ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป...บทสรุปการเมือง(1)

กระทู้สนทนา
ลามะลิลา ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงกลายเป็นบ้องกัญชา.....ฮิ้วๆ  

การเมืองก็คือการเมืองว่าด้วยเรื่องของความคิด จะถูกจะผิดก็ว่ากันทางการเมือง วันนี้ขอเล่าเหลายาวๆ ที่มาที่ไปมาให้อ่านกัน ก็ว่ากันเรื่องทางการเมือง ปะปนไปกับชีวิตวิถีคน สามัญชนคนกินข้าวเเกง  หลายคนมักถามว่าเมื่อหร่จะจบ ถ้าผมบอกว่านี่เเค่เพิ่งเริ่มต้น จะมีใครเชื่อผมไหม

วาทะกรรมเรื่องการเมือง นี่เเหละหนังชีวิต มันต้องดูกันยาวๆ บางที่อาจยาวไปครึ่งค่อนชีวิต เป็นวัฎจักรวงจรของความเป็นมนุษย์ วนเวียนอยู่กับเรื่องเหล่านี้ ไปจนชีวิตจะหาไม่ สืบต่อกันมา ในเมื่องมนุษย์เป็นสัตว์สังคม อยู่ร่วมกัน การหาเส้นเเบ่งความพอดี ตั้งเเต่ถิ่นที่อยู่ สู่อารยะในการปกครอง  ความชอบ ความอยาก ความต้องการ เพื่อสร้างตัวเเปร ในกฎเกณกติกา ย่อมนำมาซึ่งความขัดเเย้ง ไม่ว่าโลกจะพัฒนาไปในทิศทางใดการดำรงอยู่ของความคิดเห็นไม่ตรงกัน จึงไม่มีวันจบสิ้นหายขาดไปจากสังคม ฟันธงไม่มีทาง จบเรื่องก็จะมาอีกเรื่อง อาจมีบ้างที่มันเบาบางลงหลังจากการนองเลือด เเล้วทุกคนเข้าสู่ยุคของความลำบากร่วมกันทุกฝ่าย ปัญหาเหล่านี้ก็จะซุกใว้ใต้พรม  รอวันประทุขึ้นใหม่

จบภาพใหญ่ ภาพกว้างๆ เราโฟกัสกันในเรื่องว่าด้วยการเมืองประเด็นร้อนๆ นิรโทษ อาจเถียงกันไปมาใครถูกใครผิด ยอมรับทุกความคิดเห็นที่ต่างกัน อย่างสิ้นเชิง ข้อมูลไม่เท่ากัน ระดับจิตใจไม่เท่ากัน กระเเสข่าวที่รับมา กับอคติที่อยู่ในใจ ถูกผิดมันอยู่ที่คุณยืนอยู่ที่ตรงไหน มันไม่มีถูกหรือผิดทั้งหมด เพราะการกำหนดมันอยู่ที่เรา สังคมเรา กติการที่เรามีร่วมกัน

ก่อนการรัฐประหารมีการก่อตัวจากกลุ่มผู้คนในปี พศ 2547-2548 เป็นกลุ่มสังคมชนชั้นปกครอง ที่เริ่มมองเห็นภาพที่ชัดขึ้นในการใช้บังคับ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มีการเปลี่ยนเเปลงวัฒนธรรมหลายอย่าง ประเพณี จารีตนิยม การพยายามผสม ของทุนนิยมใหม่กับวัฒนธรรมเก่าที่สืบทอดกันมา มันมีเรื่องย้อนเเย้งเเละซับซ้อน ซ่อนเงื่อนในเรื่องอำนาจ การปกครอง

การรุกคืบของกลุ่มทุนนิยมในทุกด้านจากพานิช สู่สังคม เข้าสู่การปกครอง ซึ่งเป็นต้นทุนเดิมของระบอบเก่าที่คนเสื้อเเดงให้นิยามว่า อมาตย์ จากการกินรวบ เบ็จเสร็จเด็ดขาดมายาวนาน เข้าสู่ยุคการเปลี่ยนเเปลง เมื่อมีการทำการเมืองโดยอาศัยเสียงส่วนใหญ่ที่มาจากการเลือกตั้งโดยใช้เสียงส่วนใหญ่เป็นตัวกำหนด เมื่อต้องการเสียง หรือคะเเนน การให้ความสำคัญต่อผู้ให้คะเเนนจึงไม่มีทางเลือกอื่นใด ที่จะต้องหยิบยื่นผลประโยชน์นั้น บางส่วนให้กับผู้ให้คะเเนน

ผลประโยชน์เปลี่ยนทิศทางการเมืองเปลี่ยน การเข้าถึงอำนาจการปกครองจึงตกมาอยู่กับทุนนิยมกลุ่มใหม่ ที่ปรับตัวได้เร็วกว่าเเละมองเห็นทิศทางการเข้าถึงอำนาจได้ชัดเจน การเลือกให้ประชานิยม ความนิยมคือคะเเนนที่จะไหลย้อนกลับมา ต่างจากกลุ่มเดิมอนุรักษ์นิยมที่มุ่งเน้นให้กับผู้มีอำนาจ มียศ มีศักดิ์ เป็นผู้ได้ก่อนเเล้วจึงไหลลงมาสู่ประชาชน

วันเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน อำนาจเปลี่ยน จากผู้ได้กลายเป็นเป็นผู้เสีย จากผู้ไม่เคยได้รับกลับมาเป็นผู้รับผลประโยชน์ ใครได้ใครเสียมุมมองจึงต่างกันสุดขั้ว  ถูกหรือผิด จึงต้องดูว่าคนที่พูดยืนอยู่ตรงไหน


ขอจบเเค่นี้ก่อนตลาดหลักทรัพย์กำลังจะเปิดเดี๋ยวว่างจะมาเล่าต่อเรื่องนี้ยาว พักสักครู่....
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่