แชร์ประสบการณ์ “อันยองฮาเซโย” ต.ม. เกาหลี
…ขอเล่าถึงวินาทีนั้น Finally, it’s my turn. ถึงคิวเราแล้วหลังจากต่อแถวยาวนานมากกกก //มามะ …สวัสดีค่ะ คุณพี่ ต.ม. ออฟฟิศเซ่อร์ร์ร์
ต.ม.: Hello.
Me: Hello. (ยิ้มเล็กๆ พองาม)
เจ้าหน้าที่มองหน้าเรา และเปิดดู passport ทุกหน้า ย้ำว่าทุกหน้า ระหว่างเปิดไปถึงหน้าว่างๆ พูดกับเราว่า “sightseeing” เราไม่ได้ตั้งใจฟัง เพราะมัวคิดถึงกระเป๋าอยู่ ตอนนั้นหิวและเหนื่อยมาก กระเป๋าหนัก อยู่บนเครื่องนาน ไฟลท์ดีเลย์ โอ๊ยยยยยย! เราเลยไม่ได้ฟังพี่ ต.ม. ได้ยินแต่ seeๆ ก็จัดไปค่ะ ยิ้มให้กล้องหนึ่งที เจ้าหน้าที่พูดย้ำ (ไม่ดุนะ) “sightseeing” เราก็จ้องกล้องเตรียมถ่ายรูปต่อ เริ่มรู้ตัวตอนหน้าจอไม่แสดงผลเป็นโปรแกรมถ่ายภาพ เป็นหน้าจอแสดงข้อความทั่วๆ ไป เลยเพิ่งเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ถามเราถึงจุดประสงค์ในการเดินทางมาเลยตอบไปว่า มาท่องเที่ยวและเยี่ยมเพื่อน My friend is a university student of Hanyang. เจ้าหน้าที่ถามต่อว่ามานานไหม เราตอบ 2 weeks
เจ้าหน้าที่ถาม “First time in Korea?”
เรา “Yes, this is my first time in Korea.”
เจ้าหน้าที่ย้อนกลับไปดู Arrival Card ที่ให้กรอกข้อความ เขาคงตรวจสอบรายละเอียดด้านที่อยู่หรือหมายเลขติดต่อที่เกาหลี เราใส่ครบเลยค่ะ รวมถึงที่อยู่ของเพื่อนที่เราจะมาพักด้วยที่เกาหลีและเบอร์โทรศัพท์ เจ้าหน้าที่อ่านออกเสียงเหมือนพึมพำกับตัวเอง อ่านที่อยู่ที่เราเขียนไป แล้วหันมาถามว่านี่เป็นเบอร์ของใคร เราตอบว่า เบอร์ของเพื่อน เจ้าหน้าที่หยิบปากกาขึ้นมาเตรียมจด หันมาถามว่าเพื่อนชื่ออะไร เราตอบชื่อเพื่อนไป เพื่อนเป็นคนไทยค่ะ ชื่อจริงเป็นภาษาไทย 3 พยางค์ เจ้าหน้าที่ส่ายหัวแล้วยื่นปากกากับกระดาษนั้นมาให้เราเขียนเอง ตอนแรกเขาคงนึกว่าเป็นชื่อเกาหลี พอเราเขียนเสร็จเจ้าหน้าที่รับกระดาษคืน แล้วไปเขียนเพิ่ม เราคิดว่าเขาเขียนว่าเบอร์เพื่อน เขาใส่วงเล็บด้วยค่ะ และเขียนโน้ตอะไรอีกนิดหน่อยใน Arrival Card นั้น
เจ้าหน้าที่ถามต่อว่าเป็น Vacation ของเราหรอก เราบอกว่า ใช่ ระหว่างที่ถามนี่เจ้าหน้าที่พลิกดู Passport เรื่อยๆ ค่ะ ดูแล้วดูอีก จังหวะนั้นเราเลยบอกเขาว่า หลังจากทริปเกาหลีนี้ เรามีแพลนไปออสเตรเลีย โดยได้วีซ่ามาแล้ว จะไปออสเตรเลีย 1 ปี บทสนทนาทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษค่ะ เหมือนเจ้าหน้าที่จับคำได้ว่า “Australia” เขาพลิกหน้าพาสปอร์ตดูอีกรอบ อารมณ์ประมาณว่า หะ อยู่ไหนๆ ไหนหน้าที่มีตราปั๊มเข้าประเทศออสเตรเลีย แล้วหันมาหาเรา ประมาณว่าเขาหาไม่เจอนะ ตอนนี้เจ้าหน้าที่ไม่ดุค่ะ เหมือนต้องการถามข้อมูลเพิ่มให้แน่ใจ เราเลยพูดซ้ำแบบช้าๆ ว่า ฉันได้วีซ่า 1 ปี ของออสเตรเลีย และมีแพลนจะไป after this Korea trip เค้าเลยถามเราประมาณว่าการทำงานหรือลาพักอะไรสักอย่างจำคำถามไม่ได้ค่ะ เราเลยบอกเขาว่า เราเพิ่งออกจากงาน เค้าทวนคำ (พยักหน้าว่าเก็ท) ยู ควิท ยัวร์ จ๊อบ เราตอบว่า เยส, ลาสท์ วีค
จากนั้นเจ้าหน้าที่ให้เรามองกล้องแล้วค่ะ แล้วก็ “Index fingers” สแกนนิ้วชี้ทั้งสองข้าง ถามเราอีกว่า “First time in Korea?” ระหว่างนั้นหยิบตราปั๊มแล้วค่ะ พลิกหน้า Passport ง้างมือและ …ปั๊มตรา เย้ๆ ^^ ระหว่างปั๊มตราและปั๊มวันที่ เจ้าหน้าที่พูดกับเราอีก 3 ประโยค ประมาณว่า first time in Korea. Have a nice trip. Welcome to Korea. ประมาณนี้ค่ะ เราจำไม่ค่อยได้แล้ว เรายิ้มให้และ Thank you. ผ่านแล้วค่ะ เดินตามทางไปรับกระเป๋าต่อ
ก่อนไปเกาหลีได้อ่านกระทู้มาพอสมควรเลย เรื่องคนไทยเข้าประเทศเกาหลีแล้วหลบหนี โดดวีซ่า โรบินฮู้ด ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต ต.ม. เกาหลีจึงตรวจเข้ม ในบางกรณีถูกส่งตัวกลับประเทศ ทั้งๆ ที่บางเคสตั้งใจไปเที่ยวจริงๆ เสียเงินค่าตั๋วแล้ว จองที่พักผ่าน agoda แล้ว --“ เลยค้นข้อมูลต่อไปจากหลายๆ กระทู้ ครั้งนี้เราเลยพกเอกสารต่างๆ มาด้วย เอกสารที่ติดตัวมาเป็นเอกสารที่มีอยู่แล้ว ใช้ชุดเดียวกับที่ยื่นขอวีซ่าออสเตรเลียเมื่อสองเดือนก่อน เช่น หนังสือรับรองฐานะทางการเงิน รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน บัตรเครดิตประเภทบัตรทอง (เพราะแลกเงินวอนมาไม่เยอะ) สำเนาใบจบการศึกษา สลิปเงินเดือน (ย้อนหลัง 3 เดือนล่าสุด) และอื่นๆ สุดท้ายคือเตรียมคำตอบที่คิดว่าโดนถามแน่ๆ ตอนนั้นตรงช่อง Foreigner Passport มีไฟลท์จากจีนลงพร้อมกัน 5 เครื่อง ต่างชาติเยอะมากๆ ขั้นตอนง่ายๆ เลยคือ เดินเข้าช่องผ่าน ต.ม. เจ้าหน้าที่ให้มองจอ ถ่ายรูป สแกนนิ้วชี้ทั้งสองข้าง ปั๊มตรา ไม่ถึง 2 นาที จบ. แต่พูดตรงๆ เลยว่า (จากความรู้สึก) ถ้าเป็น passport ไทย พี่ ต.ม. จะถามเพิ่มเติมมากกว่าปกติ แต่ถ้าเรามาเที่ยวจริงๆ ก็ไม่ต้องกลัว ถามมาตอบไปโลดดดค่ะ
ป.ล. เอกสารที่เตรียมมาไม่ได้นำออกมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ พกมาเผื่อกรณีที่ต้องถูกแยกเข้าห้องเพื่อสอบถามเพิ่มอย่างละเอียด ตอนที่อยู่ช่อง Immigration ก็ตอบคำถามให้ชัดเจนค่ะ ไม่กังวล ยิ้มเข้าไว้ ขอบคุณผู้อ่านนะคะ
แชร์ประสบการณ์ “อันยองฮาเซโย” ที่ ต.ม. เกาหลี ค่ะ
…ขอเล่าถึงวินาทีนั้น Finally, it’s my turn. ถึงคิวเราแล้วหลังจากต่อแถวยาวนานมากกกก //มามะ …สวัสดีค่ะ คุณพี่ ต.ม. ออฟฟิศเซ่อร์ร์ร์
ต.ม.: Hello.
Me: Hello. (ยิ้มเล็กๆ พองาม)
เจ้าหน้าที่มองหน้าเรา และเปิดดู passport ทุกหน้า ย้ำว่าทุกหน้า ระหว่างเปิดไปถึงหน้าว่างๆ พูดกับเราว่า “sightseeing” เราไม่ได้ตั้งใจฟัง เพราะมัวคิดถึงกระเป๋าอยู่ ตอนนั้นหิวและเหนื่อยมาก กระเป๋าหนัก อยู่บนเครื่องนาน ไฟลท์ดีเลย์ โอ๊ยยยยยย! เราเลยไม่ได้ฟังพี่ ต.ม. ได้ยินแต่ seeๆ ก็จัดไปค่ะ ยิ้มให้กล้องหนึ่งที เจ้าหน้าที่พูดย้ำ (ไม่ดุนะ) “sightseeing” เราก็จ้องกล้องเตรียมถ่ายรูปต่อ เริ่มรู้ตัวตอนหน้าจอไม่แสดงผลเป็นโปรแกรมถ่ายภาพ เป็นหน้าจอแสดงข้อความทั่วๆ ไป เลยเพิ่งเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ถามเราถึงจุดประสงค์ในการเดินทางมาเลยตอบไปว่า มาท่องเที่ยวและเยี่ยมเพื่อน My friend is a university student of Hanyang. เจ้าหน้าที่ถามต่อว่ามานานไหม เราตอบ 2 weeks
เจ้าหน้าที่ถาม “First time in Korea?”
เรา “Yes, this is my first time in Korea.”
เจ้าหน้าที่ย้อนกลับไปดู Arrival Card ที่ให้กรอกข้อความ เขาคงตรวจสอบรายละเอียดด้านที่อยู่หรือหมายเลขติดต่อที่เกาหลี เราใส่ครบเลยค่ะ รวมถึงที่อยู่ของเพื่อนที่เราจะมาพักด้วยที่เกาหลีและเบอร์โทรศัพท์ เจ้าหน้าที่อ่านออกเสียงเหมือนพึมพำกับตัวเอง อ่านที่อยู่ที่เราเขียนไป แล้วหันมาถามว่านี่เป็นเบอร์ของใคร เราตอบว่า เบอร์ของเพื่อน เจ้าหน้าที่หยิบปากกาขึ้นมาเตรียมจด หันมาถามว่าเพื่อนชื่ออะไร เราตอบชื่อเพื่อนไป เพื่อนเป็นคนไทยค่ะ ชื่อจริงเป็นภาษาไทย 3 พยางค์ เจ้าหน้าที่ส่ายหัวแล้วยื่นปากกากับกระดาษนั้นมาให้เราเขียนเอง ตอนแรกเขาคงนึกว่าเป็นชื่อเกาหลี พอเราเขียนเสร็จเจ้าหน้าที่รับกระดาษคืน แล้วไปเขียนเพิ่ม เราคิดว่าเขาเขียนว่าเบอร์เพื่อน เขาใส่วงเล็บด้วยค่ะ และเขียนโน้ตอะไรอีกนิดหน่อยใน Arrival Card นั้น
เจ้าหน้าที่ถามต่อว่าเป็น Vacation ของเราหรอก เราบอกว่า ใช่ ระหว่างที่ถามนี่เจ้าหน้าที่พลิกดู Passport เรื่อยๆ ค่ะ ดูแล้วดูอีก จังหวะนั้นเราเลยบอกเขาว่า หลังจากทริปเกาหลีนี้ เรามีแพลนไปออสเตรเลีย โดยได้วีซ่ามาแล้ว จะไปออสเตรเลีย 1 ปี บทสนทนาทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษค่ะ เหมือนเจ้าหน้าที่จับคำได้ว่า “Australia” เขาพลิกหน้าพาสปอร์ตดูอีกรอบ อารมณ์ประมาณว่า หะ อยู่ไหนๆ ไหนหน้าที่มีตราปั๊มเข้าประเทศออสเตรเลีย แล้วหันมาหาเรา ประมาณว่าเขาหาไม่เจอนะ ตอนนี้เจ้าหน้าที่ไม่ดุค่ะ เหมือนต้องการถามข้อมูลเพิ่มให้แน่ใจ เราเลยพูดซ้ำแบบช้าๆ ว่า ฉันได้วีซ่า 1 ปี ของออสเตรเลีย และมีแพลนจะไป after this Korea trip เค้าเลยถามเราประมาณว่าการทำงานหรือลาพักอะไรสักอย่างจำคำถามไม่ได้ค่ะ เราเลยบอกเขาว่า เราเพิ่งออกจากงาน เค้าทวนคำ (พยักหน้าว่าเก็ท) ยู ควิท ยัวร์ จ๊อบ เราตอบว่า เยส, ลาสท์ วีค
จากนั้นเจ้าหน้าที่ให้เรามองกล้องแล้วค่ะ แล้วก็ “Index fingers” สแกนนิ้วชี้ทั้งสองข้าง ถามเราอีกว่า “First time in Korea?” ระหว่างนั้นหยิบตราปั๊มแล้วค่ะ พลิกหน้า Passport ง้างมือและ …ปั๊มตรา เย้ๆ ^^ ระหว่างปั๊มตราและปั๊มวันที่ เจ้าหน้าที่พูดกับเราอีก 3 ประโยค ประมาณว่า first time in Korea. Have a nice trip. Welcome to Korea. ประมาณนี้ค่ะ เราจำไม่ค่อยได้แล้ว เรายิ้มให้และ Thank you. ผ่านแล้วค่ะ เดินตามทางไปรับกระเป๋าต่อ
ก่อนไปเกาหลีได้อ่านกระทู้มาพอสมควรเลย เรื่องคนไทยเข้าประเทศเกาหลีแล้วหลบหนี โดดวีซ่า โรบินฮู้ด ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต ต.ม. เกาหลีจึงตรวจเข้ม ในบางกรณีถูกส่งตัวกลับประเทศ ทั้งๆ ที่บางเคสตั้งใจไปเที่ยวจริงๆ เสียเงินค่าตั๋วแล้ว จองที่พักผ่าน agoda แล้ว --“ เลยค้นข้อมูลต่อไปจากหลายๆ กระทู้ ครั้งนี้เราเลยพกเอกสารต่างๆ มาด้วย เอกสารที่ติดตัวมาเป็นเอกสารที่มีอยู่แล้ว ใช้ชุดเดียวกับที่ยื่นขอวีซ่าออสเตรเลียเมื่อสองเดือนก่อน เช่น หนังสือรับรองฐานะทางการเงิน รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน บัตรเครดิตประเภทบัตรทอง (เพราะแลกเงินวอนมาไม่เยอะ) สำเนาใบจบการศึกษา สลิปเงินเดือน (ย้อนหลัง 3 เดือนล่าสุด) และอื่นๆ สุดท้ายคือเตรียมคำตอบที่คิดว่าโดนถามแน่ๆ ตอนนั้นตรงช่อง Foreigner Passport มีไฟลท์จากจีนลงพร้อมกัน 5 เครื่อง ต่างชาติเยอะมากๆ ขั้นตอนง่ายๆ เลยคือ เดินเข้าช่องผ่าน ต.ม. เจ้าหน้าที่ให้มองจอ ถ่ายรูป สแกนนิ้วชี้ทั้งสองข้าง ปั๊มตรา ไม่ถึง 2 นาที จบ. แต่พูดตรงๆ เลยว่า (จากความรู้สึก) ถ้าเป็น passport ไทย พี่ ต.ม. จะถามเพิ่มเติมมากกว่าปกติ แต่ถ้าเรามาเที่ยวจริงๆ ก็ไม่ต้องกลัว ถามมาตอบไปโลดดดค่ะ
ป.ล. เอกสารที่เตรียมมาไม่ได้นำออกมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ พกมาเผื่อกรณีที่ต้องถูกแยกเข้าห้องเพื่อสอบถามเพิ่มอย่างละเอียด ตอนที่อยู่ช่อง Immigration ก็ตอบคำถามให้ชัดเจนค่ะ ไม่กังวล ยิ้มเข้าไว้ ขอบคุณผู้อ่านนะคะ