
อภิสิทธิ์ย้ำคำพิพากษาไทยเสียดินแดนเขาพระวิหารแล้ว
เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2556 นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ซึ่งอภิปรายทั่วไป แบบไม่ลงมติ ต่อคำพิพากษาศาลโลก คดีพระวิหาร ว่า ตนสงสัยมาโดยตลอดว่าปัญหาเรื่องการตีความเรื่องเขตแดนทำไมต้องส่งให้ศาลโลก เป็นผู้ตีความ ทั้งที่ศาลฯ ได้ระบุไว้ในคำตัดสิน เมื่อปี 2505 ระบุให้ทั้ง 2 ประเทศไปเจรจาตกลงร่วมกัน ทั้งนี้ต้องยอมรับความจริงว่า ความสูญเสียของพื้นที่ จากคำพิพากษาศาลโลก มีอย่างแน่นอน โดยจะเป็นอย่างที่มีคนตีความ ว่ากินพื้นที่ 0.3 - 2 ตร.กม. หรือไม่ แต่จะจริงหรือไม่ต้องยอมรับว่าเป็นพื้นที่นอกเขตรั้วลวดหนามเดิมที่เป็นดิน แดนของประเทศไทย ทั้งนี้เราปฏิเสธข้อเท็จจริงว่าคำพิพากษาของศาลได้ระบุไว้เช่นนั้นไม่ได้ ตนเสียใจและผิดหวังว่า ศาลไม่ได้ตัดสินไปตามเหตุผลของปี 2505 อย่างเคร่งครัด เพราะ ปี 2505 ศาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับสัณฐานทางภูมิศาสตร์ หรือ แนวสันปันน้ำ ดูแค่ประเด็นกฎหมายปิดปากประเทศไทย ยอมรับพื้นที่
นายอภิสิทธิ์ อภิปรายว่า คำว่า "promontory" หรือ ยอดเขา หรือ ชะง่อนผาที่มีการระบุถึง ตามคำพิพากษา พ.ศ.2505 ปรากฏอยู่ 3 ครั้ง ตนไม่เชื่อว่าจะมีบุคคลใดตีความได้ว่าหมายถึงอาณาบริเวณของปราสาท ทั้งนี้เชื่อว่าเมื่อได้อ่านแล้วจะทำให้เข้าใจว่าหมายถึง พื้นที่ที่ใหญ่กว่ายอดเขา แต่เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ศาลโลกตีความว่า พื้นที่พิพาท คือทั้งหมดของยอดเขา ทั้งนี้ศาลฯ ได้กำหนดพื้นที่ของยอดเขา ตามคำพิพากษาของศาล ตามวรรคที่ 98 กล่าวคือ ครอบคลุมถึงเชิงเขา หรือตีนเขาของภูมะเขือ ซึ่งตนข้องใจทำไมไม่ครอบคลุมแค่เชิงเขาพระวิหาร ขณะที่ด้านทิศเหนือ ระบุว่าให้ยึดเส้นตามแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนและพิจารณาว่าทางตะวันออกไปตัดกับหน้าผาตรงไหน และทางตะวันตกไปตัดกับพื้นที่บริเวณเชิงเขาภูมะเขือตรงไหน ตนมองว่าอาจจะเรียกว่าพื้นที่เล็ก หรือ แคบ แต่มีความหมาย เพราะสิ่งที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่าเป็นจุดใด คือ แผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ฝ่ายไทยได้ยกเป็นข้อต่อสู้ว่าไม่สามารถแปลงในพื้นที่จริงได้ ศาลจึงเขียนในวรรคที่ 99 ว่า ในเส้นดังกล่าวขอให้ 2 ประเทศไปตกลง ด้วยความสุจริตและเคารพต่อคำตัดสินของศาล
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า ที่กล่าวหาว่าตนจะไปรับคำพิพากษาของศาลโลกไม่ว่าจะมีคำพิพากษาออกมาอย่างไรนั้น ขอยืนยัน ณ ที่นี้ว่าไม่เคยที่จะรับคำพิพากษา ไม่เคยพูดคำนี้ สิ่งที่พูดอยู่เสมอคือ ว่า ไม่ว่าผลการตัดสินออกมาอย่างไร ในส่วนของการดูแลความสงบเรียบร้อย และบรรยากาศความสัมพันธ์นั้นต้องคงอยู่ ถ้าจำได้ก่อนวันที่ศาลโลกจะมีการตัดสินตนได้มีการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กที่มีการยืนยันตรงนี้เช่นกัน ว่า เราจะรักษาความสัมพันธ์กันแต่ไม่เคยพูดคำว่าเราจะรับคำพิพากษา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเนื้อหาที่ต้องกราบเรียน การพูดทุกคำก็เป็นความละเอียดอ่อนที่เราต้องรักษาความสัมพันธ์ แต่ขณะเดียวกันหน้าที่ของเราก็ต้องรักษาอธิปไตย ของประเทศและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศประชาชนเป็นหลัก
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า หลังจากที่ไทยได้รับฟังคำพิพากษา มีสิ่งที่ต้องเร่งทำ คือการศึกษาคำพิพากษา ซึ่งในส่วนของการศึกษาดังกล่าว ยังยืนยันในเรื่องการรักษาอธิปไตยเช่นเดิม และไม่ว่ารัฐบาลจะไปดำเนินการอย่างไรต่อไป เราจะเข้ามารับฟังความคิดเห็นและมติของรัฐสภาภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญมาตรา 190
" รัฐบาลนี้จะไม่ทำการใด ๆ จนกว่าจะได้รับการเห็นชอบจากสภาแล้วก็รัฐบาลนี้เรียนยืนยันว่าการดำเนินการใดๆนั้นจะทำโดยคณะกรรมการและไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวหรือผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งสิ้น " นายกรัฐมนตรี กล่าว
ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ กล่าวเสริมว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความต่อเนื่องมาตลอดทุกรัฐบาล มีความรับผิดชอบร่วมกันที่จะต้องหาทางแก้ไขปัญหา ขอยืนยันในฐานะรมว.ต่างประเทศว่าไม่เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะรับคำตัดสินของศาลโลก ไม่เคยมีคำพูดอย่างนั้นออกมาจากปากตนอย่างเด็ดขาด ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 190 จะมีการแก้ไขใหม่ไปแล้ว แต่ไม่ต้องกังวลเพราะจะกรอบการเจรจากับกัมพูชามาหารือกับรัฐสภาไทย ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอ่อนไหวและเป็นเรื่องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
http://www.thdrama.com/13/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%af%e0%b8%9b%e0%b8%b9-%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%b3-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%ad/
นายกฯปู กลับลำ "ไม่เคยบอกจะรับคำพิพากษาศาลโลก"
อภิสิทธิ์ย้ำคำพิพากษาไทยเสียดินแดนเขาพระวิหารแล้ว
เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2556 นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ซึ่งอภิปรายทั่วไป แบบไม่ลงมติ ต่อคำพิพากษาศาลโลก คดีพระวิหาร ว่า ตนสงสัยมาโดยตลอดว่าปัญหาเรื่องการตีความเรื่องเขตแดนทำไมต้องส่งให้ศาลโลก เป็นผู้ตีความ ทั้งที่ศาลฯ ได้ระบุไว้ในคำตัดสิน เมื่อปี 2505 ระบุให้ทั้ง 2 ประเทศไปเจรจาตกลงร่วมกัน ทั้งนี้ต้องยอมรับความจริงว่า ความสูญเสียของพื้นที่ จากคำพิพากษาศาลโลก มีอย่างแน่นอน โดยจะเป็นอย่างที่มีคนตีความ ว่ากินพื้นที่ 0.3 - 2 ตร.กม. หรือไม่ แต่จะจริงหรือไม่ต้องยอมรับว่าเป็นพื้นที่นอกเขตรั้วลวดหนามเดิมที่เป็นดิน แดนของประเทศไทย ทั้งนี้เราปฏิเสธข้อเท็จจริงว่าคำพิพากษาของศาลได้ระบุไว้เช่นนั้นไม่ได้ ตนเสียใจและผิดหวังว่า ศาลไม่ได้ตัดสินไปตามเหตุผลของปี 2505 อย่างเคร่งครัด เพราะ ปี 2505 ศาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับสัณฐานทางภูมิศาสตร์ หรือ แนวสันปันน้ำ ดูแค่ประเด็นกฎหมายปิดปากประเทศไทย ยอมรับพื้นที่
นายอภิสิทธิ์ อภิปรายว่า คำว่า "promontory" หรือ ยอดเขา หรือ ชะง่อนผาที่มีการระบุถึง ตามคำพิพากษา พ.ศ.2505 ปรากฏอยู่ 3 ครั้ง ตนไม่เชื่อว่าจะมีบุคคลใดตีความได้ว่าหมายถึงอาณาบริเวณของปราสาท ทั้งนี้เชื่อว่าเมื่อได้อ่านแล้วจะทำให้เข้าใจว่าหมายถึง พื้นที่ที่ใหญ่กว่ายอดเขา แต่เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ศาลโลกตีความว่า พื้นที่พิพาท คือทั้งหมดของยอดเขา ทั้งนี้ศาลฯ ได้กำหนดพื้นที่ของยอดเขา ตามคำพิพากษาของศาล ตามวรรคที่ 98 กล่าวคือ ครอบคลุมถึงเชิงเขา หรือตีนเขาของภูมะเขือ ซึ่งตนข้องใจทำไมไม่ครอบคลุมแค่เชิงเขาพระวิหาร ขณะที่ด้านทิศเหนือ ระบุว่าให้ยึดเส้นตามแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนและพิจารณาว่าทางตะวันออกไปตัดกับหน้าผาตรงไหน และทางตะวันตกไปตัดกับพื้นที่บริเวณเชิงเขาภูมะเขือตรงไหน ตนมองว่าอาจจะเรียกว่าพื้นที่เล็ก หรือ แคบ แต่มีความหมาย เพราะสิ่งที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่าเป็นจุดใด คือ แผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ฝ่ายไทยได้ยกเป็นข้อต่อสู้ว่าไม่สามารถแปลงในพื้นที่จริงได้ ศาลจึงเขียนในวรรคที่ 99 ว่า ในเส้นดังกล่าวขอให้ 2 ประเทศไปตกลง ด้วยความสุจริตและเคารพต่อคำตัดสินของศาล
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า ที่กล่าวหาว่าตนจะไปรับคำพิพากษาของศาลโลกไม่ว่าจะมีคำพิพากษาออกมาอย่างไรนั้น ขอยืนยัน ณ ที่นี้ว่าไม่เคยที่จะรับคำพิพากษา ไม่เคยพูดคำนี้ สิ่งที่พูดอยู่เสมอคือ ว่า ไม่ว่าผลการตัดสินออกมาอย่างไร ในส่วนของการดูแลความสงบเรียบร้อย และบรรยากาศความสัมพันธ์นั้นต้องคงอยู่ ถ้าจำได้ก่อนวันที่ศาลโลกจะมีการตัดสินตนได้มีการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กที่มีการยืนยันตรงนี้เช่นกัน ว่า เราจะรักษาความสัมพันธ์กันแต่ไม่เคยพูดคำว่าเราจะรับคำพิพากษา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเนื้อหาที่ต้องกราบเรียน การพูดทุกคำก็เป็นความละเอียดอ่อนที่เราต้องรักษาความสัมพันธ์ แต่ขณะเดียวกันหน้าที่ของเราก็ต้องรักษาอธิปไตย ของประเทศและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศประชาชนเป็นหลัก
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า หลังจากที่ไทยได้รับฟังคำพิพากษา มีสิ่งที่ต้องเร่งทำ คือการศึกษาคำพิพากษา ซึ่งในส่วนของการศึกษาดังกล่าว ยังยืนยันในเรื่องการรักษาอธิปไตยเช่นเดิม และไม่ว่ารัฐบาลจะไปดำเนินการอย่างไรต่อไป เราจะเข้ามารับฟังความคิดเห็นและมติของรัฐสภาภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญมาตรา 190
" รัฐบาลนี้จะไม่ทำการใด ๆ จนกว่าจะได้รับการเห็นชอบจากสภาแล้วก็รัฐบาลนี้เรียนยืนยันว่าการดำเนินการใดๆนั้นจะทำโดยคณะกรรมการและไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวหรือผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งสิ้น " นายกรัฐมนตรี กล่าว
ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ กล่าวเสริมว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความต่อเนื่องมาตลอดทุกรัฐบาล มีความรับผิดชอบร่วมกันที่จะต้องหาทางแก้ไขปัญหา ขอยืนยันในฐานะรมว.ต่างประเทศว่าไม่เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะรับคำตัดสินของศาลโลก ไม่เคยมีคำพูดอย่างนั้นออกมาจากปากตนอย่างเด็ดขาด ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 190 จะมีการแก้ไขใหม่ไปแล้ว แต่ไม่ต้องกังวลเพราะจะกรอบการเจรจากับกัมพูชามาหารือกับรัฐสภาไทย ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอ่อนไหวและเป็นเรื่องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
http://www.thdrama.com/13/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%af%e0%b8%9b%e0%b8%b9-%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%b3-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%ad/