มื้อค่ำที่แสนอึดอัดสำหรับอัญญากำลังดำเนินไป โดยที่หญิงสาวใช้เฟรนส์ฟรายกินเล่นแก้เขินไปพลาง โชคยังดีที่มีผ้าสีดำสนิทปิดโฉมไว้ เหลือแต่ตาที่มองคนนั้นที นี้ที ไม่รู้ว่ามันเป็นโชคชะตา หรือฟ้าลิขิตกันแน่ ที่บันดาลให้พบตัวน่านนทีโดยบังเอิญ พร้อมๆ กับพบใครก็ไม่รู้ ที่ไม่ทราบว่ามาเกี่ยวข้องกับบิดาของตนได้อย่างไร คราวนี้หญิงสาวถึงขั้นกินไม่เข้า คายไม่ออก โลกจะกลมอะไรปานนั้น!
หลังบ้านป้าฮั๊วะ กว้างขวางพอที่จะเรียกเป็นสวนขนาดย่อมได้ ถ้าหากเป็นเวลาอื่นคงจะดึงดูดความสนใจของคนทั้งกลุ่มได้ไม่น้อย ดอกไม้เมืองหนาวหลากสีส่งกลิ่นอวลเคล้ากันไป ภายใต้ต้นไม้ผล ที่ถึงแม้เวลานี้จะค่ำมากแล้ว หากแสงไฟจากโคมไฟตั้งพื้น ซึ่งประดับตามจุดต่างๆ สว่างพอที่จะทำให้เห็นผลไม้ลูกเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง สลับกันไป รูปลักษณ์ภายในสวนหลังบ้านน่าฉงนในที ว่ายายชราคนหนึ่งไม่น่าจะจัดการเองทั้งหมด และไม่จำเป็นอะไรที่ต้องจัดบ้านให้สวยงาม ราวกับมีแขกไปใครมาอยู่บ่อยครั้งเช่นนี้
“บ้านสวยจังนะคะ” อัญญาหาเรื่องคุย
“ต้องขอบคุณนักธุรกิจคนนั้น” ป้าฮั๊วะเลื่อนตะกร้าที่เต็มไปด้วยลูกไหนให้หญิงสาว
“ขอบคุณคะ”
“นักธุรกิจที่ป้าว่า คือคนในรูปใช่มั๊ย?” น่านนทีถามบ้าง
“ใช่”
“บ้านหลังนี้เป็นบ้านของเขาหรอครับ?” ชายหนุ่มละลาบละล้วง
“สวนกะหล่ำหลังบ้านก็เป็นของเขา เขายกให้ป้าหมดเลย พื้นที่แถบนี้เป็นของเขาหมด”
“แล้วบ้านผมหละ?” ชายหนุ่มแอบหวั่นลึกๆ ถึงแม้บ้านที่เช่า จะไกลจากบ้านป้าฮั๊วะไปพอสมควร และเป็นบ้านที่รวมอยู่กับหมู่บ้านชาวเขาแล้วก็ตาม
“พื้นที่กว้างไปจนถึงเกือบหมู่บ้าน บ้านของคุณไม่ใช่”
“ป้าจะบอกว่าพื้นที่ของ...นักธุรกิจคนนั้นกินไปจนถึงเกือบหมู่บ้านเลยหรอ”
คำตอบที่ได้คือพยักหน้ารับ ถึงแม้จะโล่งใจที่บ้านเช่าของเขาไม่มีเอี่ยวด้วย หากมันน่าสงสัยตรงที่ว่า เฮียย้งทำไมถึงได้ดีกับยายชราคนนี้เหลือเกิน ไอ้บ้านหลังนี้ถึงจะใหญ่โตเอาการ แต่เอาการแค่สำหรับ ‘ของฟรี’ เท่านั้น นั่นแค่เศษเงินของเฮียย้ง หากจะคิดแค่ว่าแกทำดีเอาหน้า เพื่อเหตุผลประการใดไม่อาจทราบได้ แต่ไอ้พื้นที่ๆ นับว่ากินไปหลายร้อยไร่นั่นต่างหาก ที่มันไม่ใช่แค่น่าคิด แต่ควรจะจับผิดเลยเสียด้วยซ้ำ
“ป้าไปรู้จักเค้าได้ยังไง?” ทุกคนเงียบกริบฟังบทสนทนา ด้วยใจลึกๆ ที่ว่าอยากรู้ไม่แพ้กัน หรือแม้แต่อัญญาเองที่เป็นลูกในไส้ หล่อนยังไม่เคยทราบถึงศักยภาพ ‘เงิน’ ของ ผู้เป็นบิดาด้วยซ้ำ ว่ามันจะมากมายถึงขั้นยกที่ดินมากโข ให้กับใครก็ไม่รู้ ที่หล่อนมั่นใจเต็มร้อยว่าไม่ใช่ญาติโกโหติกาที่ไหน
“เคยมีคนมาขอป้าไปลงหนังสือ แต่ก่อนป้าจ๊น...จน ไม่มีข้าวกิน เขาบอกว่าถ้าเอาลงหนังสือ จะมีคนช่วยให้กินอยู่ดีขึ้น แล้วคุณคนนั้นก็ติดต่อมา เอาเงินมาให้ สร้างบ้านให้ ยกที่ดินให้เป็นชื่อป้าเลย นานๆ ลูกน้องเขาจะมา แต่ไม่มาที่บ้านนะ เขาจะไปตรงนู้น...” คนแกชี้นิ้วเหี่ยวๆ ไปยัง ‘ตรงนู้น...’ ที่ว่า นั่นคือออกนอกบริเวณสวนหลังบ้านไปแล้ว ซึ่งตอนนี้มีแต่ความมืดเท่านั้นที่มองเห็น แต่ฟังจากน้ำเสียงที่ลากยาวตรงท้ายก็พอทราบว่าคงไกลน่าดู
น่านนที ชักหัวคิ้วเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว อัญญาสังเกตเกือบจะทุกอิริยาบถของชายหนุ่ม เรื่องมันชักจะยังไงๆ ตั้งแต่ถึงขั้นใช้ชื่อยายคนนี้เป็นเจ้าของที่ดินแล้ว คนแก่ซื่อๆ เขาคงไม่คิดอะไรนอกเหนือไปจากดีใจที่มีคนใจดีมาช่วยอุปการะ สร้างบ้านให้อยู่เป็นหลักแหล่ง แต่คนที่คลุกคลีกับวงการเลือดมาตั้งแต่เด็กอย่างน่านนทีทราบดีว่า มันไม่มีแค่ความหวังดีแน่นอน
“แล้วนานรึยังคะ?” อัญญากลืนน้ำลายลงคอ
“ยี่สิบกว่าปีได้แล้ว...ขอให้ผีป่าปีเขาคุ้มครอง รักษาคุณเขาให้อยู่สบาย ไม่เจ็บไข้ด้วยเถิด...” ทุกคนสลดใจกับภาพที่หญิงชรา ยกมือไหว้ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนบูชา เพื่อคุ้มครองคนที่ฆ่าคนมานับไม่ถ้วน และตัวนางเองยังไม่ทราบเลยด้วยซ้ำว่า ผู้มีพระคุณของนางมีเจตนาอย่างไรกับนางกันแน่
ทุกคนเงียบไปตามๆ กัน ก่อนที่น่านนทีจะขอตัวออกไปเข้าห้องน้ำ แต่ว่าใจจริงแล้วเขาอยากออกมาคิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากกว่า
สายตาคมกล้าพยายามเพ่งฝ่าความมืดไปยัง ‘ตรงนู้น...’ ของ ป้าฮั้วะ แสงจันทร์ที่ปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ ช่วยนำทางสว่างได้มากโข จนถึงขั้นมองเห็นภาพเบื้องหน้าว่ามันคือพื้นที่ๆ กว้างมหาศาล ไม่ควรจะเรียกเป็น ‘สวนกะหล่ำ’ อย่างที่ป้าฮั้วะว่าเลยด้วยซ้ำ เพราะไอ้เจ้ากะหล่ำนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบ 1 ใน 100 ของพื้นที่ทั้งหมด
ลมหนาวกรูเข้าปะทะร่างสูงโปร่ง ที่ไม่สะท้านแม้ส่วนใดของร่างกาย หรือแววตาที่ฉายประกายความสงสัยกับเรื่องราวที่เพิ่งรับรู้มาหมาดๆ
“ทำไมถึงมายืนอยู่เพียงลำพังคะ...คุณน่าน?” น่านนทีชะงักร่างกายทุกส่วนไว้ที่น้ำเสียง ซึ่งฟังแล้วราวกับเจ้าของเสียงจะรู้จักเขาเป็นอย่างดี ทว่าเขาจำได้ว่าไม่ใช่เสียงของศศินา แล้วใคร?
ชายหนุ่มหันหลังกลับ พบหญิงสาวที่เรียกตัวเองว่า ‘พิณ’ กำลังยืนตัวตรง จ้องเขาตาไม่กะพริบ และหลายต่อหลายครั้ง ที่เขาทราบว่าหล่อนแอบมองเขาตั้งแต่ไปรับที่โรงแรม
“คุณพิณ...”
“ใช่...คุณน่าน” ทั้งคู่ยืนสบตาซึ่งกันและกัน ภายใต้แสงจันทร์สลัว ราวกับจะหยั่งเชิงในคำพูดต่อไป
“คุณตามผมมาทำไม?”
“คุณคือนายของฉัน!”
“คุณ...” ไร้คำกล่าวใดๆ เพิ่มเติม ทว่าชายหนุ่มหรี่ตาพิศดูใบหน้าคมคาย ที่มองอย่างไรก็แน่ใจว่าไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน หาก ‘นาย’ คืออะไร? แววตามุ่งมั่นที่มองมาโดยไม่หวั่นไหวใดๆ ชี้ชัดว่าหล่อนไม่ได้มาร้าย และค่อนข้างจะมั่นใจในคำพูดที่ว่า ‘นาย’ เหลือเกิน
“ตกใจอะไรหรือคะ?”
“เป็นใครก็ต้องตกใจ คุณพูดอะไรของคุณ?”
“ฉันถือว่าคุณเป็นนายของฉัน เพราะพ่อคุณคือนายของฉัน”
“คุณพิณ! ถ้าคุณเป็นใคร ยังไง บอกผมมาตรงๆ อย่าอ้อมค้อม” พิณยิ้มเย็นยะเยือก ก่อนจะหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่ขึ้นกดปุ่มโทร. ออก แล้วส่งให้ชายหนุ่ม
“นี่ เบอร์ของคุณวรุต คุยกับเขาเถอะคะ” น่านนทีชักหัวคิ้วเข้าชนกันราวกับจะผสานมันให้เป็นเส้นเดียว ก่อนจะรับโทรศัพท์เคลื่อนที่จากอีกฝ่ายไปไว้ในมือตน ระวังทุกอิริยาบถ หากตัวเลขที่หราบนหน้าปัด ชี้ชัดว่าเป็นเบอร์โทรศัพท์ของคุณวรุตจริงๆ ก่อนที่จะแปรเปลี่ยนเป็นตัวเลขบอกเวลาหราขึ้น เป็นอันว่าปลายทางรับโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว
“ว่าไงครับคุณพิณ?” เสียงนั้นชายหนุ่มเคยคุ้นดี ดูเหมือนว่าคุณวรุตจะทักทายเจ้าของเครื่องมือสื่อสารนี้อย่างสนิทสนมเหลือเกิน
“คุณรุต!” ปลายทางเงียบไปหลังสิ้นคำทักทายของน่านนที
“ผมน่าน...กำลังอยู่กับคุณพิณ!”
“ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน?”
“ผมยังไม่สามารถบอกได้ เอาเป็นว่าผมปลอดภัย”
“ถ้าคุณคือคุณน่านจริงๆ บอกเบอร์โทรศัพท์ที่คุณทำหายมา” น่านนทีเผลอยิ้มในความไม่วางใจใครง่ายๆ ของคุณวรุต
“คุณรุตครับ ผมน่านจริงๆ ผมชอบไปยืนมองท้องฟ้ามืดๆ กับคุณนา”
“คุณน่าน...”
“ผมไม่ ขอถามอะไรมาก แค่ขอให้อธิบายเรื่องผู้หญิงที่ชื่อพิณ” พิณยืนนิ่ง ใบหน้าราบเรียบ ไร้ความรู้สึก เพราะไม่จำเป็นต้องสะท้านทกในการเปิดเผยว่าหล่อนเป็นใคร
“ผู้หญิงคนนั้นเป็นน้องสาวของไอ้พัน”
“พันไหน?” ชายหนุ่มหันมามองใบหน้าของหญิงสาวอีกครั้ง
“ไอ้พัน...คนที่เคยถูกคุณจับได้ว่ามันมาสืบเรื่องในบ่อนให้เฮียย้ง แล้วคุณก็บอกให้ดูแลมันดีๆ” น่านนทีนึกถึงไอ้พันอะไรนั่น ที่เพิ่งจะมาทราบชื่อมันก็วันนี้ ไอ้คนที่เขาเคยคิดว่ามันไม่เซียนพอในวงการคนนั้น และลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าสั่งให้ลูกน้องดูแลดีๆ เพื่อที่จะจัดการกับมันอย่างไร
“คนของศัตรู!”
“คุณไม่ต้องกลัว เสี่ยอานนท์เป็นคนรับไอ้พันมาเป็นคนของเราเอง” ชายหนุ่มยังไม่กระจ่างในเหตุผลมากนัก แต่ถ้าบิดาเป็นคนเลือกแล้ว เหตุผลประการใดคงไม่สำคัญ เนื่องจากว่าเหตุผลนั้นคงมากพอที่ไม่จำเป็นต้องห่วงอะไร
“บอกพ่อว่าไม่ต้องห่วง”
“คุณน่าน...คุณต้องระวังคุณลินให้ดี!”
“ลิน...” หลังจากที่วางสายเรียบร้อย ชายหนุ่มเองที่กลับไม่มีแม้แต่แรงจะยืน เขาจึงนั่งลงบนพื้นที่ปูด้วยก้อนหินประดับสวน พิณนั่งลงเคียงข้าง มองใบหน้าชายหนุ่มอย่างเห็นอกเห็นใจ
ราเอล
ราตรีอับแสง (ตอนที่ 13,14)
หลังบ้านป้าฮั๊วะ กว้างขวางพอที่จะเรียกเป็นสวนขนาดย่อมได้ ถ้าหากเป็นเวลาอื่นคงจะดึงดูดความสนใจของคนทั้งกลุ่มได้ไม่น้อย ดอกไม้เมืองหนาวหลากสีส่งกลิ่นอวลเคล้ากันไป ภายใต้ต้นไม้ผล ที่ถึงแม้เวลานี้จะค่ำมากแล้ว หากแสงไฟจากโคมไฟตั้งพื้น ซึ่งประดับตามจุดต่างๆ สว่างพอที่จะทำให้เห็นผลไม้ลูกเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง สลับกันไป รูปลักษณ์ภายในสวนหลังบ้านน่าฉงนในที ว่ายายชราคนหนึ่งไม่น่าจะจัดการเองทั้งหมด และไม่จำเป็นอะไรที่ต้องจัดบ้านให้สวยงาม ราวกับมีแขกไปใครมาอยู่บ่อยครั้งเช่นนี้
“บ้านสวยจังนะคะ” อัญญาหาเรื่องคุย
“ต้องขอบคุณนักธุรกิจคนนั้น” ป้าฮั๊วะเลื่อนตะกร้าที่เต็มไปด้วยลูกไหนให้หญิงสาว
“ขอบคุณคะ”
“นักธุรกิจที่ป้าว่า คือคนในรูปใช่มั๊ย?” น่านนทีถามบ้าง
“ใช่”
“บ้านหลังนี้เป็นบ้านของเขาหรอครับ?” ชายหนุ่มละลาบละล้วง
“สวนกะหล่ำหลังบ้านก็เป็นของเขา เขายกให้ป้าหมดเลย พื้นที่แถบนี้เป็นของเขาหมด”
“แล้วบ้านผมหละ?” ชายหนุ่มแอบหวั่นลึกๆ ถึงแม้บ้านที่เช่า จะไกลจากบ้านป้าฮั๊วะไปพอสมควร และเป็นบ้านที่รวมอยู่กับหมู่บ้านชาวเขาแล้วก็ตาม
“พื้นที่กว้างไปจนถึงเกือบหมู่บ้าน บ้านของคุณไม่ใช่”
“ป้าจะบอกว่าพื้นที่ของ...นักธุรกิจคนนั้นกินไปจนถึงเกือบหมู่บ้านเลยหรอ”
คำตอบที่ได้คือพยักหน้ารับ ถึงแม้จะโล่งใจที่บ้านเช่าของเขาไม่มีเอี่ยวด้วย หากมันน่าสงสัยตรงที่ว่า เฮียย้งทำไมถึงได้ดีกับยายชราคนนี้เหลือเกิน ไอ้บ้านหลังนี้ถึงจะใหญ่โตเอาการ แต่เอาการแค่สำหรับ ‘ของฟรี’ เท่านั้น นั่นแค่เศษเงินของเฮียย้ง หากจะคิดแค่ว่าแกทำดีเอาหน้า เพื่อเหตุผลประการใดไม่อาจทราบได้ แต่ไอ้พื้นที่ๆ นับว่ากินไปหลายร้อยไร่นั่นต่างหาก ที่มันไม่ใช่แค่น่าคิด แต่ควรจะจับผิดเลยเสียด้วยซ้ำ
“ป้าไปรู้จักเค้าได้ยังไง?” ทุกคนเงียบกริบฟังบทสนทนา ด้วยใจลึกๆ ที่ว่าอยากรู้ไม่แพ้กัน หรือแม้แต่อัญญาเองที่เป็นลูกในไส้ หล่อนยังไม่เคยทราบถึงศักยภาพ ‘เงิน’ ของ ผู้เป็นบิดาด้วยซ้ำ ว่ามันจะมากมายถึงขั้นยกที่ดินมากโข ให้กับใครก็ไม่รู้ ที่หล่อนมั่นใจเต็มร้อยว่าไม่ใช่ญาติโกโหติกาที่ไหน
“เคยมีคนมาขอป้าไปลงหนังสือ แต่ก่อนป้าจ๊น...จน ไม่มีข้าวกิน เขาบอกว่าถ้าเอาลงหนังสือ จะมีคนช่วยให้กินอยู่ดีขึ้น แล้วคุณคนนั้นก็ติดต่อมา เอาเงินมาให้ สร้างบ้านให้ ยกที่ดินให้เป็นชื่อป้าเลย นานๆ ลูกน้องเขาจะมา แต่ไม่มาที่บ้านนะ เขาจะไปตรงนู้น...” คนแกชี้นิ้วเหี่ยวๆ ไปยัง ‘ตรงนู้น...’ ที่ว่า นั่นคือออกนอกบริเวณสวนหลังบ้านไปแล้ว ซึ่งตอนนี้มีแต่ความมืดเท่านั้นที่มองเห็น แต่ฟังจากน้ำเสียงที่ลากยาวตรงท้ายก็พอทราบว่าคงไกลน่าดู
น่านนที ชักหัวคิ้วเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว อัญญาสังเกตเกือบจะทุกอิริยาบถของชายหนุ่ม เรื่องมันชักจะยังไงๆ ตั้งแต่ถึงขั้นใช้ชื่อยายคนนี้เป็นเจ้าของที่ดินแล้ว คนแก่ซื่อๆ เขาคงไม่คิดอะไรนอกเหนือไปจากดีใจที่มีคนใจดีมาช่วยอุปการะ สร้างบ้านให้อยู่เป็นหลักแหล่ง แต่คนที่คลุกคลีกับวงการเลือดมาตั้งแต่เด็กอย่างน่านนทีทราบดีว่า มันไม่มีแค่ความหวังดีแน่นอน
“แล้วนานรึยังคะ?” อัญญากลืนน้ำลายลงคอ
“ยี่สิบกว่าปีได้แล้ว...ขอให้ผีป่าปีเขาคุ้มครอง รักษาคุณเขาให้อยู่สบาย ไม่เจ็บไข้ด้วยเถิด...” ทุกคนสลดใจกับภาพที่หญิงชรา ยกมือไหว้ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนบูชา เพื่อคุ้มครองคนที่ฆ่าคนมานับไม่ถ้วน และตัวนางเองยังไม่ทราบเลยด้วยซ้ำว่า ผู้มีพระคุณของนางมีเจตนาอย่างไรกับนางกันแน่
ทุกคนเงียบไปตามๆ กัน ก่อนที่น่านนทีจะขอตัวออกไปเข้าห้องน้ำ แต่ว่าใจจริงแล้วเขาอยากออกมาคิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากกว่า
สายตาคมกล้าพยายามเพ่งฝ่าความมืดไปยัง ‘ตรงนู้น...’ ของ ป้าฮั้วะ แสงจันทร์ที่ปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ ช่วยนำทางสว่างได้มากโข จนถึงขั้นมองเห็นภาพเบื้องหน้าว่ามันคือพื้นที่ๆ กว้างมหาศาล ไม่ควรจะเรียกเป็น ‘สวนกะหล่ำ’ อย่างที่ป้าฮั้วะว่าเลยด้วยซ้ำ เพราะไอ้เจ้ากะหล่ำนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบ 1 ใน 100 ของพื้นที่ทั้งหมด
ลมหนาวกรูเข้าปะทะร่างสูงโปร่ง ที่ไม่สะท้านแม้ส่วนใดของร่างกาย หรือแววตาที่ฉายประกายความสงสัยกับเรื่องราวที่เพิ่งรับรู้มาหมาดๆ
“ทำไมถึงมายืนอยู่เพียงลำพังคะ...คุณน่าน?” น่านนทีชะงักร่างกายทุกส่วนไว้ที่น้ำเสียง ซึ่งฟังแล้วราวกับเจ้าของเสียงจะรู้จักเขาเป็นอย่างดี ทว่าเขาจำได้ว่าไม่ใช่เสียงของศศินา แล้วใคร?
ชายหนุ่มหันหลังกลับ พบหญิงสาวที่เรียกตัวเองว่า ‘พิณ’ กำลังยืนตัวตรง จ้องเขาตาไม่กะพริบ และหลายต่อหลายครั้ง ที่เขาทราบว่าหล่อนแอบมองเขาตั้งแต่ไปรับที่โรงแรม
“คุณพิณ...”
“ใช่...คุณน่าน” ทั้งคู่ยืนสบตาซึ่งกันและกัน ภายใต้แสงจันทร์สลัว ราวกับจะหยั่งเชิงในคำพูดต่อไป
“คุณตามผมมาทำไม?”
“คุณคือนายของฉัน!”
“คุณ...” ไร้คำกล่าวใดๆ เพิ่มเติม ทว่าชายหนุ่มหรี่ตาพิศดูใบหน้าคมคาย ที่มองอย่างไรก็แน่ใจว่าไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน หาก ‘นาย’ คืออะไร? แววตามุ่งมั่นที่มองมาโดยไม่หวั่นไหวใดๆ ชี้ชัดว่าหล่อนไม่ได้มาร้าย และค่อนข้างจะมั่นใจในคำพูดที่ว่า ‘นาย’ เหลือเกิน
“ตกใจอะไรหรือคะ?”
“เป็นใครก็ต้องตกใจ คุณพูดอะไรของคุณ?”
“ฉันถือว่าคุณเป็นนายของฉัน เพราะพ่อคุณคือนายของฉัน”
“คุณพิณ! ถ้าคุณเป็นใคร ยังไง บอกผมมาตรงๆ อย่าอ้อมค้อม” พิณยิ้มเย็นยะเยือก ก่อนจะหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่ขึ้นกดปุ่มโทร. ออก แล้วส่งให้ชายหนุ่ม
“นี่ เบอร์ของคุณวรุต คุยกับเขาเถอะคะ” น่านนทีชักหัวคิ้วเข้าชนกันราวกับจะผสานมันให้เป็นเส้นเดียว ก่อนจะรับโทรศัพท์เคลื่อนที่จากอีกฝ่ายไปไว้ในมือตน ระวังทุกอิริยาบถ หากตัวเลขที่หราบนหน้าปัด ชี้ชัดว่าเป็นเบอร์โทรศัพท์ของคุณวรุตจริงๆ ก่อนที่จะแปรเปลี่ยนเป็นตัวเลขบอกเวลาหราขึ้น เป็นอันว่าปลายทางรับโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว
“ว่าไงครับคุณพิณ?” เสียงนั้นชายหนุ่มเคยคุ้นดี ดูเหมือนว่าคุณวรุตจะทักทายเจ้าของเครื่องมือสื่อสารนี้อย่างสนิทสนมเหลือเกิน
“คุณรุต!” ปลายทางเงียบไปหลังสิ้นคำทักทายของน่านนที
“ผมน่าน...กำลังอยู่กับคุณพิณ!”
“ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน?”
“ผมยังไม่สามารถบอกได้ เอาเป็นว่าผมปลอดภัย”
“ถ้าคุณคือคุณน่านจริงๆ บอกเบอร์โทรศัพท์ที่คุณทำหายมา” น่านนทีเผลอยิ้มในความไม่วางใจใครง่ายๆ ของคุณวรุต
“คุณรุตครับ ผมน่านจริงๆ ผมชอบไปยืนมองท้องฟ้ามืดๆ กับคุณนา”
“คุณน่าน...”
“ผมไม่ ขอถามอะไรมาก แค่ขอให้อธิบายเรื่องผู้หญิงที่ชื่อพิณ” พิณยืนนิ่ง ใบหน้าราบเรียบ ไร้ความรู้สึก เพราะไม่จำเป็นต้องสะท้านทกในการเปิดเผยว่าหล่อนเป็นใคร
“ผู้หญิงคนนั้นเป็นน้องสาวของไอ้พัน”
“พันไหน?” ชายหนุ่มหันมามองใบหน้าของหญิงสาวอีกครั้ง
“ไอ้พัน...คนที่เคยถูกคุณจับได้ว่ามันมาสืบเรื่องในบ่อนให้เฮียย้ง แล้วคุณก็บอกให้ดูแลมันดีๆ” น่านนทีนึกถึงไอ้พันอะไรนั่น ที่เพิ่งจะมาทราบชื่อมันก็วันนี้ ไอ้คนที่เขาเคยคิดว่ามันไม่เซียนพอในวงการคนนั้น และลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าสั่งให้ลูกน้องดูแลดีๆ เพื่อที่จะจัดการกับมันอย่างไร
“คนของศัตรู!”
“คุณไม่ต้องกลัว เสี่ยอานนท์เป็นคนรับไอ้พันมาเป็นคนของเราเอง” ชายหนุ่มยังไม่กระจ่างในเหตุผลมากนัก แต่ถ้าบิดาเป็นคนเลือกแล้ว เหตุผลประการใดคงไม่สำคัญ เนื่องจากว่าเหตุผลนั้นคงมากพอที่ไม่จำเป็นต้องห่วงอะไร
“บอกพ่อว่าไม่ต้องห่วง”
“คุณน่าน...คุณต้องระวังคุณลินให้ดี!”
“ลิน...” หลังจากที่วางสายเรียบร้อย ชายหนุ่มเองที่กลับไม่มีแม้แต่แรงจะยืน เขาจึงนั่งลงบนพื้นที่ปูด้วยก้อนหินประดับสวน พิณนั่งลงเคียงข้าง มองใบหน้าชายหนุ่มอย่างเห็นอกเห็นใจ