เศรษฐกิจสุดซอย ไม่ต้องมองเศรษฐกิจกันแล้วเมื่อวานตัวเลขเศรษฐกิจก็ไม่ดีแต่ไม่มีใครพูดถึง ไม่ว่าจะส่งออกและการปรับลด GDP

กระทู้สนทนา
การเมือง : บทบรรณาธิการคมชัดลึก

วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2556

             เศรษฐกิจสุดซอย

เศรษฐกิจสุดซอย : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2556



              ถึงวาระที่ประชาชนคนไทย ต้องตกอยู่ในห้วงยามใจหายใจคว่ำกันอีกครั้ง กับสงครามแบ่งฝ่ายแยกฝั่ง สนับสนุนและต่อต้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม "ฉบับสุดซอย" ที่คณะกรรมาธิการแปรญัตติเอาไว้แบบเหมาเข่ง และพรรคเพื่อไทยเองก็มีมติสนับสนุนผลักดันให้ไปกันให้สุดทางด้วยความเร่งรีบรวบรัดชนิดม้วนเดียวจบ โดยไม่สู้จะให้ความสนใจกับเสียงคัดค้านสักเท่าไร ส่งผลให้กลุ่มความขัดแย้งในสังคมไทยกลับมาเผชิญหน้ากันอีกครั้งและส่อเค้าว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นได้ทุกขณะเพราะไม่เพียงแต่เป็นเกมการต่อสู้กันในสภาเท่านั้น ทว่า การนัดชุมนุมของประชาชนโดยการนำของพรรคประชาธิปัตย์ก็มีแนวโน้มเช่นกันว่าจะเพิ่มดีกรี ยกระดับแรงกดดันไปที่รัฐบาลมากยิ่งขึ้น

              ลองหันมาดู "ความจริง" อีกด้านหนึ่งในบ้านเมืองขณะนี้กันบ้าง เมื่อวันก่อน นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย หรือสภาผู้ส่งออก ประเมินสถานการณ์การส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี 2556 และคาดการณ์ปี 2557 ว่า จากตัวเลขส่งออกในเดือนกันยายนออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ผลกระทบจากปัญหาในสหรัฐ ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจในตลาดหลักอื่นทั้งยุโรป และญี่ปุ่น ทำให้คาดว่าการส่งออกของไทยปีนี้จะเติบโตได้เพียง 1% หรือมูลค่า 2.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการส่งออกเฉลี่ย 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ น่าจะมีมูลค่าการส่งออกเดือนละประมาณ 19,800-20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ตัวเลขการส่งออกดังกล่าวของปีนี้ ลดลงจากการประเมินครั้งล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคมซึ่งอยู่ที่ 2.5% ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังคาดหมายว่า อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2556 จะลดลงเหลือ 3.5% จากที่เคยคาดการณ์เอาไว้ 4%

              ขณะที่นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด แสดงความมั่นใจว่า เมื่อถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมวาระ 3 รัฐบาลจะยอมถอนร่างออกไป เพราะมีเรื่องอื่นที่ต้องทำมากกว่า เช่น โครงการลงทุนระบบขนส่งมวลชนและการคมนาคมวงเงิน 2 ล้านล้านบาท และกรณีเขาพระวิหารซึ่งศาลโลกจะตัดสินใจในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ อาจจะทำให้เกิดการประท้วง ซึ่งน่าหนักใจสำหรับการลงทุนในเดือนพฤศจิกายนนี้ ไม่เพียงเท่านั้น นอกจากความเห็นของบุคคลทั้งสอง ก็เป็นที่ประจักษ์กันมานานนับเดือนนับปีแล้วว่า สภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยขณะนี้ย่ำแย่ อยู่ในยุคข้าวยากหมากแพงผู้ประกอบการซึ่งเป็นต้นธารของงานและเงิน ล้วนถูกผลักให้ไปยืนอยู่ตรงปากเหว ต้องระมัดระวังตัว รัดเข็มขัด เพื่ออยู่รอดให้ได้ในสภาวะที่รัฐบาลไม่มีสมาธิทำงานแก้ปัญหาที่แท้จริงของบ้านเมือง

              เป็นที่ทราบกันดีว่า 70% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติมาจากการส่งออก รายได้หลักมาจากการค้าขายกับต่างประเทศ แม้ว่าบางรายการจะอยู่ในฐานะของ "ลูกจ้าง" ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมส่งไปขายทั่วโลกก็ตาม เช่นนี้แล้ว คำว่า "บรรยากาศการลงทุน" จึงมีส่วนสำคัญยิ่งสำหรับ "ทุน" ที่จะเข้ามาผลักดันความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สภาพการณ์ในวันนี้ จึงควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องใคร่ครวญอย่างรอบคอบ มองปัญหาของชาติบ้านเมืองอย่างรอบด้าน ไม่เห็นแก่ประโยชน์ของพวกพ้องน้องพี่ จัดลำดับความสำคัญของปัญหาและลงมือแก้ไขเยียวยาให้สมกับที่ได้อาสาเข้ามารับใช้ประชาชน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่