บานประตูปิดลงโดยไร้เสียง แสงสว่างสุดท้ายที่เล็ดลอดออกมาจากภายในห้องค่อยๆ ถูกกลืนหายไปจนสิ้น ทอยหยุดยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ บนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มน้อยๆ ที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเพื่อสำหรับสิ่งใด เขาหันหลังกลับ และรอยยิ้มนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็วเหมือนแสงสว่างเมื่อครู่
สิ่งที่กำลังรอคอยเขาอยู่ตรงหน้า คือความมืดอันเก่าแก่ที่หมักหมมอยู่ภายในตรอกเล็กๆ แห่งนี้มาแสนนาน มันเป็นยิ่งกว่าที่เขาจำได้เมื่อตอนเช้า มากกว่าที่เขารู้สึกได้ตอนที่เดินเข้ามา พวกมันหนาหนักจนราวกับว่าจะสามารถจับต้องได้ 'โศกาคิดเคยเขียนถึงพวกมันไว้ว่าอย่างไรกันนะ'
'ความกลัวที่มีต่อความมืดนั้นอาจนับเป็นความกลัวที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งได้รับตกทอดมาจากบรรพบุรุษของมนุษยชาตินับตั้งแต่ช่วงเวลาที่ประวัติศาสตร์ของเรายังไม่ได้เริ่มต้นขึ้นด้วยซ้ำ
เราใช้ชีวิตอยู่ภายใต้แสงสว่างของกลางวันเพราะว่าดวงตาของเราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการนั้น มันเป็นครึ่งหนึ่งของโลกที่เราสามารถมองเห็นได้ จนเมื่อดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า เมื่อแสงของยามค่ำคืน เมื่อความมืดมิดมาเยือน ผลักดันเราให้ต้องก้าวเข้าสู่โลกอีกครึ่งที่เหลือ โลกที่เราไม่อาจมองเห็น
มันคือความกลัวที่เรามีให้กับนักล่าแห่งรัตติกาลผู้มีดวงตาราตรี สัตว์มีพิษ แมลงอันตราย และสิ่งคุกคามต่อชีวิตทั้งหลายที่หลบเร้นอยู่ในความมืด
กลางวันคือแสงสว่าง กลางคืนคือความมืด กลางวันคือสวนสวรรค์ กลางคืนคือห้วงนรก กลางวันคือความเป็นจริง คือสิ่งที่เรามองเห็น กลางคืนคือสิ่งที่เราไม่อาจเห็น คือจินตนาการ อันตรายที่มองเห็นได้นั้นแสนน่ากลัว แต่อันตรายที่ไม่อาจเห็น อันตรายที่เฝ้าหลอกหลอนอยู่ภายในจิตใจของเราเองนั้นยิ่งน่ากลัวกว่า สัตว์ประหลาด ภูติผีปีศาจ และสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายล้วนหลบซ่อนตัวอยู่ในความมืดชนิดนี้
เหตุใดศาสตราวุธของจอมเทพจึงถูกระบุว่าเป็นสายฟ้า เหตุใดวีรบุรุษคนแรกจึงเป็นผู้ที่ขโมยไฟมาจากเหล่าทวยเทพเพื่อมอบให้กับมวลมนุษย์ ทั้งหมดนี้ต่างมีความสัมพันธ์กับสิ่งพิเศษอย่างหนึ่งซึ่งก็คือ ไฟ นั่นเอง สายฟ้าที่ตัดผ่านสรวงสวรรค์ลงสู่ยอดไม้สูงในแดนมนุษย์ แสงสว่างวาบ พลังทำลายล้าง เสียงแตกระเบิด แรงสั่นสะเทือน กลิ่นไหม้ ความรู้สึกถึงประจุไฟฟ้าในอากาศ ทั้งหมดนั้นไม่อาจเป็นสิ่งใดไปได้นอกจากสุดยอดอาวุธของจอมเทพเท่านั้น หลังจากนั้น ในความมืดมนของพายุที่กำลังโหมกระหน่ำ เปลวเพลิงพลันลุกโชนขึ้น มนุษย์ผู้ได้พบเห็นปรากฎการณ์อันแสนมหัศจรรย์นี้คงได้แต่ยืนตะลึงงัน
นั่นคือช่วงเวลาที่วีรบุรุษคนแรกของเราได้ขโมยไฟจากเหล่าทวยเทพลงมามอบให้
ไฟ มีความสำคัญต่อมนุษยชาติ ไม่ใช่เพราะคุณประโยชน์อันมากมาย ไม่ใช่เพราะอันตรายใหญ่หลวง หรือพลังทำลายล้างอันไม่สิ้นสุดของมัน แต่เป็นเพราะ แสงสว่าง ที่มาพร้อมกันนั้นต่างหาก
แสงสว่างที่สามารถใช้ขับไล่ความมืดได้ในทุกเวลา นับเป็นครั้งแรกที่มนุษย์สามารถสำรวจลึกเข้าไปภายในถ้ำมืด ได้มองเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในยามราตรี ความกลัวบางส่วนของพวกเขาได้ถูกปราบลง วีรบุรุษคนแรกได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วภายในใจของพวกเขา ชัยชนะที่มีเหนือความมืดมิด เหนือจินตนาการ เหนือความหวาดกลัวของตัวเอง
เวลาเวียนหมุนไป มนุษยชาติเจริญรุดหน้ามาจนแม้แต่ตัวเราเองก็ยังคาดไม่ถึง แต่สุดท้ายแล้ว ภายใต้ความมืดมิดที่ซ่อนลึกอยู่ภายในใจ ภายใต้โมงยามที่เราไม่อาจมองเห็นทุกสิ่งได้อย่างชัดเจน จินตนาการอันเลวร้าย สิ่งที่เคยนึกว่าได้ถูกกำจัดไปหมดแล้ว ก็จะเริ่มหลอกหลอนอีกครั้ง
ความกลัวต่อความมืดอันเก่าแก่นั้น ยังคงมีอยู่ภายในใจของเราเสมอ'
สายตาของเขาเร่งปรับตัวเข้ากับความมืดนี้ แต่มันก็ยังไม่เร็วพออย่างที่ต้องการ ขนที่หลังคอของเขาลุกตั้งชัน เขารู้สึกได้ถึงบางสิ่ง ภายในตรอกแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงความมืดกับตัวเขาเท่านั้น
มันยังมีสิ่งอื่นอยู่ด้วย
ตรอกที่ไม่กว้างนักแห่งนี้ค่อยๆ หดแคบลงจนเหลือขนาดเพียงพอให้คนคนเดียวเดินผ่านได้เท่านั้น มันอาจเป็นภาพลวงตาที่เกิดจากส่วนผสมอันลงตัวระหว่างความมืด กับความกลัวก็เป็นได้
'ไม่น่าใช้พลังที่เหลืออยู่ไปกับประตูบานนั้นเลย' เขาได้แต่คิดอย่างขมขื่น เขาที่เอาแต่เฝ้าบอกกับตัวเองว่าไม่อยากเป็นมือสังหาร ไม่อยากเป็นนักฆ่า ไม่อยากได้ความสามารถพวกนั้น 'แต่ในเวลาแบบนี้' ในช่วงเวลาที่คับขัน สิ่งที่เขาสามารถพึ่งพาได้นั้นกลับมีเพียงอย่างเดียว คือความสามารถที่เขาบอกว่าเกลียดนั่นเอง
ดอกไม้สีแดงคล้ำขนาดยักษ์เท่ากับคนคนหนึ่งผุดขึ้นในความมืด 'เหมือนจะเป็นดอกกุหลาบ' ก่อนผลิบานที่กึ่งกลางความลึกของตรอกแห่งนี้ กลีบสีโลหิตของมันค่อยๆ ผลิบานออกอย่างช้าๆ ก่อนหยาดหยดลงสู่พื้น ภาพทั้งหมดนี้ชวนให้เขารู้สึกหยดหยองเป็นอย่างยิ่ง
'เมื่อไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นคืออะไร ก็จงอย่าไปต่อเติมมัน' นั่นเป็นคำพูดของปู่แจ็ค
ภาพของดอกกุหลาบสีแดงเลือดที่ร่วงโรยเปื่อยเน่าอย่างรวดเร็ว ถูกแทนที่ด้วยภาพของผ้าคลุมสีแดงคล้ำที่กางขยายออกก่อนค่อยๆ คลี่คลุมลงสู่พื้น ภายใต้ผ้าคลุมนั้นเป็นร่างเล็กๆ ที่ถือของบางสิ่งเอาไว้
“...คะ” เสียงที่แสนอ่อนล้าดังแว่วมาจากร่างลึกลับ แทรกตัวผ่านมาตามความมืดหนาหนักที่กางกั้นระหว่างทั้งสอง เขาคิดว่ามันน่าจะเป็นคำถาม แต่ก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ ไม่แน่ใจแม้แต่ว่ามันจะเป็นเสียงของผู้หญิงอย่างคำพูดที่ใช้หรือไม่
ในยามราตรี ท่ามกลางความมืดมิดแปลกประหลาด ใจกลางตรอกคับแคบ พลันมีร่างลึกลับภายใต้ผ้าคลุมสีเลือดปรากฎขึ้นตรงหน้า ในสถานการณ์แบบนี้มีใครรู้บ้างว่าควรทำอย่างไร เขาไม่รู้
'เมื่อไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ก็ทำไปตามที่เรารู้' คำสอนของปู่แจ็คดังขึ้นอีกครั้ง
“มีอะไรให้ช่วยไหมครับ”
“รับ...ไหมคะ” ร่างนั้นคล้ายจะลอยเข้ามาหาอย่างช้าๆ 'ไม่ แค่ฉันมองไม่เห็นขา เพราะผ้าคลุมผืนนั้น' เขารีบบอกกับตัวเอง
“หยุดอยู่ตรงนั้นด้วยครับ” ท่าทีของเขาพลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน คำพูดนั้นเหมือนกับเป็นการร้องขอ แต่น้ำเสียงราบเรียบที่ใช้กลับทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกที่ไม่อาจต่อต้าน ร่างของเขาคล้ายยืดเหยียดสูงขึ้นอย่างไร้เหตุผล กลมกลืนเข้ากับความมืดที่อยู่รอบกาย
สภาพเช่นนี้ของเขาคงอยู่ได้เพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้น แต่ร่างลึกลับก็หยุดเคลื่อนที่ตามที่เขาบอก บางทีอาจเป็นเพราะยังไม่แน่ใจว่าเขาจะทำอะไรแปลกๆ ได้อีกหรือไม่
“มีอะไรให้ผมช่วยหรือครับ” เขาพยายามผ่อนคลายตัวเองให้มากที่สุด เพราะมันเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เขายังสามารถทำได้ในตอนนี้ เขาไม่มีพลังหลงเหลืออยู่อีกแล้ว
ใต้ผ้าคลุมสีแดงนั้นเกิดความเคลื่อนไหวก่อนถูกแหวกเปิดออกจากทางด้านหน้า มีมือขาวซีดข้างหนึ่งยื่นออกมาพร้อมกับเสยปลดหมวกคลุมไปทางด้านหลัง ส่วนในมืออีกข้างนั้นถือตะกร้าใบเล็กสีดำเอาไว้ ใบหน้าของเด็กสาว ผมตรงยาว งดงาม แต่ซีดเซียวจ้องตรงมาที่เขา
เด็กสาวถือตะกร้า สวมเสื้อคลุมสีแดงที่อาจพบเห็นได้ทั่วไป ภาพธรรมดาที่กลับกลายเป็นความน่ากลัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“...รับไม้ขีดไฟไหมคะ” เธอฉีกยิ้ม ซึ่งยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงกว่าเดิม ก่อนเอื้อมมือลงไปในตะกร้า ชั่วแวบหนึ่งนั้นเขาเผลอคิดว่าสิ่งที่จะถูกหยิบออกมาน่าจะเป็นสิ่งอื่น อาจเป็นบางสิ่งที่เหนียวเหนอะ น่าขยะแขยง หรืออาจเลวร้ายยิ่งกว่านั้นถ้ามันเป็นอาวุธ 'หยุด' เขารีบสงบใจลง
“ไม่ ขอบใจนะ แต่ฉันไม่จำเป็นต้องใช้มัน” เขาฝืนยิ้ม
กลักไม้ขีดที่หยิบออกมาถูกยกชูค้างไว้กลางอากาศ “หนูก็คิดว่าอย่างนั้น” เธอทำหน้าเศร้า “เดี๋ยวนี้ไม่มีใครใช้ของพวกนี้อีกแล้ว”
เขารู้สึกเสียใจ แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้เธอเข้ามาใกล้ได้ 'ฉันยังอยู่ในความมืด และฉันก็มองเห็นเธอได้ชัดเจน' ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติ เขาอยากที่จะถอยกลับเข้าไปอยู่ภายใต้แสงสว่างของสำนักงานอีกครั้ง แต่ก็ไม่อาจหันหลังกลับไปในตอนนี้ได้ ที่สำคัญ เขาไม่แน่ใจว่าจะสามารถหาประตูบานนั้นได้พบภายใต้ความมืดที่ผิดปกติเช่นนี้ เขาหมายถึงว่าก่อนหน้านี้มันก็ผิดปกติ แต่ไม่ได้ผิดปกติมากขนาดนี้
เด็กสาวขายไม้ขีดไฟคนนี้ทำให้เขานึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งขึ้นมา
ทอย (17)
สิ่งที่กำลังรอคอยเขาอยู่ตรงหน้า คือความมืดอันเก่าแก่ที่หมักหมมอยู่ภายในตรอกเล็กๆ แห่งนี้มาแสนนาน มันเป็นยิ่งกว่าที่เขาจำได้เมื่อตอนเช้า มากกว่าที่เขารู้สึกได้ตอนที่เดินเข้ามา พวกมันหนาหนักจนราวกับว่าจะสามารถจับต้องได้ 'โศกาคิดเคยเขียนถึงพวกมันไว้ว่าอย่างไรกันนะ'
'ความกลัวที่มีต่อความมืดนั้นอาจนับเป็นความกลัวที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งได้รับตกทอดมาจากบรรพบุรุษของมนุษยชาตินับตั้งแต่ช่วงเวลาที่ประวัติศาสตร์ของเรายังไม่ได้เริ่มต้นขึ้นด้วยซ้ำ
เราใช้ชีวิตอยู่ภายใต้แสงสว่างของกลางวันเพราะว่าดวงตาของเราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการนั้น มันเป็นครึ่งหนึ่งของโลกที่เราสามารถมองเห็นได้ จนเมื่อดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า เมื่อแสงของยามค่ำคืน เมื่อความมืดมิดมาเยือน ผลักดันเราให้ต้องก้าวเข้าสู่โลกอีกครึ่งที่เหลือ โลกที่เราไม่อาจมองเห็น
มันคือความกลัวที่เรามีให้กับนักล่าแห่งรัตติกาลผู้มีดวงตาราตรี สัตว์มีพิษ แมลงอันตราย และสิ่งคุกคามต่อชีวิตทั้งหลายที่หลบเร้นอยู่ในความมืด
กลางวันคือแสงสว่าง กลางคืนคือความมืด กลางวันคือสวนสวรรค์ กลางคืนคือห้วงนรก กลางวันคือความเป็นจริง คือสิ่งที่เรามองเห็น กลางคืนคือสิ่งที่เราไม่อาจเห็น คือจินตนาการ อันตรายที่มองเห็นได้นั้นแสนน่ากลัว แต่อันตรายที่ไม่อาจเห็น อันตรายที่เฝ้าหลอกหลอนอยู่ภายในจิตใจของเราเองนั้นยิ่งน่ากลัวกว่า สัตว์ประหลาด ภูติผีปีศาจ และสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายล้วนหลบซ่อนตัวอยู่ในความมืดชนิดนี้
เหตุใดศาสตราวุธของจอมเทพจึงถูกระบุว่าเป็นสายฟ้า เหตุใดวีรบุรุษคนแรกจึงเป็นผู้ที่ขโมยไฟมาจากเหล่าทวยเทพเพื่อมอบให้กับมวลมนุษย์ ทั้งหมดนี้ต่างมีความสัมพันธ์กับสิ่งพิเศษอย่างหนึ่งซึ่งก็คือ ไฟ นั่นเอง สายฟ้าที่ตัดผ่านสรวงสวรรค์ลงสู่ยอดไม้สูงในแดนมนุษย์ แสงสว่างวาบ พลังทำลายล้าง เสียงแตกระเบิด แรงสั่นสะเทือน กลิ่นไหม้ ความรู้สึกถึงประจุไฟฟ้าในอากาศ ทั้งหมดนั้นไม่อาจเป็นสิ่งใดไปได้นอกจากสุดยอดอาวุธของจอมเทพเท่านั้น หลังจากนั้น ในความมืดมนของพายุที่กำลังโหมกระหน่ำ เปลวเพลิงพลันลุกโชนขึ้น มนุษย์ผู้ได้พบเห็นปรากฎการณ์อันแสนมหัศจรรย์นี้คงได้แต่ยืนตะลึงงัน
นั่นคือช่วงเวลาที่วีรบุรุษคนแรกของเราได้ขโมยไฟจากเหล่าทวยเทพลงมามอบให้
ไฟ มีความสำคัญต่อมนุษยชาติ ไม่ใช่เพราะคุณประโยชน์อันมากมาย ไม่ใช่เพราะอันตรายใหญ่หลวง หรือพลังทำลายล้างอันไม่สิ้นสุดของมัน แต่เป็นเพราะ แสงสว่าง ที่มาพร้อมกันนั้นต่างหาก
แสงสว่างที่สามารถใช้ขับไล่ความมืดได้ในทุกเวลา นับเป็นครั้งแรกที่มนุษย์สามารถสำรวจลึกเข้าไปภายในถ้ำมืด ได้มองเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในยามราตรี ความกลัวบางส่วนของพวกเขาได้ถูกปราบลง วีรบุรุษคนแรกได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วภายในใจของพวกเขา ชัยชนะที่มีเหนือความมืดมิด เหนือจินตนาการ เหนือความหวาดกลัวของตัวเอง
เวลาเวียนหมุนไป มนุษยชาติเจริญรุดหน้ามาจนแม้แต่ตัวเราเองก็ยังคาดไม่ถึง แต่สุดท้ายแล้ว ภายใต้ความมืดมิดที่ซ่อนลึกอยู่ภายในใจ ภายใต้โมงยามที่เราไม่อาจมองเห็นทุกสิ่งได้อย่างชัดเจน จินตนาการอันเลวร้าย สิ่งที่เคยนึกว่าได้ถูกกำจัดไปหมดแล้ว ก็จะเริ่มหลอกหลอนอีกครั้ง
ความกลัวต่อความมืดอันเก่าแก่นั้น ยังคงมีอยู่ภายในใจของเราเสมอ'
สายตาของเขาเร่งปรับตัวเข้ากับความมืดนี้ แต่มันก็ยังไม่เร็วพออย่างที่ต้องการ ขนที่หลังคอของเขาลุกตั้งชัน เขารู้สึกได้ถึงบางสิ่ง ภายในตรอกแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงความมืดกับตัวเขาเท่านั้น
มันยังมีสิ่งอื่นอยู่ด้วย
ตรอกที่ไม่กว้างนักแห่งนี้ค่อยๆ หดแคบลงจนเหลือขนาดเพียงพอให้คนคนเดียวเดินผ่านได้เท่านั้น มันอาจเป็นภาพลวงตาที่เกิดจากส่วนผสมอันลงตัวระหว่างความมืด กับความกลัวก็เป็นได้
'ไม่น่าใช้พลังที่เหลืออยู่ไปกับประตูบานนั้นเลย' เขาได้แต่คิดอย่างขมขื่น เขาที่เอาแต่เฝ้าบอกกับตัวเองว่าไม่อยากเป็นมือสังหาร ไม่อยากเป็นนักฆ่า ไม่อยากได้ความสามารถพวกนั้น 'แต่ในเวลาแบบนี้' ในช่วงเวลาที่คับขัน สิ่งที่เขาสามารถพึ่งพาได้นั้นกลับมีเพียงอย่างเดียว คือความสามารถที่เขาบอกว่าเกลียดนั่นเอง
ดอกไม้สีแดงคล้ำขนาดยักษ์เท่ากับคนคนหนึ่งผุดขึ้นในความมืด 'เหมือนจะเป็นดอกกุหลาบ' ก่อนผลิบานที่กึ่งกลางความลึกของตรอกแห่งนี้ กลีบสีโลหิตของมันค่อยๆ ผลิบานออกอย่างช้าๆ ก่อนหยาดหยดลงสู่พื้น ภาพทั้งหมดนี้ชวนให้เขารู้สึกหยดหยองเป็นอย่างยิ่ง
'เมื่อไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นคืออะไร ก็จงอย่าไปต่อเติมมัน' นั่นเป็นคำพูดของปู่แจ็ค
ภาพของดอกกุหลาบสีแดงเลือดที่ร่วงโรยเปื่อยเน่าอย่างรวดเร็ว ถูกแทนที่ด้วยภาพของผ้าคลุมสีแดงคล้ำที่กางขยายออกก่อนค่อยๆ คลี่คลุมลงสู่พื้น ภายใต้ผ้าคลุมนั้นเป็นร่างเล็กๆ ที่ถือของบางสิ่งเอาไว้
“...คะ” เสียงที่แสนอ่อนล้าดังแว่วมาจากร่างลึกลับ แทรกตัวผ่านมาตามความมืดหนาหนักที่กางกั้นระหว่างทั้งสอง เขาคิดว่ามันน่าจะเป็นคำถาม แต่ก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ ไม่แน่ใจแม้แต่ว่ามันจะเป็นเสียงของผู้หญิงอย่างคำพูดที่ใช้หรือไม่
ในยามราตรี ท่ามกลางความมืดมิดแปลกประหลาด ใจกลางตรอกคับแคบ พลันมีร่างลึกลับภายใต้ผ้าคลุมสีเลือดปรากฎขึ้นตรงหน้า ในสถานการณ์แบบนี้มีใครรู้บ้างว่าควรทำอย่างไร เขาไม่รู้
'เมื่อไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ก็ทำไปตามที่เรารู้' คำสอนของปู่แจ็คดังขึ้นอีกครั้ง
“มีอะไรให้ช่วยไหมครับ”
“รับ...ไหมคะ” ร่างนั้นคล้ายจะลอยเข้ามาหาอย่างช้าๆ 'ไม่ แค่ฉันมองไม่เห็นขา เพราะผ้าคลุมผืนนั้น' เขารีบบอกกับตัวเอง
“หยุดอยู่ตรงนั้นด้วยครับ” ท่าทีของเขาพลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน คำพูดนั้นเหมือนกับเป็นการร้องขอ แต่น้ำเสียงราบเรียบที่ใช้กลับทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกที่ไม่อาจต่อต้าน ร่างของเขาคล้ายยืดเหยียดสูงขึ้นอย่างไร้เหตุผล กลมกลืนเข้ากับความมืดที่อยู่รอบกาย
สภาพเช่นนี้ของเขาคงอยู่ได้เพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้น แต่ร่างลึกลับก็หยุดเคลื่อนที่ตามที่เขาบอก บางทีอาจเป็นเพราะยังไม่แน่ใจว่าเขาจะทำอะไรแปลกๆ ได้อีกหรือไม่
“มีอะไรให้ผมช่วยหรือครับ” เขาพยายามผ่อนคลายตัวเองให้มากที่สุด เพราะมันเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เขายังสามารถทำได้ในตอนนี้ เขาไม่มีพลังหลงเหลืออยู่อีกแล้ว
ใต้ผ้าคลุมสีแดงนั้นเกิดความเคลื่อนไหวก่อนถูกแหวกเปิดออกจากทางด้านหน้า มีมือขาวซีดข้างหนึ่งยื่นออกมาพร้อมกับเสยปลดหมวกคลุมไปทางด้านหลัง ส่วนในมืออีกข้างนั้นถือตะกร้าใบเล็กสีดำเอาไว้ ใบหน้าของเด็กสาว ผมตรงยาว งดงาม แต่ซีดเซียวจ้องตรงมาที่เขา
เด็กสาวถือตะกร้า สวมเสื้อคลุมสีแดงที่อาจพบเห็นได้ทั่วไป ภาพธรรมดาที่กลับกลายเป็นความน่ากลัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“...รับไม้ขีดไฟไหมคะ” เธอฉีกยิ้ม ซึ่งยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงกว่าเดิม ก่อนเอื้อมมือลงไปในตะกร้า ชั่วแวบหนึ่งนั้นเขาเผลอคิดว่าสิ่งที่จะถูกหยิบออกมาน่าจะเป็นสิ่งอื่น อาจเป็นบางสิ่งที่เหนียวเหนอะ น่าขยะแขยง หรืออาจเลวร้ายยิ่งกว่านั้นถ้ามันเป็นอาวุธ 'หยุด' เขารีบสงบใจลง
“ไม่ ขอบใจนะ แต่ฉันไม่จำเป็นต้องใช้มัน” เขาฝืนยิ้ม
กลักไม้ขีดที่หยิบออกมาถูกยกชูค้างไว้กลางอากาศ “หนูก็คิดว่าอย่างนั้น” เธอทำหน้าเศร้า “เดี๋ยวนี้ไม่มีใครใช้ของพวกนี้อีกแล้ว”
เขารู้สึกเสียใจ แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้เธอเข้ามาใกล้ได้ 'ฉันยังอยู่ในความมืด และฉันก็มองเห็นเธอได้ชัดเจน' ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติ เขาอยากที่จะถอยกลับเข้าไปอยู่ภายใต้แสงสว่างของสำนักงานอีกครั้ง แต่ก็ไม่อาจหันหลังกลับไปในตอนนี้ได้ ที่สำคัญ เขาไม่แน่ใจว่าจะสามารถหาประตูบานนั้นได้พบภายใต้ความมืดที่ผิดปกติเช่นนี้ เขาหมายถึงว่าก่อนหน้านี้มันก็ผิดปกติ แต่ไม่ได้ผิดปกติมากขนาดนี้
เด็กสาวขายไม้ขีดไฟคนนี้ทำให้เขานึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งขึ้นมา