต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา .....
ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญาและการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญา โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป
ในกรณีที่มีปัญหาว่าหนังสือสัญญาใดเป็นหนังสือสัญญาที่จะต้องเสนอรัฐสภาให้ความเห็นชอบตามวรรคสอง ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยให้นำบทบัญญัติตามมาตรา 154 (1) และ (2) มาใช้บังคับกับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม ทั้งนี้ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่รับเรื่อง"
ตัด4ประเด็นสำคัญ-กำกวม
จะเห็นได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ตามมาตรา 190 ฉบับใหม่ ได้ยกเลิกบทบัญญัติที่เป็นสาระสำคัญตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิม และมีคำกำกวมที่จะเป็นปัญหาตีความหลายส่วน ได้แก่
1.ได้มีการเติมคำว่า "ชัดแจ้ง" ในหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่คำว่า "โดยชัดแจ้ง" ตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิมทุกฉบับไม่มีคำนี้ ฉะนั้นถ้าวินิจฉัยตีความว่า "ไม่ชัดแจ้ง" ก็ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามวรรคนี้ที่จะต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ
2.ได้ยกเลิกและตัดคำว่า "หนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ" ออกไป
3.ไม่ให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนที่จะไปทำสัญญา
4.คณะรัฐมนตรีไม่ต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบก่อนไปดำเนินการ
5.ในกรณีก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน หรือผู้ประกอบการ คณะรัฐมนตรีไม่ผูกพันที่จะต้องแก้ไขหรือเยียวยาแต่ประการใด ตราบใดที่ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการนี้
วัดใจนายกฯหญิง
ปรีชา สรุปว่า จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ถ้ารัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้มีผลใช้บังคับ คณะรัฐมนตรีของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่มีอะไรผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามข้อ 2-5 เลยอย่างสิ้นเชิง ส่วนข้อ 1 ก็กำกวม ขึ้นอยู่กับการตีความ
เมื่อพิจารณาถึงกรอบในการเจรจาก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี ไทย-กัมพูชา (เจซี) ในคดีประสาทพระวิหาร หากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้มีผลบังคับใช้ รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เมื่อไปเจรจามาเรียบร้อย ก็อาจไม่ต้องเสนอรัฐสภารับรอง (หากตีความว่าไม่ได้มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย ฯลฯ อย่างชัดแจ้ง)
เว้นแต่นายกรัฐมนตรีจะดำเนินการโดย "วิถีสันติ" ตามที่เรียกร้องกันอยู่ในขณะนี้ ไม่ให้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้มีผลใช้บังคับ และประกาศให้ประชาชนทราบโดยเร็วที่สุด เพื่อที่ว่ากรอบการเจรจาซึ่งจะต้องมีการเสนอต่อรัฐสภาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญจะไม่ถูกยกเลิกไป
แต่หากนายกฯยิ่งลักษณ์เพิกเฉย ก็น่าคิดว่าการขอไม่ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเสียดินแดน โดยอ้างว่าเป็นเรื่องอ่อนไหวนั้น เป็นการ "เจือสม" กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ไม่ต้องการให้ประชาชนมีโอกาสรับรู้ข้อมูลรายละเอียดใดๆ โดยผ่านกระบวนการรัฐสภาหรือไม่...
งานนี้ห้ามกระพริบตา!
ที่มา:
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20131117/543721/ม.190-สำคัญอย่างไร-กับปมพระวิหาร.html
ปล.ติดตามกันต่อไปครับ...เอิ๊ก ๆ ๆ
ม.190 สำคัญอย่างไร กับปมพระวิหาร
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 190 ซึ่งแก้ไขในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และยังใช้บังคับอยู่ในขณะนี้ แต่กำลังจะถูกยกเลิกไปโดยร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับใหม่ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาแทนการต่อต้านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรมฯ ฉบับสุดซอย
เพราะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้หากมีผลบังคับใช้ จะส่งผลโดยตรงต่อการเจรจากับกัมพูชาในประเด็น "บริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหาร" ตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2556 ขึ้นมาทันที ในขณะที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยในประเทศนี้กำลังคับข้องใจว่า ประเทศไทยกำลังต้อง "เสียดินแดนเพิ่ม" ตามผลแห่งคำพิพากษาใช่หรือไม่
แต่ผู้แทนภาครัฐนำโดย ทูตวีรชัย พลาศรัย หัวหน้าทีมกฎหมายในการต่อสู้คดี ตลอดจนคนในรัฐบาล ประสานเสียงตรงกัน โดยปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่อง "เสียดินแดน" อ้างว่าเป็นเรื่องที่ต้องไปเจรจากันต่อ และยกเฉพาะข้อได้เปรียบของฝ่ายไทยจากคำพิพากษามาประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ฟังรายวัน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา วาระอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 เมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา หลังทราบคำพิพากษาศาลโลกได้ 2 วัน เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแสดงความชัดเจนว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 190 ที่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาไปแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนใด หากยังไม่ได้ทูลเกล้าฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ก็ขอให้ยับยั้งการทูลเกล้าฯเอาไว้ก่อน แต่หากทูลเกล้าฯไปแล้ว ก็ให้หาช่องทางขอพระราชทานร่างกลับคืนมา
นายอภิสิทธิ์ให้เหตุผลประกอบว่า หากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 190 ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ รัฐบาลไม่ต้องเสนอกรอบการเจรจาเรื่องปราสาทพระวิหารกับกัมพูชาต่อรัฐสภา เมื่อเจรจากลับมาได้ผลอย่างไรก็ไม่ต้องรายงานให้รัฐสภาทราบ ทั้งยังตัดกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชนหมดทุกขั้นตอนด้วย
ผู้นำฝ่ายค้านเตือนว่า หากการดำเนินการขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของการเจรจาไม่มีความโปร่งใส หรือสงสัยว่าจะไม่โปร่งใส หอกดาบทั้งหลายจะพุ่งย้อนกลับไปที่รัฐบาล
เหตุใดร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 190 จึงมีความสำคัญขนาดนั้น นับเป็นประเด็นที่น่าสนใจ...
เทียบมาตรา 190 "เก่า-ใหม่"
ปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักกฎหมายชื่อดัง ได้นำรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่และร่างแก้ไขฉบับใหม่มาเปรียบเทียบให้เห็นกันจะๆ ดังนี้
1.ฉบับที่กำลังจะถูกยกเลิกไป (ยังใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน) เฉพาะวรรค 2 บัญญัติไว้ว่า
"หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว...
ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย
เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน หรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม
ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดประเภท กรอบเจรจา ขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการแก้ไขเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว โดยคำนึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป"
2.ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับใหม่) ที่รัฐสภาลงได้มติในวาระที่สามเห็นชอบไปแล้ว และอยู่ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ได้แก้ไขเนื้อหาใหม่แตกต่างจากเดิมอย่างมาก ดังนี้
"มาตรา 190 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่น กับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ
หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง หรือต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา .....
ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญาและการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญา โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป
ในกรณีที่มีปัญหาว่าหนังสือสัญญาใดเป็นหนังสือสัญญาที่จะต้องเสนอรัฐสภาให้ความเห็นชอบตามวรรคสอง ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยให้นำบทบัญญัติตามมาตรา 154 (1) และ (2) มาใช้บังคับกับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม ทั้งนี้ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่รับเรื่อง"
ตัด4ประเด็นสำคัญ-กำกวม
จะเห็นได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ตามมาตรา 190 ฉบับใหม่ ได้ยกเลิกบทบัญญัติที่เป็นสาระสำคัญตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิม และมีคำกำกวมที่จะเป็นปัญหาตีความหลายส่วน ได้แก่
1.ได้มีการเติมคำว่า "ชัดแจ้ง" ในหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่คำว่า "โดยชัดแจ้ง" ตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิมทุกฉบับไม่มีคำนี้ ฉะนั้นถ้าวินิจฉัยตีความว่า "ไม่ชัดแจ้ง" ก็ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามวรรคนี้ที่จะต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ
2.ได้ยกเลิกและตัดคำว่า "หนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ" ออกไป
3.ไม่ให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนที่จะไปทำสัญญา
4.คณะรัฐมนตรีไม่ต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบก่อนไปดำเนินการ
5.ในกรณีก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน หรือผู้ประกอบการ คณะรัฐมนตรีไม่ผูกพันที่จะต้องแก้ไขหรือเยียวยาแต่ประการใด ตราบใดที่ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการนี้
วัดใจนายกฯหญิง
ปรีชา สรุปว่า จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ถ้ารัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้มีผลใช้บังคับ คณะรัฐมนตรีของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่มีอะไรผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามข้อ 2-5 เลยอย่างสิ้นเชิง ส่วนข้อ 1 ก็กำกวม ขึ้นอยู่กับการตีความ
เมื่อพิจารณาถึงกรอบในการเจรจาก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี ไทย-กัมพูชา (เจซี) ในคดีประสาทพระวิหาร หากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้มีผลบังคับใช้ รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เมื่อไปเจรจามาเรียบร้อย ก็อาจไม่ต้องเสนอรัฐสภารับรอง (หากตีความว่าไม่ได้มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย ฯลฯ อย่างชัดแจ้ง)
เว้นแต่นายกรัฐมนตรีจะดำเนินการโดย "วิถีสันติ" ตามที่เรียกร้องกันอยู่ในขณะนี้ ไม่ให้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้มีผลใช้บังคับ และประกาศให้ประชาชนทราบโดยเร็วที่สุด เพื่อที่ว่ากรอบการเจรจาซึ่งจะต้องมีการเสนอต่อรัฐสภาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญจะไม่ถูกยกเลิกไป
แต่หากนายกฯยิ่งลักษณ์เพิกเฉย ก็น่าคิดว่าการขอไม่ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเสียดินแดน โดยอ้างว่าเป็นเรื่องอ่อนไหวนั้น เป็นการ "เจือสม" กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ไม่ต้องการให้ประชาชนมีโอกาสรับรู้ข้อมูลรายละเอียดใดๆ โดยผ่านกระบวนการรัฐสภาหรือไม่...
งานนี้ห้ามกระพริบตา!
ที่มา:http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20131117/543721/ม.190-สำคัญอย่างไร-กับปมพระวิหาร.html
ปล.ติดตามกันต่อไปครับ...เอิ๊ก ๆ ๆ