เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 28 ตุลาคม ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถ.แจ้งวัฒนะ นายนันทศักดิ์ พูลสุข โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองโฆษกรองฯ แถลงผลการสั่งคดีที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ได้ส่งสำนวนคดีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ในฐานะ ผอ. ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ผู้ต้องหาในความผิดฐานร่วมกันก่อหรือใช้ผู้อื่นกระทำผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59,80,83,84 และ 288 กรณีสั่งสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. เมื่อปี 2553 ส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณา
นายนันทศักดิ์ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อนายอภิสิทธิ์ ได้ออกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และตั้ง ศอฉ. โดยแต่งตั้งนายสุเทพ เป็นผอ.ศอฉ. ซึ่งช่วงเวลาเกิดเหตุผู้ต้องหาทั้งสองร่วมกันออกคำสั่งให้ พนักงานเจ้าหน้าที่ ศอฉ.สกัดกั้นและขอคืนพื้นที่การชุมนุมโดยอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ศอฉ. ดังกล่าวใช้อาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนในการปฏิบัติการขอคืนพื้นที่การชุมนุมเป็นการใช้อาวุธเกินกว่าความจำเป็น เป็นเหตุให้มีประชาชนกลุ่มผู้ชุมนุม และประชาชนบริเวณใกล้เคียงถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัสตามสำนวนการไต่สวนชันสูตรพลิกศพของศาล และรายงานการชันสูตรศพหรือบาดแผลของแพทย์หลายราย เหตุเกิดในหลายท้องที่ในเขต กทม. เกี่ยวพันกัน ระหว่างวันที่ 7 เม.ย.-19 พ.ค. 53 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน โดยพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษสอบสวนแล้วมีความเห็นควรสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพเทือก
นายนันทศักดิ์ กล่าวอีกว่า คดีนี้เป็นกรณีที่มีการตายเกิดขึ้นเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานซึ่งอยู่ในอำนาจของอัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาสั่งฟ้อง หรือไม่ฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 วรรคท้าย โดยนายอรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุด พิจารณาแล้วเห็นว่า
คดีนี้เป็นเรื่องการใช้หรือก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่า หรือพยายามฆ่า ไม่ใช่ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะดำเนินการไต่สวนตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 66 การกระทำของผู้ต้องหาทั้งสองมีพยานหลักฐานในการออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ของ ศอฉ. ดำเนินการปิดล้อมสกัดกั้นการเข้าร่วมชุมนุม การเคลื่อนย้ายของกลุ่มผู้ชุมนุม และขอคืนพื้นที่ชุมนุม โดยอนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนได้ ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตและได้รับอันตรายสาหัสจากการใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของเจ้าหน้าที่ ศอฉ.ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บริหารทั้งสอง ซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากคำสั่งของผู้ต้องหาทั้งสอง พยานหลักฐานจึงรับฟังได้ว่าเป็นการก่อให้ ผู้อื่นกระทำผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าตามข้อกล่าวหา การออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ ศอฉ.ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวหลายครั้งในเวลาต่างกันโดยให้ปฏิบัติในพื้นที่ต่างกัน แม้ผลจากการกระทำตามคำสั่งของผู้ต้องหาทั้งสองจะมีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บต่างเวลาและต่างสถานที่กันก็ตาม แต่ก็เป็นการออกคำสั่งที่ต่อเนื่องกันขณะที่มีการชุมนุม ทั้งนี้มีเจตนาเดียวคือเพื่อสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. จึงเป็นการกระทำผิดเพียงกรรมเดียว โดยนายอรรถพล อัยการสูงสุด มีคำสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ฐานร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80,83,84,90 และ 288
ด้านนายวัชรินทร์ กล่าวว่า
คดีนี้ไม่ใช่เป็นการกระทำผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ แต่เป็นคดีวิสามัญฆาตกรรม จึงนำเรื่องไปฟ้องต่อป.ป.ช.ไม่ได้ ซึ่งเป็นคนละกรณีกับคดีของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากไม่ดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสลายม็อบจนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงต่างกันคือมีการประกาศให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธและกระสุนจริงในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ ยืนยันว่าการพิจารณาของอัยการสูงสุดเป็นไปตามพยานหลักฐานและไม่มีการเมืองเข้าแทรกแซงแต่อย่างใด
ตกลงคดีนี้ อัยการจะฟ้องต่อศาลอาญาปกติ หรือ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ???
วานผู้รู้ช่วยไขข้อข้องใจด้วยครับ
อสส.สั่งฟ้อง "อภิสิทธิ์-สุเทพ" คดีสั่งสลายผู้ชุมนุมเสื้อแดง ชี้เจตนาเล็งเห็นผลว่าจะทำให้มีผู้เสียชีวิต
นายนันทศักดิ์ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อนายอภิสิทธิ์ ได้ออกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และตั้ง ศอฉ. โดยแต่งตั้งนายสุเทพ เป็นผอ.ศอฉ. ซึ่งช่วงเวลาเกิดเหตุผู้ต้องหาทั้งสองร่วมกันออกคำสั่งให้ พนักงานเจ้าหน้าที่ ศอฉ.สกัดกั้นและขอคืนพื้นที่การชุมนุมโดยอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ศอฉ. ดังกล่าวใช้อาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนในการปฏิบัติการขอคืนพื้นที่การชุมนุมเป็นการใช้อาวุธเกินกว่าความจำเป็น เป็นเหตุให้มีประชาชนกลุ่มผู้ชุมนุม และประชาชนบริเวณใกล้เคียงถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัสตามสำนวนการไต่สวนชันสูตรพลิกศพของศาล และรายงานการชันสูตรศพหรือบาดแผลของแพทย์หลายราย เหตุเกิดในหลายท้องที่ในเขต กทม. เกี่ยวพันกัน ระหว่างวันที่ 7 เม.ย.-19 พ.ค. 53 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน โดยพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษสอบสวนแล้วมีความเห็นควรสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพเทือก
นายนันทศักดิ์ กล่าวอีกว่า คดีนี้เป็นกรณีที่มีการตายเกิดขึ้นเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานซึ่งอยู่ในอำนาจของอัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาสั่งฟ้อง หรือไม่ฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 วรรคท้าย โดยนายอรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุด พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องการใช้หรือก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่า หรือพยายามฆ่า ไม่ใช่ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะดำเนินการไต่สวนตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 66 การกระทำของผู้ต้องหาทั้งสองมีพยานหลักฐานในการออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ของ ศอฉ. ดำเนินการปิดล้อมสกัดกั้นการเข้าร่วมชุมนุม การเคลื่อนย้ายของกลุ่มผู้ชุมนุม และขอคืนพื้นที่ชุมนุม โดยอนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนได้ ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตและได้รับอันตรายสาหัสจากการใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของเจ้าหน้าที่ ศอฉ.ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บริหารทั้งสอง ซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากคำสั่งของผู้ต้องหาทั้งสอง พยานหลักฐานจึงรับฟังได้ว่าเป็นการก่อให้ ผู้อื่นกระทำผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าตามข้อกล่าวหา การออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ ศอฉ.ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวหลายครั้งในเวลาต่างกันโดยให้ปฏิบัติในพื้นที่ต่างกัน แม้ผลจากการกระทำตามคำสั่งของผู้ต้องหาทั้งสองจะมีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บต่างเวลาและต่างสถานที่กันก็ตาม แต่ก็เป็นการออกคำสั่งที่ต่อเนื่องกันขณะที่มีการชุมนุม ทั้งนี้มีเจตนาเดียวคือเพื่อสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. จึงเป็นการกระทำผิดเพียงกรรมเดียว โดยนายอรรถพล อัยการสูงสุด มีคำสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ฐานร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80,83,84,90 และ 288
ด้านนายวัชรินทร์ กล่าวว่า คดีนี้ไม่ใช่เป็นการกระทำผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ แต่เป็นคดีวิสามัญฆาตกรรม จึงนำเรื่องไปฟ้องต่อป.ป.ช.ไม่ได้ ซึ่งเป็นคนละกรณีกับคดีของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากไม่ดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสลายม็อบจนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงต่างกันคือมีการประกาศให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธและกระสุนจริงในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ ยืนยันว่าการพิจารณาของอัยการสูงสุดเป็นไปตามพยานหลักฐานและไม่มีการเมืองเข้าแทรกแซงแต่อย่างใด
ตกลงคดีนี้ อัยการจะฟ้องต่อศาลอาญาปกติ หรือ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ???
วานผู้รู้ช่วยไขข้อข้องใจด้วยครับ