มาร์กอส (Marcos) - ผ่าแผนเผด็จการประชาธิปไตย

เฟอร์ดินาน มาร์กอส เป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในช่วงปี 2508-2529 เขาใช้นโยบายซื้อใจชาวรากหญ้าจนได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง รัฐบาลมาร์กอสกู้เงินจากต่างชาติมามหาศาล เพื่อมาใช้ในนโยบายประชานิยม หนี้สินของรัฐเพิ่มขึ้นถึง10 เท่าตัวใน 20 ปีที่เขาเป็นผู้นำประเทศ

มาร์กอส ให้เนติบริกรของตัวเองเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการและผลประโยชน์ต่าง ๆ ของตน รัฐธรรมนูญฟิลิปปินส์กำหนดให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ไม่เกิน 2 สมัยละ 4 ปี แต่มาร์กอสแก้รัฐธรรมนูญจนตัวเองสามารถดำรงตำแหน่งได้ 20 ปี เขาสามารถควบคุมกองทัพ สภา ศาล ข้าราชการประจำ สื่อมวลชน และธุรกิจผูกขาดยักษ์ ๆ ของประเทศได้ทั้งหมด มาร์กอสใช้เงินซื้อเสียงในการเลือกตั้ง เอาเงินภาษีประชาชนไปใช้ประชานิยมมากมายและชอบพูดบ่อย ๆ ว่า ประชาชนเลือกเขามาอย่างท่วมท้น



มาร์กอส ใช้กลเม็ดทางด้านกฎหมาย เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองและครอบครัว ตระกูลมาร์กอสฉ้อราษฎร์บังหลวงไปอย่างน้อย 10,000 ล้านดอลลาห์ ฟิลิปปินส์กลายเป็นประเทศที่มีหนี้สินมากที่สุดในเอเชีย และจนถึงทุกวันนี้ชาวฟิลิปปินส์ยังต้องแบกรับหนี้สินของอดีตรัฐบาลมาร์กอส

ในปี 1986 มีการชุมนุมของประชาชนฟิลิปปินส์เรือนหมื่น ขยายเป็นแสน และเป็นล้านในที่สุด ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็น People Power เป็นการรวมตัวของประชาชนผู้มองไม่เห็นหนทางว่า จะยับยั้งไม่ให้ผู้นำเผด็จการที่อ้างเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนมากินบ้านโกงเมืองได้อย่างไร จึงต้องใช้วิธีรวมตัวกันอย่างอหิงสาเพื่อขับไล่ผู้นำอันไม่พึงประสงค์



ประชาชนตะโกนพร้อม ๆ กันให้ "มาร์กอส...ออกไป" อีกด้านหนึ่งคนใกล้ชิดมาร์กอส ระดมประชาชนอีกส่วนหนึ่ง ตะโกน "มาร์กอส, มาร์กอสสู้ ๆ" ขณะที่ผู้นำเผด็จการโกงการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พยายามจะทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งอีกสมัยหนึ่ง ผู้นำศาสนาและผู้นำทหารเข้าร่วมกับนักศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัย นักธุรกิจและชนชั้นกลางเข้าร่วมต่อต้าน และเรียกร้องให้มาร์กอสลงจากตำแหน่ง

มาร์กอสประกาศแข็งกร้าว ยืนยันว่าประชาชนส่วนใหญ่อยู่ข้างหลังเขา เมินเสียเถิดที่เขาจะลาออก เพราะเขาสั่งทหารได้ สั่งตำรวจได้ สั่งส.ส.ในสภาได้ สั่งได้แม้กระทั่งอัยการและผู้พิพากษา...แต่เสียงประชาชนดังก้องกังวานไปทั่วประเทศแล้ว มาร์กอสไม่ฟังใครที่แนะนำให้เขาก้าวลงด้วยความสมัครใจ เมื่อเขาไม่เชื่อคนฟิลิปปินส์เอง มาร์กอสโทรศัพท์ไปหาวุฒิสมาชิกมะกันที่เคยเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่วอชิงตันชื่อ พอล ลาซัลท์ ซึ่งแนะนำเขาผ่านทางโทรศัพท์ด้วยประโยคที่ยังจารึกในประวัติศาสตร์ว่า "cut and cut cleanly..."

หากแปลเป็นภาษาไทยก็ต้องบอกว่า "ตัด...ตัด...ให้ขาดเถิด" หรืออีกนัยหนึ่งก็คือให้กระโดดลงจากตำแหน่งโดยปราศจากเงื่อนไข มาร์กอสอึ้งไปพักใหญ่ บ่ายวันเดียวกันนั้น มาร์กอสคุยกับรัฐมนตรีกลาโหม ฮวน เอนริเล ขอให้ทางทหารช่วยให้เขาและครอบครัวออกนอกประเทศอย่างปลอดภัย ต่อมาในเวลา 3 ทุ่มของวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1986 มาร์กอสกับเมียและลูก ๆ ขึ้นเฮลิคอปเตอร์มะกัน 4 ลำบินไปสู่สนามบินคลาก ก่อนที่จะมุ่งสู่เกาะกวม และท้ายสุดไปลงที่เกาะฮาวายเพื่อลี้ภัยทางการเมือง

คืนนั้น ไม่มีคนฟิลิปปินส์คนอื่นอยู่บ้าน ต่างออกมาเต็มท้องถนน ต่างจับไม้จับมือ สวมกอดกันทั้งน้ำตา...เป็นน้ำตาของผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการถูกอำนาจรัฐคุกคามกลั่นแกล้ง ปล้นสะดมมาด้วยกันอย่างมุ่งมั่นและเสียสละเป็นน้ำตาของเพื่อนร่วมชาติที่เสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต เพื่อร่วมกันขับไล่เผด็จการผู้ปล้นสมบัติของชาติอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

กระบวนการยึดทรัพย์ที่มาร์กอสและครอบครัวปล้นไปจากประเทศชาติด้วยวิธีแยบยลแบบศรีธนญชัย ก็เริ่มขึ้นอย่างกะทันหัน เพราะประชาชนต้อง "คิดบัญชี" กับเผด็จการผู้ทำร้ายประเทศชาติอย่างไม่มีข้อให้อภัยได้
(cr: กาแฟดำ)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่