ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส ออกมาบทวิเคราะห์ระบุว่า กำไรสุทธิ 9 ธนาคารประจำไตรมาส 3 ของปีนี้ อยู่ที่ 50,748 ล้านบาท ขยับเพิ่มขึ้นเพียง 1.3% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้านี้(Q-Q) หรือเพิ่มขึ้น 15.5% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้านี้ น้อยกว่าที่ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัสคาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะเติบโต 2 %
สาเหตุเนื่องจากบางธนาคาร (อาทิ SCB, KTB) ยังมีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญในระดับเกินปกติเพื่อรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ขณะที่หากสังเกตภาพรวมของคุณภาพสินเชื่อถือว่าอ่อนแอลงด้วย โดย NPL ของกลุ่มธนาคารปรับเพิ่มขึ้นแม้ว่าจะเป็นอัตราที่ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อน แต่สะท้อนภาพคุณภาพหนี้ที่เริ่มเป็นกังวล ทั้งนี้ปริมาณของNPL เพิ่มขึ้นราว 2.4% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้านี้ และเพิ่มขึ้น 5.9% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า รวมทั้งยังเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) ที่เริ่มเกิดมากขึ้นในธนาคารขนาดใหญ่ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ(BBL) ซึ่งมีหนี้ NPL ที่เพิ่มขึ้นถึง 4.7% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้านี้
ธนาคารกรุงไทย ที่มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL)เพิ่มขึ้น 2.4%
และธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่มีหนี้ NPL เพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 14.6% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
ในภาพรวมของรายได้ทั้งหมดของกิจการ ถือว่าทำได้ดีกว่าที่คาดไว้โดยทั้งกลุ่ม แม้ว่าจะทรงตัวเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นราว 17% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ ซึ่งเกิดจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นราว6.4% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 21% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ทำให้ NIM ดีขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 3.18% จาก 3.16% ในไตรมาสก่อน
ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยทำได้ดีกว่าคาดเช่นกันเนื่องจากมีผลกำไรจากการค้าเงินและกำไรจากเงินลงทุนที่ดีขึ้น
ส่วนเงินให้สินเชื่อเพิ่มขึ้น 1.66% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 7.4% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ นับว่า เป็นอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวกว่าคาดการณ์ โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อย ส่วนสินเชื่อที่ยังเติบโตดีคือสินเชื่อในกลุ่ม SMEs ในไตรมาสนี้คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY)และธนาคารทหารไทย(TMB) มีการขยายตัวของสินเชื่อที่มากที่สุดราว 2.9% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 2.4% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ตามลำดับ
ปล. สภาพเหมือนงูกินหางกำไรโตส่วนหนึ่ง แต่ต้องเอามาอุดหนุนอีกส่วน ตรงนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะภาคธนาคาร แต่ถ้าคุมไม่ได้จะกระทบในวงกว้างมากกว่าที่คิดครับ
สัญญานเศรษฐกิจแท้จริงไม่เวิ่นเว้อ
ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส ออกมาบทวิเคราะห์ระบุว่า กำไรสุทธิ 9 ธนาคารประจำไตรมาส 3 ของปีนี้ อยู่ที่ 50,748 ล้านบาท ขยับเพิ่มขึ้นเพียง 1.3% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้านี้(Q-Q) หรือเพิ่มขึ้น 15.5% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้านี้ น้อยกว่าที่ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัสคาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะเติบโต 2 %
สาเหตุเนื่องจากบางธนาคาร (อาทิ SCB, KTB) ยังมีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญในระดับเกินปกติเพื่อรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ขณะที่หากสังเกตภาพรวมของคุณภาพสินเชื่อถือว่าอ่อนแอลงด้วย โดย NPL ของกลุ่มธนาคารปรับเพิ่มขึ้นแม้ว่าจะเป็นอัตราที่ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อน แต่สะท้อนภาพคุณภาพหนี้ที่เริ่มเป็นกังวล ทั้งนี้ปริมาณของNPL เพิ่มขึ้นราว 2.4% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้านี้ และเพิ่มขึ้น 5.9% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า รวมทั้งยังเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) ที่เริ่มเกิดมากขึ้นในธนาคารขนาดใหญ่ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ(BBL) ซึ่งมีหนี้ NPL ที่เพิ่มขึ้นถึง 4.7% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้านี้
ธนาคารกรุงไทย ที่มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL)เพิ่มขึ้น 2.4%
และธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่มีหนี้ NPL เพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 14.6% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
ในภาพรวมของรายได้ทั้งหมดของกิจการ ถือว่าทำได้ดีกว่าที่คาดไว้โดยทั้งกลุ่ม แม้ว่าจะทรงตัวเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นราว 17% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ ซึ่งเกิดจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นราว6.4% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 21% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ทำให้ NIM ดีขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 3.18% จาก 3.16% ในไตรมาสก่อน
ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยทำได้ดีกว่าคาดเช่นกันเนื่องจากมีผลกำไรจากการค้าเงินและกำไรจากเงินลงทุนที่ดีขึ้น
ส่วนเงินให้สินเชื่อเพิ่มขึ้น 1.66% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 7.4% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ นับว่า เป็นอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวกว่าคาดการณ์ โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อย ส่วนสินเชื่อที่ยังเติบโตดีคือสินเชื่อในกลุ่ม SMEs ในไตรมาสนี้คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY)และธนาคารทหารไทย(TMB) มีการขยายตัวของสินเชื่อที่มากที่สุดราว 2.9% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 2.4% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ตามลำดับ
ปล. สภาพเหมือนงูกินหางกำไรโตส่วนหนึ่ง แต่ต้องเอามาอุดหนุนอีกส่วน ตรงนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะภาคธนาคาร แต่ถ้าคุมไม่ได้จะกระทบในวงกว้างมากกว่าที่คิดครับ