โล่ง.....
วันนี้เป็นวันที่รู้สึกโล่ง โปร่ง เบาสบายที่สุดค่ะ หลังจากที่ดิฉันต้องแบกรับภาวะอึมครึมในความไม่แน่นอนมาร่วมปี วันนี้เป็นวันที่ดิฉันได้ถูกปลดปล่อยให้สู่อิสระเสรี โดยที่ไม่มีข้อกังวลใดๆติดค้างในใจอีกต่อไปแล้ว
จุดอ่อนของผู้หญิงอย่างหนึ่งที่ผู้ชายทราบดีก็คือเมื่อเรามีแฟน และตกลงมีความสัมพันธ์กันแล้ว นั่นหมายความว่าเราจะปิดโอกาสสำหรับคนอื่นไปเลย แต่ก่อนที่เราจะตกร่องปล่องชิ้นกับใครนั้น ช่วงนั้นคิดว่าผุ้หญิงหลายๆคนก็คงต้องเลือกแล้วเลือกอีก และต้องตัดสินใจอย่างลำบากว่าจะเลือกใครซึ่งแน่นอนว่าในยามนั้น ผู้ชายที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือกมาแต่ละคนก็มีข้อดีทั้งนั้น ดีจนผุ้หญิงอย่างเราอดสงสารคนที่ถูกคัดออกไม่ได้ แต่คนที่เราเลือกเค้าก็มีวิธีทำให้เรามีความรัสึกว่าคิดไม่ผิดที่เลือกเค้า คือทำให้เราลืมโลกภายนอกไปเลย เผลอคิดไปว่าโลกนี้มีแต่เพียงเราสองคน
ในทางกลับกัน คุณผู้ชายกลับคิดว่า จะทำอย่างไรให้ได้ใจเธอมาครอบครองก่อน แต่ถ้าให้ชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ว่าไม่มีใครแย่งไปแน่ ก็ต้องหาทางครอบครองทั้งกายและใจ ซึ่งก็ไม่ยากเลยสำหรับผู้หญิงที่มีใจให้อยู่ก่อนแล้ว
ผู้ชายคิดว่า การที่ได้ครอบครองเพียงใจ ไม่หนักแน่นพอที่จะวางใจได้ การมีความสัมพันธ์ขั้นลึกซึ้ง จะทำให้หญิงไม่ไปไหน ซึ่งผู้ชายรู้จุดอ่อนข้อนี้ดี และด้วยความอิสระเสรีในการใช้ชีวิตปัจจุบันนี้ การมีความสัมพันธ์ขั้นลึกซึ้งในขั้นตอนเป็นแฟนกันจึงเป็นเรื่องปกติ ทำให้ช่วงเวลาแห่งโปรโมชั่นเหลือสั้นจุ๊ดจู๋ เพราะเมื่อมีอะไรกันแล้ว ผุ้ชายก็ถือว่าเป็นของตายแล้ว ไม่ตื่นเต้นแล้ว ไม่ต้องลุ้นแล้ว มีแต่ผุ้หญิงเท่านั้นที่ต้องลุ้นต่อว่า เค้าจะเอายังไงกับเรากันแน่ !!
12 เดือนพอดีค่ะ ที่ดิฉันรู้จักกับเค้าคนนี้ ผ่านช่วงทำโปรมาหกเดือน ซึ่งดิฉันถือว่านานพอที่จะเทคะแนนให้เค้า เพราะเห็นถึงความสม่ำเสมอของเค้า หลังจากนั้นเราก็สนิทกันมากขึ้น แต่เค้าก็ห่างเหินขึ้นค่ะ อยู่กันคนละจังหวัด ช่วงแรกเค้าจะเป็นฝ่ายมาหาโดยไม่ต้องถาม ช่วงหลังดิฉันต้องถามว่าเมื่อไหร่จะมาหา อิอิ. กลับกันเลย !!
หกเดือนหลังที่เราคบกัน ดิฉันรัสึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงจากทั้งเราและเค้า เราเองก็เปลี่ยนนะคะไม่ใช่ไม่เปลี่ยน คือเราคิดมากขึ้น จากเมื่อก่อนที่ไม่กังวลเลยไม่ว่าเค้าจะไปทำงานกลับดึกดื่น หรือต่อด้วยงานเลี้ยงที่ไหน ดิฉันก็นอนหลับสบายไม่กังวล มีแต่เค้าที่โทรมารายงานว่าทำอะไรอยู่ที่ไหน
แต่หลังหกเดือนผ่านไป ดิฉันเก็บเอาเรื่องเหล่านี้มาคิด แต่พอนึกได้ก็รีบสลัดความคิดเหล่านี้ออกไป ด้วยเห็นว่าเค้าไม่ใช่คนเจ้าชู้ แต่บ่อยเข้าๆ มันเป็นเหมือนเชื้อมะเร็งร้ายที่ลุกลามเกาะกินใจอยู่ทุกวันค่ะ ทำให้ดิฉันคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะคุยกันเรื่องอนาคต ดิฉันจึงพยามหาทางถามเรื่องระหว่างเรา เช่นว่า จะทำอย่างไรกันต่อไปดี หรือจะอยู่กันอย่างนี้หรือ สงสารพ่อแม่หน่ะ อยากให้ท่านสบายใจว่าลูกสาวเป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว
ไม่รู้ว่าดิฉันถามผิดจังหวะหรือเปล่า ซึ่งช่วงนี้เค้าบอกว่างานยุ่งมาก ไม่ได้เจอกันสองเดือนแล้ว แต่คุยกันทุกวันผ่านทางไลน์ ดิฉันได้ถามเป็นระยะ และอยากบอกคุณผู้ชายว่า ผุ้หญิงเราจะยึดมั่นในคำสัญญามากค่ะ ถึงแม้มันจะลมๆแล้งๆ แต่เราก็เชื่อคุณนะคะ ถ้าคุณไม่เคยบอกเราว่าจะเดินไปด้วยกัน เราคงไม่ตกลงปลงใจกับคุณหรอกค่ะ
มาถึงตอนนี้ ที่เราให้คุณแล้วทุกอย่างที่คุณต้องการ เราก็จะคืบหน้าความสัมพันธ์ละนะ ยิ่งเห็นคุณเงียบๆ เฉยๆ แบบนี้ ไม่ค่อยมาหาเหมือนเคย เราก็ต้องการความชัดเจนว่าคุณจะเอายังไงกันแน่
จึงเกิดคำถามต่างๆ นาๆค่ะ จนคุณอาจรู้สึกว่าเราเร่งรัด แต่ถ้าคุณบอกให้เรารอสักนิด หรือพูดอะไรก็ได้ให้เรามั่นใจว่า คุณจะอยู่เคียงข้างเรา ไม่ใช่ให้เรารอลมๆแล้งแบบนี้ เชื่อว่าผู้หญิงทุกคนต้องการความมั่นใจค่ะ แต่ถ้ารู้สึกว่าเค้าแค่ซื้อเวลา ส่วนเราก็ไม่มีใคร จึงอยู่กันไปเรื่อยๆแบบไม่มีอนาคต
แล้ววันหนึ่ง ก็มีอีกคนเข้ามาในชีวิต ทำให้ดิฉันลำบากใจมาก จึงถามคำถามเดิมๆอีก แต่เค้าก็ยังบ่ายเบี่ยง จนดิฉันเริ่มใจเสียและเสียใจ จึงบอกไปว่า ถ้าไม่รักจริงก็อย่าเสียเวลาเลยค่ะ เพราะดิฉันเป็นฝ่ายเสียหาย จากการพุดคุยไม่กี่ประโยค อาจจะทั้งอารมณ์ที่กดดันทั้งวันทั้งจากดิฉันที่เป็นฝ่ายรอ และจากเค้าที่งานยุ่ง ดิฉันจึงได้คำตอบค่ะ ... เค้าตอบมาว่าไม่ต้องรอแล้ว ...เป็นคำตอบที่เหมือนสายฟ้าฟากลางใจ ดิฉันแทบล้มทั้งยืน หูอื้อ ตาลาย เห็นแสงระยิบระยับไปหมด พอตั้งสติได้ ดิฉันไม่ร้องไห้เลยสักนิดเดียว พอหายงง ดิฉันก็อาบน้ำให้สดชื่น และนึกขอบคุณอะไรก็ได้ที่บันดาลใจให้ดิฉันถามคำถามนี้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ใช่ว่าดิฉันมีคนอื่นรออยุ่ก็หาไม่ แต่ดิฉันรู้สึกว่า ดิฉันปิดโอกาสตัวเองตั้งแต่เจอกับเค้า แต่พอดิฉันจะเอาจริง เค้ากลับบ่ายเบี่ยง
ผู้หญิงเราจะรักผู้ชายได้ทีละคนะค่ะ เมื่อมีแล้วก็จะไม่มีซ้อน แต่ถ้าเค้าไม่รักเราแล้ว และเค้าบอกเราตรงๆจะขอบคุณมากเลย เราจะได้ไม่ต้องเข้าข้างตัวเองอยุ่อีกว่าเค้ายังรักเรา การได้คำตอบตรงๆแบบนี้ ถึงแม้ว่าจะเจ็บแต่จี๊ดเดียวเท่านั้นค่ะ ดีกว่าเอามีดแทงไว้แล้วเสียบคาแบบนั้นเจ็บกว่าค่ะ
รู้สึกโล่ง ...
วันนี้เป็นวันที่รู้สึกโล่ง โปร่ง เบาสบายที่สุดค่ะ หลังจากที่ดิฉันต้องแบกรับภาวะอึมครึมในความไม่แน่นอนมาร่วมปี วันนี้เป็นวันที่ดิฉันได้ถูกปลดปล่อยให้สู่อิสระเสรี โดยที่ไม่มีข้อกังวลใดๆติดค้างในใจอีกต่อไปแล้ว
จุดอ่อนของผู้หญิงอย่างหนึ่งที่ผู้ชายทราบดีก็คือเมื่อเรามีแฟน และตกลงมีความสัมพันธ์กันแล้ว นั่นหมายความว่าเราจะปิดโอกาสสำหรับคนอื่นไปเลย แต่ก่อนที่เราจะตกร่องปล่องชิ้นกับใครนั้น ช่วงนั้นคิดว่าผุ้หญิงหลายๆคนก็คงต้องเลือกแล้วเลือกอีก และต้องตัดสินใจอย่างลำบากว่าจะเลือกใครซึ่งแน่นอนว่าในยามนั้น ผู้ชายที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือกมาแต่ละคนก็มีข้อดีทั้งนั้น ดีจนผุ้หญิงอย่างเราอดสงสารคนที่ถูกคัดออกไม่ได้ แต่คนที่เราเลือกเค้าก็มีวิธีทำให้เรามีความรัสึกว่าคิดไม่ผิดที่เลือกเค้า คือทำให้เราลืมโลกภายนอกไปเลย เผลอคิดไปว่าโลกนี้มีแต่เพียงเราสองคน
ในทางกลับกัน คุณผู้ชายกลับคิดว่า จะทำอย่างไรให้ได้ใจเธอมาครอบครองก่อน แต่ถ้าให้ชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ว่าไม่มีใครแย่งไปแน่ ก็ต้องหาทางครอบครองทั้งกายและใจ ซึ่งก็ไม่ยากเลยสำหรับผู้หญิงที่มีใจให้อยู่ก่อนแล้ว
ผู้ชายคิดว่า การที่ได้ครอบครองเพียงใจ ไม่หนักแน่นพอที่จะวางใจได้ การมีความสัมพันธ์ขั้นลึกซึ้ง จะทำให้หญิงไม่ไปไหน ซึ่งผู้ชายรู้จุดอ่อนข้อนี้ดี และด้วยความอิสระเสรีในการใช้ชีวิตปัจจุบันนี้ การมีความสัมพันธ์ขั้นลึกซึ้งในขั้นตอนเป็นแฟนกันจึงเป็นเรื่องปกติ ทำให้ช่วงเวลาแห่งโปรโมชั่นเหลือสั้นจุ๊ดจู๋ เพราะเมื่อมีอะไรกันแล้ว ผุ้ชายก็ถือว่าเป็นของตายแล้ว ไม่ตื่นเต้นแล้ว ไม่ต้องลุ้นแล้ว มีแต่ผุ้หญิงเท่านั้นที่ต้องลุ้นต่อว่า เค้าจะเอายังไงกับเรากันแน่ !!
12 เดือนพอดีค่ะ ที่ดิฉันรู้จักกับเค้าคนนี้ ผ่านช่วงทำโปรมาหกเดือน ซึ่งดิฉันถือว่านานพอที่จะเทคะแนนให้เค้า เพราะเห็นถึงความสม่ำเสมอของเค้า หลังจากนั้นเราก็สนิทกันมากขึ้น แต่เค้าก็ห่างเหินขึ้นค่ะ อยู่กันคนละจังหวัด ช่วงแรกเค้าจะเป็นฝ่ายมาหาโดยไม่ต้องถาม ช่วงหลังดิฉันต้องถามว่าเมื่อไหร่จะมาหา อิอิ. กลับกันเลย !!
หกเดือนหลังที่เราคบกัน ดิฉันรัสึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงจากทั้งเราและเค้า เราเองก็เปลี่ยนนะคะไม่ใช่ไม่เปลี่ยน คือเราคิดมากขึ้น จากเมื่อก่อนที่ไม่กังวลเลยไม่ว่าเค้าจะไปทำงานกลับดึกดื่น หรือต่อด้วยงานเลี้ยงที่ไหน ดิฉันก็นอนหลับสบายไม่กังวล มีแต่เค้าที่โทรมารายงานว่าทำอะไรอยู่ที่ไหน
แต่หลังหกเดือนผ่านไป ดิฉันเก็บเอาเรื่องเหล่านี้มาคิด แต่พอนึกได้ก็รีบสลัดความคิดเหล่านี้ออกไป ด้วยเห็นว่าเค้าไม่ใช่คนเจ้าชู้ แต่บ่อยเข้าๆ มันเป็นเหมือนเชื้อมะเร็งร้ายที่ลุกลามเกาะกินใจอยู่ทุกวันค่ะ ทำให้ดิฉันคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะคุยกันเรื่องอนาคต ดิฉันจึงพยามหาทางถามเรื่องระหว่างเรา เช่นว่า จะทำอย่างไรกันต่อไปดี หรือจะอยู่กันอย่างนี้หรือ สงสารพ่อแม่หน่ะ อยากให้ท่านสบายใจว่าลูกสาวเป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว
ไม่รู้ว่าดิฉันถามผิดจังหวะหรือเปล่า ซึ่งช่วงนี้เค้าบอกว่างานยุ่งมาก ไม่ได้เจอกันสองเดือนแล้ว แต่คุยกันทุกวันผ่านทางไลน์ ดิฉันได้ถามเป็นระยะ และอยากบอกคุณผู้ชายว่า ผุ้หญิงเราจะยึดมั่นในคำสัญญามากค่ะ ถึงแม้มันจะลมๆแล้งๆ แต่เราก็เชื่อคุณนะคะ ถ้าคุณไม่เคยบอกเราว่าจะเดินไปด้วยกัน เราคงไม่ตกลงปลงใจกับคุณหรอกค่ะ
มาถึงตอนนี้ ที่เราให้คุณแล้วทุกอย่างที่คุณต้องการ เราก็จะคืบหน้าความสัมพันธ์ละนะ ยิ่งเห็นคุณเงียบๆ เฉยๆ แบบนี้ ไม่ค่อยมาหาเหมือนเคย เราก็ต้องการความชัดเจนว่าคุณจะเอายังไงกันแน่
จึงเกิดคำถามต่างๆ นาๆค่ะ จนคุณอาจรู้สึกว่าเราเร่งรัด แต่ถ้าคุณบอกให้เรารอสักนิด หรือพูดอะไรก็ได้ให้เรามั่นใจว่า คุณจะอยู่เคียงข้างเรา ไม่ใช่ให้เรารอลมๆแล้งแบบนี้ เชื่อว่าผู้หญิงทุกคนต้องการความมั่นใจค่ะ แต่ถ้ารู้สึกว่าเค้าแค่ซื้อเวลา ส่วนเราก็ไม่มีใคร จึงอยู่กันไปเรื่อยๆแบบไม่มีอนาคต
แล้ววันหนึ่ง ก็มีอีกคนเข้ามาในชีวิต ทำให้ดิฉันลำบากใจมาก จึงถามคำถามเดิมๆอีก แต่เค้าก็ยังบ่ายเบี่ยง จนดิฉันเริ่มใจเสียและเสียใจ จึงบอกไปว่า ถ้าไม่รักจริงก็อย่าเสียเวลาเลยค่ะ เพราะดิฉันเป็นฝ่ายเสียหาย จากการพุดคุยไม่กี่ประโยค อาจจะทั้งอารมณ์ที่กดดันทั้งวันทั้งจากดิฉันที่เป็นฝ่ายรอ และจากเค้าที่งานยุ่ง ดิฉันจึงได้คำตอบค่ะ ... เค้าตอบมาว่าไม่ต้องรอแล้ว ...เป็นคำตอบที่เหมือนสายฟ้าฟากลางใจ ดิฉันแทบล้มทั้งยืน หูอื้อ ตาลาย เห็นแสงระยิบระยับไปหมด พอตั้งสติได้ ดิฉันไม่ร้องไห้เลยสักนิดเดียว พอหายงง ดิฉันก็อาบน้ำให้สดชื่น และนึกขอบคุณอะไรก็ได้ที่บันดาลใจให้ดิฉันถามคำถามนี้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ใช่ว่าดิฉันมีคนอื่นรออยุ่ก็หาไม่ แต่ดิฉันรู้สึกว่า ดิฉันปิดโอกาสตัวเองตั้งแต่เจอกับเค้า แต่พอดิฉันจะเอาจริง เค้ากลับบ่ายเบี่ยง
ผู้หญิงเราจะรักผู้ชายได้ทีละคนะค่ะ เมื่อมีแล้วก็จะไม่มีซ้อน แต่ถ้าเค้าไม่รักเราแล้ว และเค้าบอกเราตรงๆจะขอบคุณมากเลย เราจะได้ไม่ต้องเข้าข้างตัวเองอยุ่อีกว่าเค้ายังรักเรา การได้คำตอบตรงๆแบบนี้ ถึงแม้ว่าจะเจ็บแต่จี๊ดเดียวเท่านั้นค่ะ ดีกว่าเอามีดแทงไว้แล้วเสียบคาแบบนั้นเจ็บกว่าค่ะ