จากวันนั้น ถึงวันนี้ ที่กรุงเทพฯ

กระทู้สนทนา
สวัสดีครับ กระทู้นี้ ผมแค่อยากเล่าประสบการณ์ในการทำงานที่กรุงเทพ เผื่อเป็นกรณีศึกษาให้กับ คนที่อยากมาทำงานที่นี่ คนที่ตกงาน หรือ น้องๆที่จบใหม่ครับ
  
    หลังจากที่ผมเรียนจบ ณ มหาลัยแห่งหนึ่งในหาดใหญ่ เอกเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้วยเกรดสามกว่าๆ ผมก็ติดทหารที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ครับเป็นเวลา 1 ปี พอผมปลดมา ผมก็ได้สมัครสอบเพื่อที่จะเข้าทำงานที่โรงพยาบาลประจำอำเภอแห่งหนึ่งในจังหวัดตรัง แต่นั่นหล่ะครับ ความสามารถแพ้เส้นสาย ผมต้องแย่งตำแหน่งกับคนที่ประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่เป็น แต่แล้วคนๆนั้นก็ได้ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ IT ไป ที่ผมรู้ว่ามีเค้าใช้เส้นเพราะแม่ผมรู้จักกับกรรมการคุมสอบ กรรมการคนนั้นเล่าให้แม่ฟังว่า เขาเป็นเด็กฝาก จากผอ.โรงพยาบาลจังหวัด ความรู้สึกเหมือนอกหักครับ เพราะผมตั้งความหวังไว้ว่าได้แน่ๆ อีกอย่างอยู่ใกล้ๆบ้านคงมีตังเหลือเก็บ
  
     ด้วยความที่น้อยใจ ก็เลยขึ้นไปเที่ยวกรุงเทพฯเพื่อรักษาแผลใจ ระหว่างขึ้นรถ แม่ผมก็โทรมาบอกว่า ไม่ต้องกลับมาแล้วหางานที่นั่นเลย (ผม มีแค่กระเป๋าเป้ กับชุดสองชุดขึ้นกรุงเทพฯ กับเงินตกเบิกทหาร+เงินเก็บอยู่ประมาณ 40,000) ก็เลยตัดสินใจวัดดวงกันที่กทม.เลย และก็ได้ยื่นเรซูเม่ไปตามที่ต่างๆ

      ผมได้ถูกนัดสัมภาษณ์ที่บริษัท บังกกโป๊ส (ขออนุญาติเปลี่ยนชื่อกลัวเสียหาย) ในตำแหน่งพนักงานตัดต่อ แต่...ผมไปนั่งรอสัมภาษณ์เป็นชั่วโมง แต่สุดท้าย เขาบอกว่า ขออนุญาตเลื่อนการสัมภาษณ์แบบไม่มีกำหนด ผมเสียความรู้สึกมาก (อะไรฟะ อกหักเพราะโดนเด็กเส้นไม่พอ ยังโดนเลื่อนสัมภาษณ์แบบไม่มีกำหนดอีก) ผมก็เลยตั้งใจจะไปเดินเล่นที่ห้างมาบุญครอง จนพบกับโรงพิมพ์แห่งหนึ่งกำลังรับสมัครตำแหน่ง กราฟฟิค ดีไซน์เนอร์ ด้วยความที่ โอเค ผมมีเรซูเม่อยู่ในมือแล้ว ก็เลยไม่ชักช้าที่จะสมัครงานที่นั่น ผลปรากฎว่า ผมได้งานนั้นทันทีและตกลงไว้ที่ 13,000 บาท/เดือน

     การทำงานในตำแหน่งกราฟฟิคดีไซเนอร์ของผม เนื้องานหาได้ตรงกับตำแหน่งไม่ ผมต้องไปตัดกระดาษ ตัดนามบัตร กวาดขยะเป็นแบบนี้ทุกวัน โดยรับเงินเดือนอยู่ที่ 8,000 บาท เขาบอกว่า 13,000 นั้นรวมค่าประกันกับทางบริษัท ซึ่งคนรับผมทำงานไม่ได้บอกผมตั้งแต่ทีแรก แต่ก็ไม่เป็นไรครับทนทำต่อไปเรื่อยๆ จนผมได้มีโอกาสได้จับเครื่องคอมพิวเตอร์ เอาหล่ะ ผมตั้งใจจะโชว์ความสามารถกราฟฟิคที่ผมเรียนมา ให้เขายอมรับ แต่ ... เฮียเจ้าของบอกว่า เห้ย อย่าจับคอม เด๋วข้อมูลลูกค้าหาย เหมือนเอามือมาชกหน้าผมครับ ผมจบ IT มาไม่นึกว่าจะมีคนมาพูดกับผมแบบนี้ คนที่พูด คือคนที่สัมภาษณ์ผม และรู้ว่าผมจบอะไรมา แต่การพูดแบบนี้กับเด็กเรียนสายคอมมา มันรับไม่ได้จริงๆครับ

     จนกระทั่งวันหนึ่ง มีประกาศรับพนักงานจากบริษัทในเว็บมหาวิทยาลัย เป็นตำแหน่ง Database Administrator ผมเข้าไปดู แล้วก็ไปสมัคร สัมภาษณ์ทันที หัวหน้าคนใหม่ใจดีมากครับ รับผมเข้าทำงาน ผมเลยลาออกจากโรงพิมพ์ซึ่งเป็นบริษัทที่ไม่เคยเห็นค่าผมเลย มาทำบริษัทไอที ที่ให้ผมได้จับเครื่องคอมจนผมแทบจะอาเจียรกันเลยทีเดียว

      การทำงานของผมถูกพัฒนามากขึ้น เงินเดือนจาก 13,000 บาท (ตกลงไว้ตอนแรกเท่านี้เพราะคิดว่าคงเยอะ) ขึ้นมาเป็น 17,000 บาท จนตอนนี้ผมถึงจุดอิ่มตัวที่ต้องย้าย ผมย้ายไปบริษัทแถวๆที่เดิม แต่อีกที่ยอมจ่ายให้เป็นตัวเลข 2x,xxx บาท ตอนนี้ผมมีความสุขมากๆครับ

  
       บทความนี้ อยากให้กำลังใจผู้อ่านหลายๆคนที่กำลังน้อยใจโชคชะตา ว่าอย่าได้ท้อครับ จงทนถ้าทนได้ แล้วความสำเร็จ คนเห็นค่าจะตามมาครับ ค่าของคนอยู่ที่ผลของงานจริงๆ หากที่ไหนไม่เห็นค่า ออกเถอะครับ เสียเวลาได้ แต่อย่าเสียใจครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่