“นั่นคือทั้งหมดที่ฉันรู้” สโนวเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนบ่ายวันนี้ออกมาอีกครั้ง หลังจากที่เคยเล่าให้พวกตำรวจฟังไปแล้ว และเธอคิดว่าเล่ามันได้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย
“...ครับ” ทั้งที่ความจริงแล้วทอยอยากจะถามออกไปว่า 'คุณรู้แค่นี้เองหรือ' มากกว่า เพราะเรื่องของเธอไม่ได้ช่วยทำให้อะไรกระจ่างขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย จนถึงตอนนี้เขารู้เพียงแค่ว่า คุณครอสนั่งหลับอยู่ในห้องทำงานของเขาตามลำพังโดยที่ไม่มีใครเข้าออก จนกระทั่งคุณฟรอสเข้ามา และยืนยันกับทุกคนด้วยความกังวลว่าคุณครอสได้หายตัวไปแล้วอย่างลึกลับ สารวัตรโฮมเข้ามาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ และไม่พบหลักฐาน หรือสิ่งผิดปกติใดใดทั้งสิ้น
ทั้งหมดนี้ทำให้แทบจะสรุปว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยซ้ำ ความวุ่นวายทั้งหมดเกิดจากคุณฟรอส กับผู้มีอิทธิพลที่คอยหนุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งก็น่าจะเป็นผู้ว่าลินคอนอย่างที่สไตน์สงสัย
“...ฉันต้องขอโทษคุณด้วย” สโนวที่มีท่าทางอึดอัดพูดขึ้นเบาๆ ดึงความสนใจของเขาให้กลับมาสู่คู่สนทนาที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
“เรื่องอะไรหรือครับ” เขายังตามเธอไม่ทัน
“ฉัน...ฉันเป็นคนบอกเรื่องของคุณกับตำรวจในตอนที่พวกเขาถามว่ามีใครที่...มีคนที่น่าสงสัยบ้างหรือไม่” ตอนที่พูด เธอไม่กล้ามองหน้าเขา
“ไม่เป็นไร ผมเข้าใจดี” ในเหตุการณ์แบบนี้จะมีใครที่น่าสงสัยยิ่งไปกว่าอดีตมือสังหารอย่างเขาได้อีก 'ฉันชินแล้ว ฉัน ชิน แล้ว' เขาบอกกับตัวเองซ้ำๆ พร้อมกับพยายามคงรอยยิ้มที่มุมปากเอาไว้
“ขอโทษที่ทำให้คุณต้องมาวุ่นวายไปด้วย”
“ไม่ ไม่ คุณก็แค่ทำในสิ่งที่ต้องทำเท่านั้น พวกเขาถาม แล้วคุณก็ตอบ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ผมเข้าใจ”
เธอเงยหน้าขึ้น เขาจึงพยายามยิ้มอย่างจริงใจเท่าที่จะทำได้ จนสุดท้ายเธอเองก็ยิ้มออกมา ดูเหมือนว่าความยุ่งยากใจที่มีต่อกันระหว่างทั้งสองจะคลี่คลายลงได้บางส่วน
เรื่องบางเรื่องมันก็คล้ายกับเงื่อนปมซับซ้อนที่ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการดึงปลายเชือกทั้งหมดที่เห็นไปเรื่อยๆ ซึ่งมีแต่จะทำให้มันมัดกันแน่นยิ่งขึ้น ที่คุณต้องทำคือนั่งลงสบายๆ ผ่อนคลายแรงที่หัวไหล่ พร้อมกับค่อยๆ นวดคลึงปมด้วยฝ่ามือเพียงเบาๆ แล้วคอยดูจนกว่ามันจะเริ่มคลายปมของตัวเองออก
“คุณคิดว่าคุณครอสหายตัวไปอย่างลึกลับตามที่คุณฟรอสบอกจริงหรือเปล่าครับ” เขาจงใจถามคำถามนี้โดยไม่ให้เธอได้ทันตั้งตัว เพราะต้องการฟังคำตอบแรกที่ผุดขึ้นมาในใจของเธอ
“อือฮึ” เธอพยักหน้าทันทีโดยไม่ต้องคิด
“ทำไม คุณถึงมั่นใจขนาดนั้น”
“เพราะ...” ครั้งนี้เธอต้องหยุดคิดแล้ว
'เพราะฉันเชื่อคุณฟรอส นอกจากคุณครอสแล้ว ในสำนักงานแห่งนี้ก็มีแค่เขาเท่านั้น' เสียงหนึ่งในเจ็ดบอกกับเธอ เธอไม่เคยตั้งชื่อให้กับเสียงของคนแคระเหล่านี้ เพราะส่วนใหญ่แล้วเธอมักไม่แน่ใจว่าเสียงไหนเป็นเสียงไหน แต่เสียงนี้มักเป็นเสียงแรกที่ออกความเห็นเสมอ 'นั่นไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เขาเป็นคนที่น่าสงสัยที่สุดหรอกหรือ' อีกเสียงหนึ่งซึ่งพยายามทำตัวฉลาดดังติดตามมา 'นั่นก็ใช่' ส่วนอันนี้เป็นเสียงของเธอเอง 'ไม่ นั่นไม่ใช่เสียงของฉัน' อีกเสียงหนึ่งรีบค้าน
“เพราะ ฉันเชื่อคุณฟรอส มันไม่เหมือนกับเรื่องการลงบัญชี ไม่ใช่เรื่องการจัดการสินค้า แต่ว่านี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของคุณครอสโดยตรง ฉันมั่นใจว่าสามารถเชื่อเขาได้ในเรื่องนี้” เธอย้ำ “พวกเขาสองคนทำงานด้วยกันเสมอ และฉันไม่เคยเห็นคุณฟรอสมีท่าทางกังวลขนาดนั้นมาก่อน”
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยมั่นใจกับความสามารถในการตัดสินผู้คนของตน เพราะปู่มักเตือนเขาอยู่บ่อยๆ ว่า มันมีรายละเอียดที่ลึกซึ้งมากกว่าแค่การจับตาดูกิริยาอาการเล็กเล็กน้อยน้อยต่างๆ ที่แสดงออกมาโดยไม่รู้ตัวเท่านั้น แต่ครั้งนี้เขาตัดสินว่าน่าจะเชื่อความคิดของเธอได้
“ผมขอเข้าไปดูในห้องทำงานของคุณครอสได้ไหมครับ”
“ไม่ได้ค่ะ” เธอตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด “เพราะมีแค่คุณครอส กับคุณฟรอสเท่านั้นที่จะเปิดมันได้”
“หมายความว่า แม้แต่ตัวคุณเองก็ยังไม่มีกุญแจอย่างนั้นหรือ” เขาไม่ค่อยอยากเชื่อ “ผมรับรองว่าจะไม่ไปยุ่มย่ามกับข้าวของอะไรทั้งนั้น คุณกับผมเข้าไปด้วยกันก็ได้”
“คุณไม่เข้าใจ” เธอออกเดินนำเขาไปยังประตูบานเก่านั้นอีกครั้ง ประตูที่เขาเคยเดินผ่านเข้าไปพร้อมกับความหวังลึกๆ ภายในใจ ความหวังที่เป็นทั้งความสุข และความทุกข์ในเวลาเดียวกัน มันทำให้เขาหวนนึกถึงข้อความที่เคยอ่านเจอในหนังสือของโศกาคิด
'ความหวัง สิ่งที่ทุกคนเชื่อว่าเป็นสิ่งพิเศษ เป็นพลังที่คอยผลักดันมนุษยชาติให้ลุกขึ้น มองไปข้างหน้า แล้วก้าวเดินต่อไป ไม่ว่าเส้นทางนั้นจะเลวร้ายสักเพียงใดก็ตาม ซึ่งก็คงจะเป็นเช่นนั้น เพราะมันเป็นสิ่งสุดท้ายที่มนุษย์เก็บเอาไว้เพื่อใช้ต่อสู้กับสิ่งชั่วร้ายที่หลุดออกมาจากกล่องของทวยเทพ กล่องที่ถูกหญิงงามนาม แพนดอร่า เปิดออกดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ความอยากรู้อยากเห็นของผู้หญิง กับ กล่องต้องห้ามที่กักเก็บความชั่วร้ายทั้งมวลเอาไว้ ส่วนผสมอันลงตัวที่เทพเจ้าผู้มีจิตใจสับสนจนแทบไม่ต่างจากมนุษย์ได้นำมารวมไว้ด้วยกัน
และด้วยความหวังอันเดียวกันนี้เอง ที่คอยชักนำมนุษยชาติให้ก้าวไปตามหมอกควันอันลวงตา ครั้งนี้อาจจะเป็นตัวฉันที่ถูกรางวัลใหญ่ ครั้งนี้อาจเป็นโอกาสทำเงินก้อนโตอย่างแท้จริง ครั้งนี้โชคต้องเข้าข้างฉัน ครั้งนี้แหละ ครั้งนี้ และครั้งนี้ แต่บางทีมันอาจเป็นเพียงกับดักที่ถูกคนซึ่งเข้าใจ และนำอีกด้านหนึ่งของความหวังมาใช้เพื่อล่อลวงผู้คนให้ลุ่มหลงไปกับมันก็เป็นได้
ความหวังแบบที่ใช้ล่อลวงมนุษย์
ดังนั้นแล้ว การที่แพนดอร่าสามารถปิดกล่องต้องห้ามเอาไว้ได้ทันก่อนที่ความหวังสุดท้ายจะเล็ดลอดออกไปได้นั้น อาจไม่ได้อยู่เหนือความต้องการของเทพเจ้าพวกนั้นเลย ยิ่งถ้ามาลองคิดดูให้ดีแล้ว ทำไมความหวังถึงได้เข้าไปอยู่ในกล่องรวมกับความชั่วร้ายทั้งมวลมาตั้งแต่ต้นกันเล่า
อาจเป็นไปได้ว่าคำตอบที่ง่ายที่สุดก็คือ แม้แต่ความหวังเองก็ยังอาจนับเป็นความชั่วร้ายอย่างหนึ่งเช่นกัน'
ประตูบานนั้นมีสภาพเหมือนเดิมอย่างที่เขาจำได้ แต่ก่อนที่เธอจะชี้ให้ดูบางสิ่ง เขาก็พบเห็นมันได้ก่อนแล้ว
'โชคดีนะคะ เธอกระซิบเบาๆ ขยิบตา ยิ้มให้ พร้อมกับเปิดประตูที่ดูธรรมดาบานนั้น ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังหน้าแดง และลืมความกังวลไปชั่วครู่' เขาทบทวนความทรงจำถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า ซึ่งทำให้เขาไม่ทันได้พบเห็นความผิดปกติอันแสนธรรมดาของประตูบานนี้
มันเป็นบานประตูที่ไม่มีรูกุญแจ
“มันจะเปิดเมื่อจำเป็นต้องเปิดเท่านั้น” เธอบอก
คุณจะทำอย่างไรหากพบกับประตูที่อาจมีสิ่งที่คุณต้องการซ่อนอยู่ภายใน คุณจะทำอย่างไรหากมีกล่องของขวัญที่ห่อด้วยกระดาษที่มีสีสันลวดลายงดงาม มันอาจเป็นบางสิ่งที่คุณกำลังต้องการอยู่ และนั่นคือความหวัง สิ่งซึ่งยังอยู่ในกล่อง ไม่ว่ามันจะมีมูลค่าสูงล้ำ หรือเป็นเพียงเศษขยะไร้ค่า แต่เมื่อมันยังอยู่ในกล่อง เมื่อยังคงมีความหวัง พวกมันต่างก็มีคุณค่าภายในใจของคุณแทบจะไม่ต่างกันเลย
เขาเอื้อมมือออกไป และมองเห็นความหวังกำลังเต้นรำอยู่ในประกายตาของสโนว ถึงแม้เธอจะรู้ว่าคุณครอสไม่ได้อยู่ภายในห้อง แต่ตราบเท่าที่ประตูยังไม่ถูกเปิดออก มันก็ยังคงเป็นเพียงแค่ 'ไม่แน่' เท่านั้น ถึงแม้ว่าเธอจะรู้ความจริงอยู่เต็มอก แต่เธอก็ยังคงมีความหวังอยู่เช่นเดิม
เขาคงแปลกใจมากถ้าในตอนนี้ ตนเองไม่ได้มีประกายตาที่เหมือนกันกับของเธอ
บานประตูไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เขาลองออกแรงให้มากขึ้น และลังเลอยู่ว่าจะลองพุ่งกระแทกมันด้วยไหล่สักครั้งจะดีหรือไม่
“ฉันบอกแล้วว่ามันเปิดไม่ได้” แต่ในน้ำเสียงของเธอก็ยังคงมีความผิดหวังซ่อนอยู่ จะผิดหวังไปทำไมถ้าหากว่าเธอแน่ใจว่า ไม่มีวันที่มันจะเป็นไปได้มาตั้งแต่แรก
“ช่วยถอยไปหน่อย”
“ฉันคิดว่าคุณไม่ควร...”
'วิ่ง!' ครั้งนี้เสียงทั้งเจ็ดต่างพร้อมใจประสานกันเป็นหนึ่งเดียว รวมทั้งเสียงของเธอเองด้วย แต่เธอวิ่งไม่ออก นอกจากก้าวถอยหลังติดติดกันสองสามก้าวอย่างรวดเร็ว และพยายามที่จะไม่ให้ตัวเองล้มหงายหลังลงไป 'ฉันยังไม่ตาย' นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะก่อนหน้านี้เพียงครู่เดียว เธอมั่นใจมากว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว
ทอยรู้สึกถึงพลังที่ตนเองปลดปล่อยออกมา บางทีการทำแบบนี้อาจเป็นความคิดที่ไม่ค่อยดีนัก เขาใช้พลังของมือสังหารอีกครั้งก่อนที่จะทันรู้ตัว 'ฉันต้องการจะฆ่าประตูบานนี้ เพียงเพราะมันไม่ยอมเปิดให้ฉันอย่างนั้นหรือ' เขาไม่แน่ใจ บางทีความผิดหวังของคุณสโนวอาจมีส่วนอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น
เขาเอื้อมมือไปสัมผัสบานประตูอีกครั้ง ไม่ได้ต้องการให้มัน 'เปิด' แต่ครั้งนี้เขาต้องการให้มัน 'ตาย' ประตูไม้เก่าๆ บานหนึ่งจะมีอายุได้มากสักเพียงใด เขาสัมผัสถึงพลังชีวิตของมัน และในฉับพลันนั้นเขาก็ร่วงหล่นลงไป
มันเป็นสภาพที่แปลกประหลาด เขาแน่ใจว่ามันต้องเป็นวงล้อมหินโบราณ แต่ไม่เหมือนกับที่เขาเคยเห็นในภาพถ่าย ซึ่งพวกมันเต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหายที่เกิดจากน้ำ อากาศ และกาลเวลา มีก้อนหินแตกหัก บางก้อนล้มลงนอนอยู่กับพื้น แต่วงหินล้อมที่เห็นนี้มีสภาพใหม่เอี่ยม ผู้คนมากมายมารวมตัวกันเกิดเป็นเงาแปลกตา ใบหน้าของพวกเขาต่างบ่งบอกถึงความทุกข์ยาก ความลำบากที่ต้องเผชิญ ทั่วทั้งท้องทุ่งกว้างนั้นเต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน หมู่เมฆหนาหนักลอยต่ำ อากาศเย็นเยือก
มันเป็นฤดูหนาวแบบที่สามารถแช่แข็งทุกชีวิตโดยไม่ทันได้รู้ตัว
พวกเขาทั้งหมดมารวมตัวกันเพื่อประกอบพิธีกรรมบางอย่าง มีความไม่สบายใจให้พบเห็นได้ทั่วไป พวกเขาอาจไม่ได้ต้องการที่จะทำ แต่พวกเขาจำเป็นต้องทำเพื่อให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น
สิ่งที่ทอยคิดว่าตนเองต้องรู้ แต่กลับนึกไม่ออก
พวกเขาเริ่มยืนล้อมเป็นวงพร้อมกับโยกตัวและส่งเสียง มันคล้ายกับการร้องเพลง คล้ายกับการท่องบทสวด แต่ทอยไม่เข้าใจในถ้อยคำเหล่าเลยนั้นแม้แต่คำเดียว ภาพทั้งหมดนี้เริ่มเลือนลาง เมื่อมีใครบางคนเดินเข้ามา วงล้อมมนุษย์นั้นแยกออก ปล่อยให้ผู้ที่มาใหม่เดินเข้าสู่ที่ว่างภายใน วงล้อมในวงล้อม ร่างลึกลับนั้นเริ่มยกชูบางสิ่งขึ้นเหนือศีรษะ มันส่องประกาย ซึ่งตอนแรกทอยเข้าใจว่าอาจเป็นเครื่องประดับบางอย่าง เสียงบทสวดค่อยๆ เร่งเร้าขึ้นจนถึงจุดหนึ่งมันก็กลายเป็นความเงียบที่นิ่งงัน ร่างนั้นพลันเหวี่ยงสิ่งที่อยู่ในมือลงมาอย่างรวดเร็ว
เสียงกรีดร้องบาดหูดังขึ้น สีแดงสาดกระจายไปบนหิมะสีขาวโพลน สีแดงที่ละลายหิมะ สีแดงที่สามารถสลายความหนาวเย็น สีขาวทั้งปวงนั้นพลันถูกกลืนกินด้วยสีแดงอันแรงร้อน
ทอย (16)
“...ครับ” ทั้งที่ความจริงแล้วทอยอยากจะถามออกไปว่า 'คุณรู้แค่นี้เองหรือ' มากกว่า เพราะเรื่องของเธอไม่ได้ช่วยทำให้อะไรกระจ่างขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย จนถึงตอนนี้เขารู้เพียงแค่ว่า คุณครอสนั่งหลับอยู่ในห้องทำงานของเขาตามลำพังโดยที่ไม่มีใครเข้าออก จนกระทั่งคุณฟรอสเข้ามา และยืนยันกับทุกคนด้วยความกังวลว่าคุณครอสได้หายตัวไปแล้วอย่างลึกลับ สารวัตรโฮมเข้ามาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ และไม่พบหลักฐาน หรือสิ่งผิดปกติใดใดทั้งสิ้น
ทั้งหมดนี้ทำให้แทบจะสรุปว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยซ้ำ ความวุ่นวายทั้งหมดเกิดจากคุณฟรอส กับผู้มีอิทธิพลที่คอยหนุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งก็น่าจะเป็นผู้ว่าลินคอนอย่างที่สไตน์สงสัย
“...ฉันต้องขอโทษคุณด้วย” สโนวที่มีท่าทางอึดอัดพูดขึ้นเบาๆ ดึงความสนใจของเขาให้กลับมาสู่คู่สนทนาที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
“เรื่องอะไรหรือครับ” เขายังตามเธอไม่ทัน
“ฉัน...ฉันเป็นคนบอกเรื่องของคุณกับตำรวจในตอนที่พวกเขาถามว่ามีใครที่...มีคนที่น่าสงสัยบ้างหรือไม่” ตอนที่พูด เธอไม่กล้ามองหน้าเขา
“ไม่เป็นไร ผมเข้าใจดี” ในเหตุการณ์แบบนี้จะมีใครที่น่าสงสัยยิ่งไปกว่าอดีตมือสังหารอย่างเขาได้อีก 'ฉันชินแล้ว ฉัน ชิน แล้ว' เขาบอกกับตัวเองซ้ำๆ พร้อมกับพยายามคงรอยยิ้มที่มุมปากเอาไว้
“ขอโทษที่ทำให้คุณต้องมาวุ่นวายไปด้วย”
“ไม่ ไม่ คุณก็แค่ทำในสิ่งที่ต้องทำเท่านั้น พวกเขาถาม แล้วคุณก็ตอบ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ผมเข้าใจ”
เธอเงยหน้าขึ้น เขาจึงพยายามยิ้มอย่างจริงใจเท่าที่จะทำได้ จนสุดท้ายเธอเองก็ยิ้มออกมา ดูเหมือนว่าความยุ่งยากใจที่มีต่อกันระหว่างทั้งสองจะคลี่คลายลงได้บางส่วน
เรื่องบางเรื่องมันก็คล้ายกับเงื่อนปมซับซ้อนที่ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการดึงปลายเชือกทั้งหมดที่เห็นไปเรื่อยๆ ซึ่งมีแต่จะทำให้มันมัดกันแน่นยิ่งขึ้น ที่คุณต้องทำคือนั่งลงสบายๆ ผ่อนคลายแรงที่หัวไหล่ พร้อมกับค่อยๆ นวดคลึงปมด้วยฝ่ามือเพียงเบาๆ แล้วคอยดูจนกว่ามันจะเริ่มคลายปมของตัวเองออก
“คุณคิดว่าคุณครอสหายตัวไปอย่างลึกลับตามที่คุณฟรอสบอกจริงหรือเปล่าครับ” เขาจงใจถามคำถามนี้โดยไม่ให้เธอได้ทันตั้งตัว เพราะต้องการฟังคำตอบแรกที่ผุดขึ้นมาในใจของเธอ
“อือฮึ” เธอพยักหน้าทันทีโดยไม่ต้องคิด
“ทำไม คุณถึงมั่นใจขนาดนั้น”
“เพราะ...” ครั้งนี้เธอต้องหยุดคิดแล้ว
'เพราะฉันเชื่อคุณฟรอส นอกจากคุณครอสแล้ว ในสำนักงานแห่งนี้ก็มีแค่เขาเท่านั้น' เสียงหนึ่งในเจ็ดบอกกับเธอ เธอไม่เคยตั้งชื่อให้กับเสียงของคนแคระเหล่านี้ เพราะส่วนใหญ่แล้วเธอมักไม่แน่ใจว่าเสียงไหนเป็นเสียงไหน แต่เสียงนี้มักเป็นเสียงแรกที่ออกความเห็นเสมอ 'นั่นไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เขาเป็นคนที่น่าสงสัยที่สุดหรอกหรือ' อีกเสียงหนึ่งซึ่งพยายามทำตัวฉลาดดังติดตามมา 'นั่นก็ใช่' ส่วนอันนี้เป็นเสียงของเธอเอง 'ไม่ นั่นไม่ใช่เสียงของฉัน' อีกเสียงหนึ่งรีบค้าน
“เพราะ ฉันเชื่อคุณฟรอส มันไม่เหมือนกับเรื่องการลงบัญชี ไม่ใช่เรื่องการจัดการสินค้า แต่ว่านี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของคุณครอสโดยตรง ฉันมั่นใจว่าสามารถเชื่อเขาได้ในเรื่องนี้” เธอย้ำ “พวกเขาสองคนทำงานด้วยกันเสมอ และฉันไม่เคยเห็นคุณฟรอสมีท่าทางกังวลขนาดนั้นมาก่อน”
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยมั่นใจกับความสามารถในการตัดสินผู้คนของตน เพราะปู่มักเตือนเขาอยู่บ่อยๆ ว่า มันมีรายละเอียดที่ลึกซึ้งมากกว่าแค่การจับตาดูกิริยาอาการเล็กเล็กน้อยน้อยต่างๆ ที่แสดงออกมาโดยไม่รู้ตัวเท่านั้น แต่ครั้งนี้เขาตัดสินว่าน่าจะเชื่อความคิดของเธอได้
“ผมขอเข้าไปดูในห้องทำงานของคุณครอสได้ไหมครับ”
“ไม่ได้ค่ะ” เธอตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด “เพราะมีแค่คุณครอส กับคุณฟรอสเท่านั้นที่จะเปิดมันได้”
“หมายความว่า แม้แต่ตัวคุณเองก็ยังไม่มีกุญแจอย่างนั้นหรือ” เขาไม่ค่อยอยากเชื่อ “ผมรับรองว่าจะไม่ไปยุ่มย่ามกับข้าวของอะไรทั้งนั้น คุณกับผมเข้าไปด้วยกันก็ได้”
“คุณไม่เข้าใจ” เธอออกเดินนำเขาไปยังประตูบานเก่านั้นอีกครั้ง ประตูที่เขาเคยเดินผ่านเข้าไปพร้อมกับความหวังลึกๆ ภายในใจ ความหวังที่เป็นทั้งความสุข และความทุกข์ในเวลาเดียวกัน มันทำให้เขาหวนนึกถึงข้อความที่เคยอ่านเจอในหนังสือของโศกาคิด
'ความหวัง สิ่งที่ทุกคนเชื่อว่าเป็นสิ่งพิเศษ เป็นพลังที่คอยผลักดันมนุษยชาติให้ลุกขึ้น มองไปข้างหน้า แล้วก้าวเดินต่อไป ไม่ว่าเส้นทางนั้นจะเลวร้ายสักเพียงใดก็ตาม ซึ่งก็คงจะเป็นเช่นนั้น เพราะมันเป็นสิ่งสุดท้ายที่มนุษย์เก็บเอาไว้เพื่อใช้ต่อสู้กับสิ่งชั่วร้ายที่หลุดออกมาจากกล่องของทวยเทพ กล่องที่ถูกหญิงงามนาม แพนดอร่า เปิดออกดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ความอยากรู้อยากเห็นของผู้หญิง กับ กล่องต้องห้ามที่กักเก็บความชั่วร้ายทั้งมวลเอาไว้ ส่วนผสมอันลงตัวที่เทพเจ้าผู้มีจิตใจสับสนจนแทบไม่ต่างจากมนุษย์ได้นำมารวมไว้ด้วยกัน
และด้วยความหวังอันเดียวกันนี้เอง ที่คอยชักนำมนุษยชาติให้ก้าวไปตามหมอกควันอันลวงตา ครั้งนี้อาจจะเป็นตัวฉันที่ถูกรางวัลใหญ่ ครั้งนี้อาจเป็นโอกาสทำเงินก้อนโตอย่างแท้จริง ครั้งนี้โชคต้องเข้าข้างฉัน ครั้งนี้แหละ ครั้งนี้ และครั้งนี้ แต่บางทีมันอาจเป็นเพียงกับดักที่ถูกคนซึ่งเข้าใจ และนำอีกด้านหนึ่งของความหวังมาใช้เพื่อล่อลวงผู้คนให้ลุ่มหลงไปกับมันก็เป็นได้
ความหวังแบบที่ใช้ล่อลวงมนุษย์
ดังนั้นแล้ว การที่แพนดอร่าสามารถปิดกล่องต้องห้ามเอาไว้ได้ทันก่อนที่ความหวังสุดท้ายจะเล็ดลอดออกไปได้นั้น อาจไม่ได้อยู่เหนือความต้องการของเทพเจ้าพวกนั้นเลย ยิ่งถ้ามาลองคิดดูให้ดีแล้ว ทำไมความหวังถึงได้เข้าไปอยู่ในกล่องรวมกับความชั่วร้ายทั้งมวลมาตั้งแต่ต้นกันเล่า
อาจเป็นไปได้ว่าคำตอบที่ง่ายที่สุดก็คือ แม้แต่ความหวังเองก็ยังอาจนับเป็นความชั่วร้ายอย่างหนึ่งเช่นกัน'
ประตูบานนั้นมีสภาพเหมือนเดิมอย่างที่เขาจำได้ แต่ก่อนที่เธอจะชี้ให้ดูบางสิ่ง เขาก็พบเห็นมันได้ก่อนแล้ว
'โชคดีนะคะ เธอกระซิบเบาๆ ขยิบตา ยิ้มให้ พร้อมกับเปิดประตูที่ดูธรรมดาบานนั้น ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังหน้าแดง และลืมความกังวลไปชั่วครู่' เขาทบทวนความทรงจำถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า ซึ่งทำให้เขาไม่ทันได้พบเห็นความผิดปกติอันแสนธรรมดาของประตูบานนี้
มันเป็นบานประตูที่ไม่มีรูกุญแจ
“มันจะเปิดเมื่อจำเป็นต้องเปิดเท่านั้น” เธอบอก
คุณจะทำอย่างไรหากพบกับประตูที่อาจมีสิ่งที่คุณต้องการซ่อนอยู่ภายใน คุณจะทำอย่างไรหากมีกล่องของขวัญที่ห่อด้วยกระดาษที่มีสีสันลวดลายงดงาม มันอาจเป็นบางสิ่งที่คุณกำลังต้องการอยู่ และนั่นคือความหวัง สิ่งซึ่งยังอยู่ในกล่อง ไม่ว่ามันจะมีมูลค่าสูงล้ำ หรือเป็นเพียงเศษขยะไร้ค่า แต่เมื่อมันยังอยู่ในกล่อง เมื่อยังคงมีความหวัง พวกมันต่างก็มีคุณค่าภายในใจของคุณแทบจะไม่ต่างกันเลย
เขาเอื้อมมือออกไป และมองเห็นความหวังกำลังเต้นรำอยู่ในประกายตาของสโนว ถึงแม้เธอจะรู้ว่าคุณครอสไม่ได้อยู่ภายในห้อง แต่ตราบเท่าที่ประตูยังไม่ถูกเปิดออก มันก็ยังคงเป็นเพียงแค่ 'ไม่แน่' เท่านั้น ถึงแม้ว่าเธอจะรู้ความจริงอยู่เต็มอก แต่เธอก็ยังคงมีความหวังอยู่เช่นเดิม
เขาคงแปลกใจมากถ้าในตอนนี้ ตนเองไม่ได้มีประกายตาที่เหมือนกันกับของเธอ
บานประตูไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เขาลองออกแรงให้มากขึ้น และลังเลอยู่ว่าจะลองพุ่งกระแทกมันด้วยไหล่สักครั้งจะดีหรือไม่
“ฉันบอกแล้วว่ามันเปิดไม่ได้” แต่ในน้ำเสียงของเธอก็ยังคงมีความผิดหวังซ่อนอยู่ จะผิดหวังไปทำไมถ้าหากว่าเธอแน่ใจว่า ไม่มีวันที่มันจะเป็นไปได้มาตั้งแต่แรก
“ช่วยถอยไปหน่อย”
“ฉันคิดว่าคุณไม่ควร...”
'วิ่ง!' ครั้งนี้เสียงทั้งเจ็ดต่างพร้อมใจประสานกันเป็นหนึ่งเดียว รวมทั้งเสียงของเธอเองด้วย แต่เธอวิ่งไม่ออก นอกจากก้าวถอยหลังติดติดกันสองสามก้าวอย่างรวดเร็ว และพยายามที่จะไม่ให้ตัวเองล้มหงายหลังลงไป 'ฉันยังไม่ตาย' นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะก่อนหน้านี้เพียงครู่เดียว เธอมั่นใจมากว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว
ทอยรู้สึกถึงพลังที่ตนเองปลดปล่อยออกมา บางทีการทำแบบนี้อาจเป็นความคิดที่ไม่ค่อยดีนัก เขาใช้พลังของมือสังหารอีกครั้งก่อนที่จะทันรู้ตัว 'ฉันต้องการจะฆ่าประตูบานนี้ เพียงเพราะมันไม่ยอมเปิดให้ฉันอย่างนั้นหรือ' เขาไม่แน่ใจ บางทีความผิดหวังของคุณสโนวอาจมีส่วนอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น
เขาเอื้อมมือไปสัมผัสบานประตูอีกครั้ง ไม่ได้ต้องการให้มัน 'เปิด' แต่ครั้งนี้เขาต้องการให้มัน 'ตาย' ประตูไม้เก่าๆ บานหนึ่งจะมีอายุได้มากสักเพียงใด เขาสัมผัสถึงพลังชีวิตของมัน และในฉับพลันนั้นเขาก็ร่วงหล่นลงไป
มันเป็นสภาพที่แปลกประหลาด เขาแน่ใจว่ามันต้องเป็นวงล้อมหินโบราณ แต่ไม่เหมือนกับที่เขาเคยเห็นในภาพถ่าย ซึ่งพวกมันเต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหายที่เกิดจากน้ำ อากาศ และกาลเวลา มีก้อนหินแตกหัก บางก้อนล้มลงนอนอยู่กับพื้น แต่วงหินล้อมที่เห็นนี้มีสภาพใหม่เอี่ยม ผู้คนมากมายมารวมตัวกันเกิดเป็นเงาแปลกตา ใบหน้าของพวกเขาต่างบ่งบอกถึงความทุกข์ยาก ความลำบากที่ต้องเผชิญ ทั่วทั้งท้องทุ่งกว้างนั้นเต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน หมู่เมฆหนาหนักลอยต่ำ อากาศเย็นเยือก
มันเป็นฤดูหนาวแบบที่สามารถแช่แข็งทุกชีวิตโดยไม่ทันได้รู้ตัว
พวกเขาทั้งหมดมารวมตัวกันเพื่อประกอบพิธีกรรมบางอย่าง มีความไม่สบายใจให้พบเห็นได้ทั่วไป พวกเขาอาจไม่ได้ต้องการที่จะทำ แต่พวกเขาจำเป็นต้องทำเพื่อให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น
สิ่งที่ทอยคิดว่าตนเองต้องรู้ แต่กลับนึกไม่ออก
พวกเขาเริ่มยืนล้อมเป็นวงพร้อมกับโยกตัวและส่งเสียง มันคล้ายกับการร้องเพลง คล้ายกับการท่องบทสวด แต่ทอยไม่เข้าใจในถ้อยคำเหล่าเลยนั้นแม้แต่คำเดียว ภาพทั้งหมดนี้เริ่มเลือนลาง เมื่อมีใครบางคนเดินเข้ามา วงล้อมมนุษย์นั้นแยกออก ปล่อยให้ผู้ที่มาใหม่เดินเข้าสู่ที่ว่างภายใน วงล้อมในวงล้อม ร่างลึกลับนั้นเริ่มยกชูบางสิ่งขึ้นเหนือศีรษะ มันส่องประกาย ซึ่งตอนแรกทอยเข้าใจว่าอาจเป็นเครื่องประดับบางอย่าง เสียงบทสวดค่อยๆ เร่งเร้าขึ้นจนถึงจุดหนึ่งมันก็กลายเป็นความเงียบที่นิ่งงัน ร่างนั้นพลันเหวี่ยงสิ่งที่อยู่ในมือลงมาอย่างรวดเร็ว
เสียงกรีดร้องบาดหูดังขึ้น สีแดงสาดกระจายไปบนหิมะสีขาวโพลน สีแดงที่ละลายหิมะ สีแดงที่สามารถสลายความหนาวเย็น สีขาวทั้งปวงนั้นพลันถูกกลืนกินด้วยสีแดงอันแรงร้อน