คิดซักนิดก่อนทำ lasik

เราเขียนกระทู้นี้ขึ้มาเพื่อที่จะแชร์ประสบการณ์การทำเลสิกของตัวเอง เพื่อให้เป็นประโยชน์กับผู้ที่กำลังตัดสินใจจะทำค่ะ

เราใส่แว่นตั้งแต่ ป 2 และเริ่มใส่คอนแท็กเลนส์ ตอน อายุ 16 ใส่มาเรื่อยๆ จนมีอาการแพ้คอนแท็กเลนส์(หมอบอก) คือใส่แล้วเวียนหัว
ง่วงนอน อาการเหมือนคนเมา พออายุ 23 สายตาเริ่มนิ่ง เลยตัดสินใจทำเลสิก

ไปตรวจที่แรก TRSC กับคุณหมอผู้หญิง ปรากฎว่า ทำไม่ได้ เนื่องจากกระจกตาบางมาก (ประมาน 400 กว่า) ใส่เลนส์เสริม หรือ PRK ก็ไม่ได้
หลังจากนั้นปีนึง ไปตรวจอีกทีที่ laser vision คุณหมอ บอกว่าทำได้ ด้วยวิธี femto lasik ราคาประมาณ 130000
ระหว่างกำลังตัดสินใจ เป็นโปรโมชั่นของโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง บอกว่าเป็นเครื่องรุ่นใหม่ ประหยัดกระจกตา ทำโดยวิธี Femto lasik ราคา 50000 กว่าบาท

ทีนี้เราก็คิดหนักเลยค่ะ ว่าจะทำที่ไหนดี ราคาต่างกันมากกว่าเท่าตัว แต่ทั้งคู่เครมว่าใช้เครื่องประสิทธิภาพสูง และสามารถใช้ได้กับคนที่กระจกตาบางได้เหมือนกัน
สุดท้าย เราตัดสินใจทำกับโรงพยาบาลรัฐค่ะ ด้วยความคิดว่า ผลที่ทำออกมาน่าจะไม่ต่าง อาจจะต่างที่การบริการ และความสะดวกสบาย

วันที่เราไปตรวจ ไปตั้งแต่ 8 โมงเช้า ได้เข้าพบหมอประมาณ 13.00 เสร็จประมาณ 15.00
โดยเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการนั่งรอ โดยได้เข้าพบหมอเพียงแค่ไม่ถึง 5 นาที โดยหมอยืนยันสั้นๆว่าทำได้ปกติ

วันที่ทำเลสิก ... ก่อนทำมีการบรีฟให้ฟังสั้นๆ และรีบๆ มาตั้งแต่ 7 โมง ได้เริ่มทำตอน 13.00
ก่อนเข้าห้องผ่าตัด หมอพูดกับเราว่า กรณีหนู ตาเอียงเยอะ อาจจะรักษาได้ไม่หมดนะคะ ... อ้าว !! เพิ่งมาบอกตอนนี้อ่านะคะ
ในตอนที่ขึ้นเตียงรอยิงเรเชอร์ กลัว และ ตื่นเต้นมากค่ะ และก็ยิ่งกลัวเข้าไปอีก เมื่อได้ยินหมอคุยกับ ผู้ช่วยหมอ
ว่าตำแหน่งเตียงมันแปลกๆ เหมือนเค้าเพิ่งเปลี่ยนเครื่องมืออะไรบางอย่าง และมีการปรับอะไรอีกนิดหน่อย
และหมอก็ถามขึ้นว่า มันOK แล้วใช่ไหม ผู้ช่วยแพทย์ตอบเพียงว่า ... ลองดูละกันครับ
OMG!! แล้วทำไมต้องมาลองกับตาคู่เดียวของชั้นด้วยเนี่ยยยย
หลังจากนั้น ระหว่างทำ ก็มีการคุยกันรื่นเริ่ง อารมเหมือนในห้องทำฟัน
.... แต่นี่มันตานะคะ มีแค่คู่เดียว ไม่ใช่ฟันที่มีถึง 32 ซีก ช่วยแสดงออกถึงความใส่ใจมากกว่านี้หน่อยได้ไหมมม แค่นี้ก็กลัวจะแย่อยู่แล้ว -*-

วันรุ่งขึ้นเปิดตามาคาดหวังว่าจะเป็นแบบคนอื่น คือเปิดมาแล้วเจอโลกใหม่ชัดแจ๋ววว ... ปรากฎว่าไม่เลยค่ะ แค่ดีขึ้นนิดหน่อย
และก็ต้องไปพบหมอ ซึ่งวันนั้นหมอที่เป็นคนทำให้ก็ไม่อยู่ ต้องไปพบกับหมอท่านอื่น ซึ่งตรวจรวมกับโรคตาอื่นๆ โดยส่องดูแป๊บๆ แค่ว่าแผลโอเคไหม

หลังจากนั้น การตรวจเมื่อครบ 1 สัปดาห์ 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือน ทุกครั้งเหมือนกันคือ
ไปตรวจตั้งแต่ 8 โมง ในการตรวจจากแต่ละเครื่อง ใช้เวลาแป๊บๆ เหมือนการตรวจคร่าวๆ  คนตรวจก็คุยกันเองเสียดัง
กว่าจะได้พบหมอ ก็ราวบ่ายโมง คุยกับหมอไม่ถึง 3 นาที เราถามหลายคำถามด้วยความกังวล และหมอก็ตอบแบบรีบๆ สุดท้ายก็ตัดบท บอกให้เรารอครบ 6 เดือน
เราบอกหมอว่าเราเห็นไม่ค่อยชัด คือ เดินได้ แต่ใช้คอมไม่ค่อยเห็น มองตัวหนังสือไกลๆไม่เห็น ตาเหมือนมีหมอกๆบัง ถ้าเพ่งนานๆ จะปวดหัว และง่วงนอน(เกินปกติ)
และคำตอบที่ได้ทุกครั้ง ก็เหมือนเดิมคือ ... จากค่าการตรวจที่หมอดู หมอพอใจ แผลก็ไม่มีปัญหา ทุกอย่างต้องใช้เวลา จน 6 เดือน จะดีขึ้นเอง

ตอนตรวจครบ 6 เดือน ... การมองเห็นเหมือนจะแย่ลงจากแรกๆด้วยซ้ำ (อ่านค่าตอนตรวจได้ลดลง)
และหมอที่ทำเลสิกให้ก็ไม่มา ให้หมอเด็กๆ ตรวจแทน
เราจึงขอให้เค้าตรวจแบบวัดสายตาเพื่อจะไปทำแว่น ปรากฎว่า
สายตาเรามียาวเพิ่มขึ้นมาด้วยค่ะ
เอียง 100 สั้น ประมาน 75 และยาว 50 (OMG สายตายาวเพิ่มมาได้ไงเนี่ยยย T T)
จากเดิม เอียง 250 สั้น 300

เราจึงตัดสินใจไปทำแว่น ตอนไปตรวจที่ร้านแว่น โดยใช้เครื่อง (ไม่ใช่ตอนอ่านตัวเลข)
ร้านแว่นสามารถบอกได้ตั้งแต่แรกเลยว่าเรามีสายตายาว ต่างกับโรงพยาบาลที่ตอนแรกตรวจไม่พบ
จนต้องตรวจแบบลองเปลี่ยนเลนส์และอ่านตัวเลข
แถมยังต้องเสียค่าเลนส์แพงกว่าเดิม เพราะมีสายตายาวเพิ่มมาอีก T T

ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ และความเห็นส่วนตัวของเราล้วนๆค่ะ
ไม่ได้ต้องการจะกล่าวโทษใคร่ เพราะเข้าใจดีว่าเราเป็นคนเลือกเอง
จึงอยากฝากผู้ที่กำลังตัดสินใจจะทำเลสิก ให้คิดดูดีๆก่อน ในการเลือกหมอ หรือศูนย์ที่จะทำ
เราไม่รู้หรอกว่าทำออกมาจะได้ผล 100% เพราะมันขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างรวมทั้งตาของเราเองด้วย
แต่สำหรับเรา แต่มีคู่เดียว เราให้ความสำคัญกับมัน และก็อยากให้คนที่เราจะไปรักษาดด้วยให้ความคำคัญกับมันเช่นกัน
เพราะเวลาที่มันเกิดปัญหา กำลังใจ และ การเอาใจใส่จากผู้รักษา สำคัญมากค่ะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่