วันนี้ผมตื่นขึ้นมาพบว่า ผมเขียนหนังสือมาแล้วยี่สิบแปดปี
และสิบปีในนี้ด้วยสถานะที่เรียกว่า
นักเขียนอาชีพ
คำว่า ‘นักเขียนอาชีพ’ แปลว่าจ่ายค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟ
ค่าดูหนัง ค่าเล่าเรียนลูก ทุกอย่างด้วยรายได้จากการเขียนหนังสือร้อยเปอร์เซ็นต์
แค่คิดจะเป็นก็น่ากลัวแล้ว!
รอดชีวิตมาสิบปีในฐานะนักเขียนอาชีพ รู้สึกอย่างไร?
รู้สึกว่าปาฏิหาริย์มีจริง! ไม่เชื่ออย่าลบหลู่!
แต่ปาฏิหาริย์ชนิดนี้มาพร้อมการออกแรง
การเขียนหนังสือเป็นงานหนัก การเขียนให้ดียิ่งหนัก
การรักษาคุณภาพต่อเนื่องยิ่งหนักเข้าไปอีก
เพื่อนนักเขียนอีกคนหนึ่ง ชาติ ภิรมย์กุล
ก็มีรายได้จากการเขียนร้อยเปอร์เซ็นต์มาราวสิบปีแล้วเหมือนกัน
ปีแรกๆ เจอหน้ากันต่างก็บ่นเรื่องเศรษฐกิจฝืดเคืองของวงการหนังสือ
นานๆ เข้าต่างฝ่ายก็เลิกบ่น
เจอหน้าก็ทำตาปริบๆ ใส่กัน ทำนองว่า “ยังไม่ตายหรือวะ?”
แล้วก็ก้มหน้าก้มตาเขียนต่อไป!
ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Openbooks เคยเปรยกับผมว่า
โมเดลธุรกิจที่ผมทำคือเขียนอย่างเป็นระบบ เขียนเอง พิมพ์เอง ขายเอง อย่างนี้
น่าจะเป็นหนทางเดียวที่เหลือของนักเขียนวรรณกรรมไทยยุคนี้
หากผมไปไม่รอด ก็น่าจะเป็นข่าวร้ายของวงการที่พิสูจน์ว่าโมเดลนี้ไม่เวิร์ก
ดังนั้นผมสมควรกัดฟันต่อไป เลิกไม่ได้
เพื่อไม่ให้วงการหดหู่ไปกว่านี้!
เขาก็พูดเกินไปเลยหน่อย
แต่อาจไม่ผิดนักในเรื่องการวางแผนการเขียนอย่างเป็นระบบ เขียนเอง พิมพ์เอง ขายเอง
อาจจะเป็นหนทางเดียวที่เหลือของนักเขียนวรรณกรรมยุคนี้จริงๆ
เพราะมองไปตามชั้นในร้านหนังสือ พื้นที่หดน้อยลงจนน่าตกใจ
มองยอดพิมพ์ของแต่ละที่ ก็น่าหดหู่
จากยอดพิมพ์เรือนหมื่นในสมัยสี่สิบปีก่อนลดลงมาเหลือหลักพัน
บทกวีเหลือหลักร้อย
นักอ่านก็เปลี่ยนไป คนอ่านแบบจริงจังมีน้อยลง
จากกลุ่มที่อ่านทุกอย่างเป็นกลุ่มที่อ่านเฉพาะบางแนวเท่านั้น
และหลายคนวิวัฒนาการเป็นพวกชอบอ่านสั้น บทความหนึ่งหน้าถือว่า “ยาวมาก”!
และเมื่อมองไปที่นักเขียน พบว่ามีมากขึ้น
พื้นที่สำหรับนักเขียนเป็นแบบเฉพาะส่วนมากขึ้น กลุ่มใครกลุ่มมัน
กลุ่มยิ่งเล็ก ก็ยิ่งต้องทำงานหนักขึ้น
โมเดลเขียนเอง พิมพ์เอง ขายเอง จึงอาจเป็นทางรอดเดียวก็เป็นได้
ดังนั้นการอยู่รอดมานานสิบปี
(พร้อมเงินฝากในธนาคารหนึ่งหมื่นห้าพันล้าน)
จึงเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างหนึ่ง!
ทำงานสิบปีได้เงินหนึ่งหมื่นห้าพันล้านดีกว่าเล่นหุ้นเสียอีก
กะว่าเดี๋ยวจะเปิดแฟรนไชส์แข่งกับร้านสะดวกซื้อ
ขายหนังสือทุกหัวมุมถนน เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
มองไปรอบตัว เห็นเพื่อนนักเขียนรุ่นพี่ ชาติ กอบจิตติ
ผู้แนะนำผมสู่หนทางสายนี้ ก็ยังทำงานด้วยโมเดลนี้อยู่
นักเขียน นิวัต พุทธประสาท ก็ใช้โมเดลนี้ ก้มหน้าก้มตาทำงาน
ดูแลนักเขียนหลายคนในก๊วนของเขา
นอกนั้นก็มีอีกหลายคนเดินหน้ากันมาตามโมเดลนี้
ล้วนแต่เป็นพวกชอบทรมานตัวเองทั้งนั้น
บางคนเป็นหมอรายได้ดี ก็ไม่ชอบ มาเขียนหนังสือเป็นอาชีพ
แปลก เป็นหมอแต่แยกไม่ออกว่ายาเม็ดสีฟ้ากับยาเม็ดสีแดงต่างกันอย่างไร!
คิดๆ ดู การเขียนเองขายเองก็ดูเหมือนไม่ต่างจากสมัยของ มนัส จรรยงค์ ยุคโน้น
นักเขียนชั้นครูคนนี้เขียนเรื่องสั้นให้เสร็จก่อนอาหารเย็น
ยื่นต้นฉบับให้ลูกวิ่งไปส่งโรงพิมพ์รับเงินมาทันซื้อข้าวเย็น
ถ้าเขียนไม่จบ ทั้งครอบครัวก็อด
ไม้ เมืองเดิม หรือ ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา ก็ทำงานหนักตลอดชีวิต
บางช่วงแทบจะเลิกราจากวงการเพราะเขียนอะไรก็ไม่เข้าตาใคร
มาถึงยุคอินเทอร์เน็ต
นักเขียนทำงานด้วยข้อแม้ทางการตลาดและสังคมที่ต่างจากสมัยก่อน
แต่โดยรวมก็ยังต้องทำงานหนักเหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม เราก็มีความสุขกับงาน...
...........................................................................................
จากที่นี่ครับ
http://winbookclub.com/article.php
อ่านแล้ว คิดเห็นอย่างไรกันครับ
ผมว่าคุณวินทร์ยังโชคดีนะ มีแฟนอยู่พอสมควร
มีฝีมือ และมีวินัยในการทำงาน
เขียนเอง พิมพ์เอง สมม่ำเสมอ
แต่นักเขียนหลายคน ทีพิมพ์เอง ม้วนเสื่อมานักต่อนักแล้ว
ขอเป็นกำลังใจให้นักเขียนที่มีฝีมือ
หมั่นพัฒนาตังเอง มีวินัย
และไม่ประมาท---ทั้งหลาย
จง "เดินไป...ให้สุดฝัน" นะครับ / จขกท.
.....................................................................
ป.ล. เงิน "ฝากในธนาคารหนึ่งหมื่นห้าพันล้าน" นี้คือ ?????
เรื่องน่าอัศจรรย์...ของนักเขียนอาชีพ / วินทร์ เลียววาริณ
และสิบปีในนี้ด้วยสถานะที่เรียกว่า นักเขียนอาชีพ
คำว่า ‘นักเขียนอาชีพ’ แปลว่าจ่ายค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟ
ค่าดูหนัง ค่าเล่าเรียนลูก ทุกอย่างด้วยรายได้จากการเขียนหนังสือร้อยเปอร์เซ็นต์
แค่คิดจะเป็นก็น่ากลัวแล้ว!
รอดชีวิตมาสิบปีในฐานะนักเขียนอาชีพ รู้สึกอย่างไร?
รู้สึกว่าปาฏิหาริย์มีจริง! ไม่เชื่ออย่าลบหลู่!
แต่ปาฏิหาริย์ชนิดนี้มาพร้อมการออกแรง
การเขียนหนังสือเป็นงานหนัก การเขียนให้ดียิ่งหนัก
การรักษาคุณภาพต่อเนื่องยิ่งหนักเข้าไปอีก
เพื่อนนักเขียนอีกคนหนึ่ง ชาติ ภิรมย์กุล
ก็มีรายได้จากการเขียนร้อยเปอร์เซ็นต์มาราวสิบปีแล้วเหมือนกัน
ปีแรกๆ เจอหน้ากันต่างก็บ่นเรื่องเศรษฐกิจฝืดเคืองของวงการหนังสือ
นานๆ เข้าต่างฝ่ายก็เลิกบ่น
เจอหน้าก็ทำตาปริบๆ ใส่กัน ทำนองว่า “ยังไม่ตายหรือวะ?”
แล้วก็ก้มหน้าก้มตาเขียนต่อไป!
ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Openbooks เคยเปรยกับผมว่า
โมเดลธุรกิจที่ผมทำคือเขียนอย่างเป็นระบบ เขียนเอง พิมพ์เอง ขายเอง อย่างนี้
น่าจะเป็นหนทางเดียวที่เหลือของนักเขียนวรรณกรรมไทยยุคนี้
หากผมไปไม่รอด ก็น่าจะเป็นข่าวร้ายของวงการที่พิสูจน์ว่าโมเดลนี้ไม่เวิร์ก
ดังนั้นผมสมควรกัดฟันต่อไป เลิกไม่ได้
เพื่อไม่ให้วงการหดหู่ไปกว่านี้!
เขาก็พูดเกินไปเลยหน่อย
แต่อาจไม่ผิดนักในเรื่องการวางแผนการเขียนอย่างเป็นระบบ เขียนเอง พิมพ์เอง ขายเอง
อาจจะเป็นหนทางเดียวที่เหลือของนักเขียนวรรณกรรมยุคนี้จริงๆ
เพราะมองไปตามชั้นในร้านหนังสือ พื้นที่หดน้อยลงจนน่าตกใจ
มองยอดพิมพ์ของแต่ละที่ ก็น่าหดหู่
จากยอดพิมพ์เรือนหมื่นในสมัยสี่สิบปีก่อนลดลงมาเหลือหลักพัน
บทกวีเหลือหลักร้อย
นักอ่านก็เปลี่ยนไป คนอ่านแบบจริงจังมีน้อยลง
จากกลุ่มที่อ่านทุกอย่างเป็นกลุ่มที่อ่านเฉพาะบางแนวเท่านั้น
และหลายคนวิวัฒนาการเป็นพวกชอบอ่านสั้น บทความหนึ่งหน้าถือว่า “ยาวมาก”!
และเมื่อมองไปที่นักเขียน พบว่ามีมากขึ้น
พื้นที่สำหรับนักเขียนเป็นแบบเฉพาะส่วนมากขึ้น กลุ่มใครกลุ่มมัน
กลุ่มยิ่งเล็ก ก็ยิ่งต้องทำงานหนักขึ้น
โมเดลเขียนเอง พิมพ์เอง ขายเอง จึงอาจเป็นทางรอดเดียวก็เป็นได้
ดังนั้นการอยู่รอดมานานสิบปี
(พร้อมเงินฝากในธนาคารหนึ่งหมื่นห้าพันล้าน)
จึงเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างหนึ่ง!
ทำงานสิบปีได้เงินหนึ่งหมื่นห้าพันล้านดีกว่าเล่นหุ้นเสียอีก
กะว่าเดี๋ยวจะเปิดแฟรนไชส์แข่งกับร้านสะดวกซื้อ
ขายหนังสือทุกหัวมุมถนน เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
มองไปรอบตัว เห็นเพื่อนนักเขียนรุ่นพี่ ชาติ กอบจิตติ
ผู้แนะนำผมสู่หนทางสายนี้ ก็ยังทำงานด้วยโมเดลนี้อยู่
นักเขียน นิวัต พุทธประสาท ก็ใช้โมเดลนี้ ก้มหน้าก้มตาทำงาน
ดูแลนักเขียนหลายคนในก๊วนของเขา
นอกนั้นก็มีอีกหลายคนเดินหน้ากันมาตามโมเดลนี้
ล้วนแต่เป็นพวกชอบทรมานตัวเองทั้งนั้น
บางคนเป็นหมอรายได้ดี ก็ไม่ชอบ มาเขียนหนังสือเป็นอาชีพ
แปลก เป็นหมอแต่แยกไม่ออกว่ายาเม็ดสีฟ้ากับยาเม็ดสีแดงต่างกันอย่างไร!
คิดๆ ดู การเขียนเองขายเองก็ดูเหมือนไม่ต่างจากสมัยของ มนัส จรรยงค์ ยุคโน้น
นักเขียนชั้นครูคนนี้เขียนเรื่องสั้นให้เสร็จก่อนอาหารเย็น
ยื่นต้นฉบับให้ลูกวิ่งไปส่งโรงพิมพ์รับเงินมาทันซื้อข้าวเย็น
ถ้าเขียนไม่จบ ทั้งครอบครัวก็อด
ไม้ เมืองเดิม หรือ ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา ก็ทำงานหนักตลอดชีวิต
บางช่วงแทบจะเลิกราจากวงการเพราะเขียนอะไรก็ไม่เข้าตาใคร
มาถึงยุคอินเทอร์เน็ต
นักเขียนทำงานด้วยข้อแม้ทางการตลาดและสังคมที่ต่างจากสมัยก่อน
แต่โดยรวมก็ยังต้องทำงานหนักเหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม เราก็มีความสุขกับงาน...
...........................................................................................
จากที่นี่ครับ http://winbookclub.com/article.php
อ่านแล้ว คิดเห็นอย่างไรกันครับ
ผมว่าคุณวินทร์ยังโชคดีนะ มีแฟนอยู่พอสมควร
มีฝีมือ และมีวินัยในการทำงาน
เขียนเอง พิมพ์เอง สมม่ำเสมอ
แต่นักเขียนหลายคน ทีพิมพ์เอง ม้วนเสื่อมานักต่อนักแล้ว
ขอเป็นกำลังใจให้นักเขียนที่มีฝีมือ
หมั่นพัฒนาตังเอง มีวินัย
และไม่ประมาท---ทั้งหลาย
จง "เดินไป...ให้สุดฝัน" นะครับ / จขกท.
.....................................................................
ป.ล. เงิน "ฝากในธนาคารหนึ่งหมื่นห้าพันล้าน" นี้คือ ?????